Nov 30, 2014

แมตตี้ ผู้ส่งสาร - Messenger (The Giver #3)


ชื่อเรื่อง  แมตตี้ ผู้ส่งสาร
จากเรื่อง Messenger
ผู้แต่ง โลอิส เลาว์รี
ผู้แปล ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ
สำนักพิมพ์ แพรวเยาวชน

เรื่องย่อ

จากเรื่อง "คิรากับช่างย้อมสี" หนังสือเล่มสองของชุด "The Giver" มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเป็นเพื่อนตายของ 'คิรา' มาตลอด แม้ว่าเขาจะสกปรกมอมแมม เป็นเด็กชายผู้หิวโหยและยากจน ขาดแม้กระทั่งความรักจากแม่ จนกลายเป็นนักลักเล็กขโมยน้อย แต่สำหรับคิรา เด็กมีปัญหาคนนี้คือสหายตัวน้อยที่ซื่อสัตย์และจริงใจต่อเธอเสมอ เขาคือ 'แมตต์' ผู้เติบโตมาเป็นแมตตี้ในเล่มนี้ แมตตี้ไม่ได้อยู่กับคิราในชุมชนแห่งความโหดร้ายอีกต่อไป เขาเดินทางมาชุมชนใหม่ ซึ่งยินดีต้อนรับผู้ไม่เป็นที่รักจากดินแดนอื่น และพร้อมเยียวยาผู้ที่แตกสลายมาจากถิ่นเก่า ณ ที่แห่งนี้ แมตตี้ค้นพบพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรกันแน่ รู้เพียงว่ามันพิเศษ แต่ไม่ว่าพรสวรรค์ข้อนั้นคืออะไร ไม่ว่าเขาจะเป็นแมตต์หรือแมตตี้ จะอยู่ในพื้นที่ที่ดีหรือเสื่อมทราม ยังมีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ คือเขามีหัวใจดวงวิเศษที่ต่อให้โลกมันเส็งเคร็งเพียงใด ก็จะไม่มีวันทำลายหัวใจแบบแมตตี้ได้เลย

REVIEW

เมื่อชุมชนที่แมตตี้อาศัยอยู่กำลังจะปิดตัวลงและผู้คนเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป แมตตี้จึงต้องเดินทางในฐานะผู้ส่งสารไปปิดประกาศตามที่ต่างๆในป่ารวมถึงทำตามคำสัญญาของชายตาบอดที่ว่าจะรับคิรามาอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้กับเขาก่อนที่มันจะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ระหว่างการเดินทางพาคิรากับชุมชน แมตตี้พบกับอันตรายมากมายที่รอเขาอยู่ในป่า การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดแมตตี้ก็พาตัวเองเกือบถึงที่หมาย แต่เขากลับล้มไปก่อน

ผู้นำของชุมชนคือโจนาสนั่นเอง ได้เดินทางมาหาแมตตี้เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่เขา เมื่อแมตตี้ใช้พลังทุกหยาดหยดคืนชีพให้กับผืนป่าและชุมชนของเขาให้กลับมาเป็นดังเดิม เขาได้รับนามใหม่ว่า ผู้เยียวยา และหลังจากนั้นเขาก็ล่วงสู่ความสงบสุข ...

..........................................................

เรื่องนี้ทีแรกก็อ่านได้เรื่อยๆนะ เพราะเป็นเรื่องของแมตตี้ เด็กชายตัวมอมแมมที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งจากเล่มของคิรา หากใครรอที่จะได้เห็นโจนาสอีกครั้ง เล่มนี้เขาจะกลับมามีบทบาทสำคัญเลยทีเดียว เนื้อเรื่องก็แฝงแนวคิดและคำสอนในตัวของมันอยู่นะ แต่ก็ตามสไตล์ของ The Giver แหละ คือคำสอนเหล่านั้นต้องผ่านการตีความอีกที ผ่านคำพูดและพรสวรรค์ของตัวละครเอง ซึ่งจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่มันจะแยบยลและคมคาย ถ้ามีคนสังเกต Point เล็กๆตรงที่โจนาสได้เตือนแมตตี้ก่อนการเดินทางว่าอย่าถลุงพลังของตนเอง ซึ่งตอนนั้นเขาไม่เข้าใจ จนสุดท้าย ... แมตตี้ก็ต้องพบจุดจบอันน่าเศร้าของเขา

คะแนน 6.5/10

Nov 29, 2014

Obsidian (New Species #8)


ชื่อเรื่อง Obsidian
ชุด New Species
ผู้แต่ง Laurann Dohner
แนว Erotic / Paranormal
สำนักพิมพ์ ELLORA'S CAVE

เรื่องย่อ

Dr. Allison Baker is obsessed with saving the comatose New Species male. She has tried everything and there's only one option left. Alli will break every rule and put her life in danger by tempting 880 to wake, using only her feminine scent and touch. She just has to kidnap him and crawl into bed with him to make it work. 880 wakes in a different world with a small female who's been sleeping beside him, caressing him and wrapping her sweet body around his, teasing his senses. He lies silent and still, listening and evaluating each arousing touch, fighting his body's reaction. Hatred flares when he discovers she's human, but Mercile stole everything from him so he decides it's fair to take her in return. But things quickly change and he wants her at his side and in his bed. 880 has chosen a new name-Obsidian-the personification of dark and dangerous. He'll fight them all to keep Alli. No one will stand in his way.

REVIEW

ดร.อัลลิสันตัดสินใจพาคนไข้นิวสปีชีส์ของเธอหลบหนีออกจาก NSO เพื่อใช้กลิ่นของเธอปลุกให้เขาฟื้นจากอาการไม่ได้สติ เมื่อวิธีของเธอได้ผลและ 880 ก็ฟื้นคืนขึ้นมาเพื่อที่จะรู้ว่าเขาได้สูญเสียคู่ของเขาไปแล้ว อัลลิสันก็รู้ว่าเธอกำลังจะถูกไล่ออกจากหน้าที่ข้อหาเธอฝ่าฝืนมาตรการของ NSO แต่ 880 ก็ยังต้องการตัวของอัลลิสันอยู่ ดังนั้น 880 จึงขอให้คนไปพาอัลลิสันมาอยู่กับเขา เมื่ออัลลิสันรู้ว่าเขายังคิดเรื่องคู่ของเขาที่เพิ่งตายไปอยู่ เธอก็เสียใจเพราะคิดว่า 880 ใช้เธอเป็นตัวแทนคู่ของเขา

880 ใช้ชื่อใหม่ว่า ออบซิเดียน เขาติดใจหลงใหลในคุณหมอสาวชาวมนุษย์ที่ปลุกเร้าเขายิ่งกว่าที่คู่ของเขาเคยทำได้ เขาต้องการเก็บอัลลิสันไว้กับตัวของเขาคนเดียว และต้องการให้เธอทำตามที่เขาต้องการทุกอย่าง จนอัลลิสันหนีออกจากที่พักรักษาตัวของเขา ออบซิเดียนจึงหาทางปรับความเข้าใจกับอัลลิสันและบอกกับเธอว่าแท้จริงแล้วเขากับคู่ของเขาไม่เคยมีความรู้สึกลึกซึ้งกันเลยแม้แต่น้อย เพราะคู่ของเขามีความรู้สึกให้กับคนอื่นและเธอกับเขาก็ถูกจับขังเอาไว้ด้วยกันเป็นเวลานาน และก็ใช้เขาเพื่อระบายความต้องการตลอดเวลาแต่นอกจากนั้นแล้วเธอไม่เคยให้เขาแตะต้องเธอเลย

ออบซิเดียนก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อยๆไม่เขาไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้อัลลิสันของเขา จนกระทั่งทำร้ายคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บ จัสทิซจึงสั่งให้พาอัลลิสันไปทำงานที่อื่นสักพักจนกว่าออบซิเดียนจะปรับเปลี่ยนนิสัยให้เข้ากับสังคมได้  สามเดือนผ่านไป ... อัลลิสันกลับมาหาออบซิเดียนอีกครั้ง เธอพบว่าเขาเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนที่ทั้งคู่เจอกันอย่างมาก ทีแรกอัลลิสันนึกว่าออบซิเดียนจะไม่สนใจเธอแล้วเพราะท่าทีของเขาดูเปลี่ยนไปมาก แต่ความจริงคือไม่มีวันไหนที่ออบซิเดียนไม่คิดุถึงเธอ จนกระทั่งเขาได้เธอมาอยู่ในอ้อมกอดของเขาในที่สุด ...

..............................................................

คือ ... ไม่ค่อยชอบตัวละครในเล่มนี้เท่าไรแฮะ ประเด็นในเนื้อเรื่องก็ดูประดักประเดิดยังไงก็ไม่รู้ ตั้งแต่ตอนแรกที่นางเอกเข็นเตียงพาพระเอกออกไปข้างนอกเพื่อใช้กลิ่นของตัวเองปลุกพระเอกขึ้นมาละ ไหนจะเรื่องคู่ของพระเอกที่ตายไปอีก ยังเอามาเป็นประเด็นจนถึงหน้าสุดท้ายจนได้เนอะ อ่านแล้วไม่ค่อยอินอ่ะเล่มนี้ พระเอก possessive มากก็จริง แต่ดูเหมือนประเด็นหลายๆอย่างทำให้เราไม่ค่อยเข้าถึงเนื้อหาของเล่มนี้มากสักเท่าไร

เล่มนี้ไม่ค่อยมีแอคชั่นทริลเลอร์มันส์ๆแบบเล่มก่อนหน้า แถมความสัมพันธ์ก็แลดูยิ่งเหยิงมากด้วย อ่านแล้วก็งงๆกับพระเอกบ้างเป็นบางครั้ง อารมณ์ขึ้นๆลงๆบ่อยเหลือเกิน

คะแนน 6.5/10

Nov 27, 2014

The One (The Selection #3)


ชื่อเรื่อง The One
ผู้แต่ง Kiera Cass
วรรณกรรมเยาวชน โรมานซ์-ดิสโทเปีย
สำนักพิมพ์ HarperTeen

เรื่องย่อ

The time has come for one winner to be crowned.

When she was chosen to compete in the Selection, America never dreamed she would find herself anywhere close to the crown—or to Prince Maxon's heart. But as the end of the competition approaches, and the threats outside the palace walls grow more vicious, America realizes just how much she stands to lose—and how hard she'll have to fight for the future she wants.

REVIEW

พวกกบฎรุกคืบพระราชวังเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือ the Elite ทั้งหมดสี่คน และสถานะของอเมริกาในการแข่งขันครั้งนี้ก็ย่ำแย่ได้ที่ เมื่อกบฏทางเหนือนัดคุยกับแม็กซอนและอเมริกาเป็นการส่วนตัวเพื่อขอให้พวกเขายกเลิกระบบชนชั้น วิถีทางเดียวคือแม็กซอนต้องขึ้นเป็นพระราชาและจบเกมส์นี้ให้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่กบฎจากทางใต้จะปฏิวัติและยึดครองอำนาจไปทั้งหมดไปอยู่ในมือของพวกเขา

อเมริการู้ใจตัวเองในที่สุดว่าเธอรักแม็กซอนเข้าแล้วจริงๆ แต่เธอก็ไม่ได้สารภาพให้เขาฟัง หลังจากนั้นแม็กซอนและอเมริกาแอบไปลักลอบพบกบฏทางจากเหนือเพื่อพูดคุยและวางแผนในการจัดการกบฏจากทางใต้ที่เริ่มโจมตีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆโดยเริ่มจากครอบครัวของระดับสองและไล่ระดับลงไปเรื่อยๆ พระราชาหวังให้อเมริกาใช้ความประทับใจของประชาชนที่มีต่อเธอชักจูงให้พวกเขาพอใจในสภาพความเป็นอยู่ของตัวเอง แต่อเมริกาไม่คิดจะทำตามนั้นหลังจากที่เธอตัดสินหัวขโมยโดยการมอบเครื่องเพชรของเธอให้กับเขา นั่นทำให้พระราชารู้สึกไม่พอใจในตัวของอเมริกาอย่างมาก

อเมริกาได้รับข่าวว่าพ่อของเธอเสียชีวิต ดังนั้นเธอจึงมุ่งหน้ากลับบ้านทันที หลังจากจัดงานศพเรียบร้อยแล้วอเมริกาก็กลับมายังพระราชวังและรู้ว่าแม็กซอนประกาศงานแต่งงานแล้ว และเธอก็เป็นคนที่แม็กซอนเลือกให้มาเป็นภรรยาของเขาเสียด้วย คืนนั้นทั้งคืนอเมริกาและแม็กซอนอยู่ด้วยกันและสารภาพความรู้สึกของแต่ละฝ่ายออกมาทั้งหมด จนกระทั่งตอนที่อเมริกาตัดสินใจไปอธิบายให้แอสเพนฟังว่าสุดท้ายแล้วเธอก็รักแม็กซอน โชคร้ายที่แม็กซอนมาเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เขาโกรธอเมริกามาก และอเมริกาก็รู้ดีว่าทุกอย่างผิดพลาดไปหมดตั้งแต่วินาทีนั้น แม็กซอนก็รู้ในตอนนั้นว่าผู้ชายที่ครอบครองหัวใจอเมริกามาก่อนหน้าก็คือ ... แอสเพนนั่นเอง

เมื่อเวลาประกาศผู้ชนะของ The Selection มาถึง อเมริการู้ดีแล้วว่าเธอทำลายโอกาสไปเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นก็เกิดความโกลาหลขึ้นเมื่อกบฏจากทางใต้แฝงตัวเข้ามาอยู่ในงานและกราดยิงผู้คนล้มตายมากมาย หนึ่งในนั้นคือพระราชาและราชินี แม็กซอนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนอเมริกาก็ถูกแอสเพนพาไปซ่อนยังที่ปลอดภัย

หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดสงบลง อเมริกาก็รีบตามหาแม็กซอนทันที และเขาก็บอกให้เธอรู้ว่า เขายังเลือกเธอ ไม่ว่าอเมริกาจะทำลายหัวใจเขาไปมากแค่ไหน ยังไงแม็กซอนก็ยังรักเธอ และจะปกป้องเธอเสมอไป ดังนั้น แม็กซอนจึงขึ้นเป็นพระราชา และ ... มงกุฎแห่งชัยชนะและเกียรติยศจึงตกเป็นของอเมริกาในท้ายที่สุด

..................................................................

มีประโยคนึงที่เราชอบมากๆในตอนจบ ตอนที่แม็กซอนพูดว่า "Break my heart. Break it a thousand times if you like. It was only ever yours to break anyway." นั่นทำให้เรารู้ว่าแม็กซอนโตแล้ว และเราเชื่อจริงๆว่าเขาตัวเป็นผู้ชายทีพร้อมจะเสียสละและกลายเป็นพระราชาในอนาคต ไม่ใช่แค่เด็กชายที่เรียกร้องต้องการในสิ่งที่เขาอยากได้มาโดยตลอด

ถือว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่มีการเปลี่ยนแปลงคาแรคเตอร์หลายตัวเลยทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องขับเคลื่อนมาจนถึงเล่มจบแล้ว ส่วนประเด็นการเมืองก็เข้มข้นขึ้นกว่าสองเล่มที่แล้วเป็นอย่างมาก และถึงจะไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรแบบที่เราหวัง แต่เราก็รู้สึกว่า The One คือหนังสือที่สนุกที่สุดในชุด The Selection การเข้าถึงไคลแมกซ์ในตอนท้ายก็ทำได้ดีพอสมควร แม้ว่ามันจะมาแบบไม่ทันตั้งตัวก็ตามเถอะ เพราะการปูเรื่องช่วงแรกถือว่านิ่งมากๆ นิ่งจนไม่คิดว่าจะหาตอนจบที่ทำให้เรารู้สึกชอบได้ แต่ท้ายสุดแล้ว ... ตอนจบแบบนี้ก็ถือว่าดีกว่าที่เราคาดเอาไว้จริงๆ การแก้ไขปัญหาอาจจะดูง่ายไปหน่อย อย่างเช่นเมื่อคิดว่าจัดการความขัดแย้งระหว่างพระราชากับอเมริกาไม่ได้ง่ายๆ ก็เลยตัดสินใจฆ่าตัวละครทิ้งซะเลย อืม ! แบบนี้น่าจะง่ายกว่าการไปนั่งจับเข่าคุยเคลียร์ปัญหากันตอนท้ายเนอะ 555 เพราะพระราชาตั้งตัวเป็นอริกับอเมริกาซะขนาดนั้น

สรุปว่าเล่มนี้ดี แม้ว่ายังจะมีการตัดสินใจและสาระบบความคิดที่น่ารำคาญปรากฏอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นการพัฒนาของตัวละครชัดๆในเล่มนี้นี่แหละ

คะแนน 7/10

Nov 25, 2014

Leo's Chance (A Sign of Love)


ชื่อเรื่อง Leo's Chance
ชุด A Sign of Love
ผู้แต่ง Mia Sheridan
โรมานซ์ ร่วมสมัย

เรื่องย่อ

Does everyone deserve a second chance? Even someone who lies and deceives to get it?
Do we all have a second chance coming? Even if we play a part in our own destruction?
How hard would you fight to have a second chance at love? A second chance at life? Another chance to tell your own story?
Every love story has two sides. Evie told hers. This time it's Leo's chance.

REVIEW

ขอแปะรีวิวจากเล่มที่แล้วเลยละกัน Leo (A Sign of Love) เพราะประเด็นส่วนมากจะเหมือนกันหมด มีเพียงรายละเอียดเล็กๆที่แตกต่างกันเมื่อเล่มนี้เล่าผ่านมุมมองของ Leo

ขณะลีโอนอนบาดเจ็บอยู่ในโรงพยาบาลและเขาสัญญาว่าเขาจะพยายามรักษาตัวเองให้หายเพื่อที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เขาไม่กล้าเผชิญหน้ามาโดยตลอด นั่นก็คือหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขารัก ... อีวี่ ลีโอจึงตัดสินใจกับมาหาอีวี่ พร้อมกับใช้ชื่อเจค อีวี่ไม่รู้ว่าเจคเป็นลีโอ จนกระทั่งทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้ความจริงของเจคเปิดเผยออกมา

ลีโอพยายามที่จะเอาชนะความกลัวเกี่ยวกับการกระทำอันเลวร้ายของแม่เลี้ยงที่ทำลายจิตใจของเขาและทำให้เขาทรยศต่ออีวี่ครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงลอเรน แม่เลี้ยงของเขาที่กลับมาหลอกหลอนลีโออยู่เรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วจิตแพทย์ที่ลีโอไปเข้ารับการรักษาก็ยื่นมือมาช่วยเขาโดยการเปิดโปงความผิดของลอเรนที่ไปกระทำแบบนี้กับเด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะคนอื่นๆ

ลีโอจึงกลับมาหาอีวี่และต่อสู้เพื่อเธอ แม้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นยังไงก็ตาม เมื่อลีโอรู้ว่าแม่เลี้ยงของเขาป่วยแค่ไหน และเขาไม่ใช่คนที่ทำให้แม่เลี้ยงของเขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ทีแรก ความรู้สึกผิดก็เบาบางลง ท้ายสุดแล้ว ... อีวี่ก็เลือกลีโอ

.......................................................................................

ไม่ได้ต้องพูดอะไรมากอีกแล้ว เรื่องนี้เป็น POV ของลีโอล้วนๆ ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปเหมือนกัน แต่บางครั้งเมื่อมองจาก POV ของลีโอโดยไร้คนตัดสินการกระทำใดๆของเขา มันทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างดูชัดและเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะจากเล่มที่แล้ว ... เราตัดสินลีโอจากมุมมองของอีวี่เพียงคนเดียว

เอาจริงๆ เราก็มองลีโอในแง่ที่ดีขึ้นนะ เราเข้าใจตัวตนของเขาตั้งแต่ครั้งแรก ว่าทำไมเขาถึงโทษตัวเองมากขนาดนี้ และอุปสรรคที่เขาต้องก้าวผ่านคือความกลัวของเขาเอง เหมือนตอนที่ลีโอเปรียบว่าตัวเองเป็นสิงโตที่พยายามจะกระโดดลอดห่วงไฟ เปลวไฟคือความกลัวที่เขาต้องข้ามไปให้ได้ และอีวี่เป็นคนถือห่วง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาว่าท้ายที่สุดแล้ว ... เขาจะกล้ากระโดดข้ามห่วงนั้นไปหรือไม่

รู้สึกว่าเล่มนี้ลงลึกกว่าเล่มของ Leo และเรารู้สึกว่าสารที่ผู้แต่งพยายามจะสื่อออกมามัน pure และ clear กว่าในเล่มที่แล้วเยอะเลย ทำให้เรามองลีโอในแง่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีก สรุปว่าชอบเล่มนี้กว่าเล่มที่แล้ว ลีโอก็มีมุมมองน่ารักๆเยอะมาก

คะแนน 8.5/10

Nov 24, 2014

Leo (A Sign of Love)


ชื่อเรื่อง Leo
ชุด A Sign of Love
ผู้แต่ง Mia Sheridan
โรมานซ์ ร่วมสมัย

เรื่องย่อ

Evie and Leo met in foster care as children and formed a bond of friendship. As they grew, their bond turned to love, and they vowed to make a life together when they turned 18 and were no longer a part of the system.

When Leo unexpectedly gets adopted as a teen and he moves to another city, he promises Evie that he will contact her as soon as he gets there and come back for her in a few short years. She never hears from him again.

Now eight years later, in spite of the odds, Evie has made a life for herself. She has a job. She has friends. She's content. Then a man shows up out of the blue, claiming that her long lost love, Leo, sent him to check up on her. The attraction between them is undeniable. But, should she trust this sexy stranger? Or is he keeping a secret about what his connection to Leo is really all about and why Leo disappeared all those years ago?

REVIEW

ลีโอกับอีวี่เป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตมาในบ้านอุปถัมภ์ด้วยกัน จนกระทั่งเมื่อลีโอต้องแยกจากอีวี่โดยไม่มีทางเลือก เหลือทิ้งไว้เพียงแค่คำสัญญาและความรู้สึกที่ท่วมท้นหัวใจ แปดปีผ่านไป ... อีวี่ไม่เคยได้รับการติดต่อจากลีโออีกเลย จนเธอคิดว่าลีโอทำลายคำสัญญานั่นไปแล้ว กระทั่งเมื่อผู้ชายคนหนึ่งโผล่เข้ามาในชีวิตของเธอ เจคเป็นคนแจ้งข่าวกับอีวี่ว่าลีโอประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตและต้องการให้เขามาบอกกับเธอ แต่หลังจากทั้งคู่ทำความรู้จักกัน ... เจคกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของอีวี่ไปแล้ว และความรู้สึกที่อีวี่เคยมีให้กับลีโอก็เกิดขึ้นอีกครั้งกับเจค

เจคกับอีวี่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น เขาสปอยล์เธอทุกอย่าง และดูแลอีวี่เป็นอย่างดี แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนเจคปิดบังอะไรบางอย่างไว้จากเธอเสมอ จนกระทั่งอีวี่เจอกับคู่ขาคนเก่าของเจค หล่อนสารภาพว่าเจคมีรอยสักบนแผ่นหลังเป็นรูปผู้หญิงคนเดียวที่เขารักมาโดยตลอด และจะไม่มีใครไปทดแทนเธอคนนั้นได้แม้ว่าเจคจะนอนกับผู้หญิงมากหน้าหลายตามาก็ตาม

อีวี่บอกให้เจคถอดเสื้อ และทันใดนั้นเธอก็รู้ทันทีว่า ... ผู้หญิงคนนั้นบนแผ่นหลังของเจคคือตัวเธอเอง ความจริงโถมกระหน่ำเข้ามาใส่อีวี่เมื่อเธอรู้ในที่สุดว่า ... เจคก็คือลีโอ ... เขาโกหกเธอมาโดยตลอด อีวี่จึงผละออกจากเขาทันทีและหนีไปหลบอยู่บ้านเพื่อนของเธอเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเผชิญหน้ากับเจคอีกครั้ง

อีวี่รับฟังคำอธิบายของเจค ซึ่งบัดนี้ก็คือลีโอที่หายไปจากชีวิตของเธอเป็นเวลาแปดปี ... ลีโอเล่าให้อีวี่ฟังว่าหลังจากที่เขาย้ายเข้าไปบ้านหลังใหม่กับพ่อแม่อุปถัมภ์ เขาก็ตั้งต้นเริ่มเขียนจดหมายหาอีวี่ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกแม่เลี้ยงของเขามอมเหล้าและมีเพศสัมพันธ์ด้วย นั่นทำให้ลีโอรู้สึกผิดมากเพราะเขาทรยศคนที่เขารัก เขาไม่มีหน้าไปเจออีวี่อีกแล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมา ... ลีโอก็เริ่มทำตัวเหลวแหลกแต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้กับการมีอะไรกับแม่เลี้ยงของตัวเอง

จนกระทั่งลีโอเข้าเรียนมหาลัย เขาก็เอาตัวออกห่างชีวิตที่แสนจะน่ารังเกียจของเขาได้ แต่เงาของแม่เลี้ยงก็ตามมารังควานลีโอเสมอ เขาเมาเหล้า เสพยา นอนกับผู้หญิงไม่เลือกหน้า แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะลืมอีวี่ได้ลง หลังจากนั้น ... ลีโอก็ประสบอุบัติเหตุอย่างหนักจนกระทั่งเขาได้รับการศัลยกรรมพลาสติกใหม่ทั้งหน้า ตอนเวลาที่เขานอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเขาก็ตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับอีวี่อีกครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นไงก็ตาม ดังนั้นลีโอจึงตามหาอีวี่จนเจอ และเขาก็เริ่มต้นด้วยการโกหกกับเธอว่าเขาชื่อเจค และเป็นเพื่อนสนิทกับลีโอที่เพิ่งตายไป

ลีโอนำจดหมายที่เขาไม่เคยส่งไปหาอีวี่มามอบให้กับเธอ อีวี่จึงรู้ว่าก่อนที่ชีวิตของลีโอจะแตกสลาย เขายังเป็นเด็กหนุ่มที่สุดแสนจะบริสุทธิ์ที่เธอเคยรู้จัก เพียงแต่การหักเหของเรื่องบางเรื่องกลับทำให้ใครสักคนหลุดออกนอกเส้นทางที่พวกเขาเคยวางแผนเอาไว้เท่านั้นเอง ในที่สุดอีวี่จึงไปหาลีโอที่ทำงานท่ามกลางผู้คน และบอกกับเขาว่า "เธอเลือกเขา"

.....................................................................

เป็นนิยายอีกเล่มที่ดีมากๆ คืออ่านแล้วสงสารและเห็นใจพระเอก เรารู้ว่านิยายของ Mia Sheridan มันจะคอยมีประเด็นหนักๆมาถ่วงความรู้สึกของเราให้จมลึกไปอยู่เสมอ ตอนแรกดูเหมือนนิยายจะใสๆ คิกขุอาโนเนะ พระนางรักกันแต่เด็ก เขียนจดหมายหากัน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ใครอ่านแล้วจะรู้ว่าเรื่องราวมันดาร์คมากๆ มันเต็มไปด้วยความขมขื่นจนอ่านไปถอนหายใจไป

อ่านเรื่องนี้ทำให้เห็นกันชัดๆเลยว่าความหักเหในชีวิตของคนๆนึงสามารถเกิดได้อย่างปุบปับและสามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของคนๆนั้นได้เลยทีเดียว แม้ว่านิยายเล่มนี้จะไม่ทำให้เราเสียน้ำตาเหมือนกับเรื่องอื่น แต่ก็ถือได้ว่าเรื่องราวเข้มข้นน่าติดตามอีกเรื่องหนึ่ง

ช่วงแรกๆอาจจะทำให้นึกถึงพลอตเรื่องจาก Fifty Shades of Grey ที่พระเอกเป็นนักธุรกิจหลุ่มรูปหล่อ แถมยังรวยและมีนิสัย Bossy แต่ Mia กลับใส่รายละเอียดบางอย่างให้เนื้อเรื่องมันดูมีอะไรมากกว่านั้น อารมณ์ในตอนท้ายๆลงลึกมากๆ จนแปลกใจว่า ... นี่ขนาดนิยายเล่มแรกของเธอ แต่เธอสามารถเขียนได้ดีขนาดนี้ เราขอยอมรับว่าเธอถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างเข้มข้นจริงๆ (โดยเฉพาะตอนท้ายที่นางเอกอ่านจดหมายของพระเอกที่เก็บเอาไว้เป็นเวลา 8 ปี)

คะแนน 8/10

เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับบันทึกมนุษย์กึ่งเทพ - The Demigod Diaries


ชื่อเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับบันทึกมนุษย์กึ่งเทพ
จากเรื่อง The Demigod Diaries
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

จดหมายจากค่ายฮาล์ฟบลัด
โดย อาลักษณ์อาวุโส... Rick Riordan
จุดประสงค์คือเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับมนุษย์กึ่งเทพรุ่นเยาว์ทั้งหลาย
เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของรุ่นพี่
ทั้งลุค ธาเลีย เพอร์ซีย์ แอนนาเบ็ธ ลีโอ ไพเพอร์ เจสัน
และอีกหนึ่งมนุษย์กึ่งเทพ บุตรแห่งเฮคาที ผู้ซึ่งเลือกที่จะยืนอยู่คนละข้างกับชาวค่ายฮาล์ฟบลัด

เรื่องสั้นทั้งสี่ ได้แก่
บันทึกของลุค คาสเทลแลน
เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคทาแห่งเฮอร์มีส
ลีโอ วัลเดซ กับภารกิจเพื่อบูฟอร์ด
และบุตรแห่งเวท

REVIEW

อ่านเล่มนี้ถึงรู้ว่าที่จริงริค ไรออร์แดนได้ไอเดียในการเขียนเพอร์ซีย์ แจ็กสันมาจากลูกชายของเขาที่เป็นโรคดิสเลคเซียเหมือนกัน และเพอร์ซีย์ก็มีอายุเท่าลูกชายของเขาด้วย แถมยังเอาเรื่องสั้นที่ลูกชายแต่งมารวมเล่มกับงานเขียนตัวเอง ถือว่าริคเป็นคุณพ่อที่น่ารักและทุ่มเท่ให้กับครอบครัวตัวเองมากๆเลย

บันทึกของลุค คาสเทลแลน ★★★1/2
เป็นเรื่องของลุคและธาเลีย ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกับแอนนาเบ็ธ เราคิดว่าเรื่องสั้นเรื่องสามารถเติมเต็มเนื้อเรื่องหลักได้อย่างดีทีเดียวละว่าทั้งธาเลียและลุคต่างเคยเจออะไรมาบ้างก่อนที่ลุคจะทรยศพวกเขา

- เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคทาแห่งเฮอร์มีส ★★★
เรื่องนี้ก็ตามชื่อเรื่องเลย เพอร์ซีย์ต้องไปตามหาคทาแห่งเฮอร์มีสที่ถูกยักษ์ขโมยไป มีฉากต่อสู้มันส์ๆตอนท้ายนิดหน่อย นอกนั้นก็อ่านได้เรื่อยๆ

- ลีโอ วัลเดซ กับภารกิจเพื่อบูฟอร์ด ★★★
การผจญภัยของลีโอ เจสัน และไพเพอร์ที่ต้องตามหาชิ้นส่วนอาร์โกสองที่ถูกบูฟอร์ดเอาไป แล้วก็ต้องเผชิญกับนางไม้ผู้เกรี้ยวกราดของไดโอนิซุส

- บุตรแห่งเวท ★★1/2
เรื่องนี้เฮลีย์ ไรออร์แดน ลูกชายของริค ไรออร์แดนเป็นคนแต่ง เนื้อเรื่องไม่ค่อยเกียวกับเพอร์ซีย์เท่าไรเลยอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ชื่นชมที่ลูกชายวัยสิบหกของริคเขียนนิยายออกมาดีใช้ได้

คะแนน 7/10

Nov 23, 2014

เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับแฟ้มลับมนุษย์กึ่งเทพ - The Demigod Files


ชื่อเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับแฟ้มลับมนุษย์กึ่งเทพ
จากเรื่อง The Demigod Files
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

แฟ้มลับที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน
บอกเล่าโดยอาลักษณ์อาวุโส ค่ายฮาล์ฟบลัด... Rick Riordan
ประกอบด้วย

ภารกิจนอกเวลาของเพอร์ซีย์ แจ็กสัน อันได้แก่
การจับมือกันของเขากับแคลรีส คู่ปรับตลอดกาล โมเมนต์เล็กๆ ที่ห้ามบอกใคร!
ระหว่างเกมศึกชิงธงของค่าย กับการค้นพบผู้พิทักษ์ในตำนานซึ่งถูกลืมเลือน
ความร่วมแรงร่วมใจระหว่างบุตรธิดาแห่งสามมหาเทพ ในนรกใต้พิภพ อาณาจักรแห่งคนตาย

บทสัมภาษณ์พิเศษชาวค่ายฮาล์ฟบลัด
จับเข่าคุยกันแบบสบายๆ จุดประเด็นคำถามในสิ่งที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อน

ข้อมูลเฉพาะของเทพโอลิมเปียนทั้งสิบสอง (+สอง) องค์

และเกมปริศนาที่จะทดสอบความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณ!

REVIEW

เล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้น 3 เรื่อง และก็มีข้อมูลสัมภาษณ์ตัวละครอีกนิดหน่อย

- เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับรถม้าศึกที่ถูกขโมย - ★★★
เรื่องนี้ไม่มีอะไร แค่แคลรีสตามหารถม้าศึกที่หายไปของแอรีสโดยมีเพอร์ซีย์คอยช่วย

- เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับมังกรสัมฤทธิ์ - ★★1/2
เรื่องนี้อ่านแล้วเฉยๆ เป็นช่วงที่เพอร์ซีย์อยู่ในค่ายและเผอิญไปเจอมังกรสัมฤทธิ์ตอนแข่งเกมชิงธง

- เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับดาบแห่งฮาเดส - ★★★★
เรื่องนี้สนุกมากในที่สุดในบรรดาสามเรื่อง นิโค เพอร์ซีย์ ธาเลียต้องตามหาดาบของฮาเดสที่หายไป มีตัวละครโผล่มาเยอะแยะเลย ที่สำคัญมีบ๊อบขวัญใจเราโผล่มาด้วยแหละ 555 ตอนเราอ่านเล่ม HoH ก็สงสัยว่าบ๊อบไปความจำเสื่อมตอนไหน ที่แท้ก็โดนเพอร์ซีย์ผลักตกแม่น้ำเลธีตอนนี้นี่เอง

คะแนน 7/10

Nov 22, 2014

Tiger (New Species #7)


ชื่อเรื่อง Tiger
ชุด New Species
ผู้แต่ง Laurann Dohner
แนว Erotic / Paranormal
สำนักพิมพ์ ELLORA'S CAVE

เรื่องย่อ

Zandy's had too much to drink and is in the wrong place at the wrong time. She knows she's going to die. When next her eyes open, a beautiful man-creature is holding her in his arms. He's just too tempting to resist; her very own fallen angel. She wraps herself around his body, determined to have him. But when this angel turns out to be flesh and blood, reality crashes in-she's seducing a New Species. Tiger's shock quickly turns to intense passion when the human female kisses him, despite the fact she's trying to get his clothes off while he's engaged in a task force operation. He's also made it clear he'll never take a mate. Rather difficult when he and Zandy can't keep their hands off each other. The taste and feel of his little human just leaves Tiger wanting more.

REVIEW

ไทเกอร์ไม่คิดว่าเขาจะมีคู่เป็นมนุษย์ผู้หญิงตัวเล็กๆมาก่อน เมื่อได้มาเจอกับแซนดี้...เขาก็ไม่สามารหักห้ามใจตัวเองได้อีกต่อไป ยิ่งแซนดี้มาทำงานที่เดียวกับเขาด้วยแล้ว ยิ่งยากไปกันใหญ่สำหรับไทเกอร์ที่จะละสายตาจากผู้หญิงคนนี้ เมื่อทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง ไทเกอร์รู้ดีว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ต้องการคู่ครอง แซนดี้เช่นกัน ... หลังจากที่เธอหย่ากับสามีคนที่สองไป เธอก็ไม่คิดว่าจะมีคนที่สามมาทำให้เธอเสียใจอีกต่อไป ดังนั้นทั้งไทเกอร์และแซนดี้จึงอยู่ในความสัมพันธ์ที่ครุมเครือเพราะไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะไปลงเอยกันอย่างไร

เหล่ากลุ่มประท้วงรู้ข่าวว่าจัสทิซกำลังจะแต่งงานกับเจสซี่จึงบุกเข้ามายังเขตสงวนและจับตัวแซนดี้ไปเพราะคิดว่าแซนดี้คือคู่ของจัสทิซ เนื่องจากทั้งคู่มีผมสีเดียวกัน พอไทเกอร์รู้เรื่องว่าแซนดี้โดนทำร้ายเขาก็โกรธมาก แต่ด้วยภาระหน้าที่ของเขาทำให้ไทเกอร์ไม่มีเวลาพอที่จะมาดูแลแซนดี้ได้เลย และเมื่อแซนดี้ตกอยู่ในช่วงตกไข่ นิวสปีชีส์ผู้ชายก็เข้ามาหาแซนดี้เป็นการใหญ่เพราะพวกเขาได้กลิ่นจากตัวเธอ ไทเกอร์โมโหแซนดี้ที่ไม่ยอมเชื่อเขาว่าให้อยู่แต่ในที่พัก แซนดี้ออกมากินข้าวที่โรงอาหาร นั่นทำให้ไทเกอร์ต้องต่อสู้กับผู้ชายคนอื่นเพื่อไม่ให้พวกนั้นอ้างสิทธิ์ในตัวของแซนดี้

ไทเกอร์รู้ใจตัวเองในที่สุดว่าความรู้สึกที่เขามีต่อแซนดี้สามารถเอาชนะความกลัวในการมีคู่ของเขาไปจนหมด ไทเกอร์มาหาแซนดี้ ทั้งสองใช้เวลาทั้งคืนอยู่ด้วยกันก่อนที่ไทเกอร์จะโดนเรียกตัวออกไปปฏิบัติหน้าที่ ขากลับมายังเขตสงวน เฮลิคอปเตอร์ที่ไทเกอร์โดยสารถูกยิงจนตก ไทเกอร์บาดเจ็บสาหัส แซนดี้ตามไปเยี่ยม เธอดูแลไทเกอร์เป็นอย่างดี เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา ไทเกอร์กลับไล่เธอให้ไปให้พ้นหน้าเขา แซนดี้เสียใจมากก่อนเธอจะกลับไปบ้านของเธอและโดนพวกต่อต้านนิวสปีชีส์จับตัวไป

ไทเกอร์ฟื้นขึ้นมาและจำไม่ได้ว่าเขาได้ทำร้ายจิตใจแซนดี้ระหว่างอยู่ในฤทธิ์ยา เขาต้องการแค่ไปขอโทษเธอและขอให้อภัยเขา แต่ทันทีที่ไทเกอร์รู้ว่าแซนดี้ถูกจับตัวไป เขาก็ตามไปช่วยเธอจนพวกที่ต่อต้านนิวสปีชีส์พาแซนดี้มาหาถึงทางเข้าเขตสงวนพร้อมกับจัดการแสดงต่อสาธารณชนว่าจะเผาแซนดี้ทั้งเป็น ไทเกอร์จึงช่วยแซนดี้ได้ทันเวลา หลังจากนั้นเขาก็สารภาพความในใจทั้งหมดออกมาและยอมรับว่าแซนดี้คือคู่ครองของเขาในที่สุด ...

...........................................................................

อ่านเพลินดี เนื้อเรื่องช่วงแรกๆนี่มีแต่เลิฟซีนติดๆกันจนพลอตหลักไม่ขยับไปไหน แต่พอผ่านช่วงกลางๆไปก็เริ่มสนุกเข้มข้นขึ้นตามลำดับ แนวทางการเล่าเรื่องไม่ได้เปลี่ยนจากเล่มก่อนๆมากนัก ก็คือใช้มุกเดิมๆนี่แหละที่นางเอกถูกลักพาตัวและพระเอกก็ตามไปช่วย แต่เล่มนี้เราว่าเป็นน่าสนใจตรงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทเกอร์กับแซนดี้ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการผูกพันธ์กันลึกซึ้ง แซนดี้ก็หย่ากับสามีมาแล้วสองคนส่วนไทเกอร์ก็เคยสัญญาว่าเขาจะไม่มีคู่เป็นของตัวเองเด็ดขาด

ช่วงคลายปมตอนท้ายเรื่องก็น่ารักดี ตอนที่ไทเกอร์สารภาพว่าเขาต้องการทำให้แซนดี้ท้องเพราะเขาไม่ต้องการให้เธอไปจากเขา เราว่ามันน่ารักมากๆที่ผู้ชายอย่างไทเกอร์สารภาพอะไรออกมาแบบนี้ ... ถ้าไม่มีคนรอบข้างของไทเกอร์คอยเชียร์ทั้งคู่ ไม่รู้ว่าไทเกอร์จะรู้ใจตัวเองและคู่นี้จะลงเอยกันรึเปล่าก็ไม่รู้ 555

คะแนน 8/10

Nov 19, 2014

โลหิตแห่งโอลิมปัส - The Blood of Olympus (The Heroes of Olympus #5)


ชื่อเรื่อง โลหิตแห่งโอลิมปัส
จากเรื่อง The Blood of Olympus
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

Though the Greek and Roman crewmembers of the Argo II have made progress in their many quests, they still seem no closer to defeating the earth mother, Gaea. Her giants have risen—all of them—and they're stronger than ever. They must be stopped before the Feast of Spes, when Gaea plans to have two demigods sacrificed in Athens. She needs their blood—the blood of Olympus—in order to wake.

The demigods are having more frequent visions of a terrible battle at Camp Half-Blood. The Roman legion from Camp Jupiter, led by Octavian, is almost within striking distance. Though it is tempting to take the Athena Parthenos to Athens to use as a secret weapon, the friends know that the huge statue belongs back on Long Island, where it "might" be able to stop a war between the two camps.

The Athena Parthenos will go west; the Argo II will go east. The gods, still suffering from multiple personality disorder, are useless. How can a handful of young demigods hope to persevere against Gaea's army of powerful giants? As dangerous as it is to head to Athens, they have no other option. They have sacrificed too much already. And if Gaea wakes, it is game over.

REVIEW

เหล่าศัตรูวางแผนสกัดกั้นไม่ให้การเดินทางของเหล่าเจ็ดมนุษย์กึ่งเทพลุล่วงไปได้ด้วยดี เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะถึงวันที่หนึ่งสิงหาคม เมื่อนั้นไกอาจะฟื้นคืนชีพและทุกอย่างจะพังราบเป็นหน้ากลอง มนุษย์กึ่งเทพได้รับภาคกิจให้พิชิตเทพีแห่งชัยชนะให้ได้ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือทางอพอลโลและอาร์ทิมิส ทางด้านนิโคและเรย์นาที่เดินทางผ่านเงาเพื่อเอารูปปั้นอาธีน่ากลับไปที่ค่ายฮาล์ฟบลัดก็เจออุปสรรคหนักหน่วงไม่แพ้กัน เมื่อพวกเขาก้าวล้ำเข้าไปในปอมเปอีและเกือบจะโดนวิญญาณของผู้ล่วงลับทำร้ายจนเอาชีวิตไม่รอด นิโคก็เหน็ดเหนื่อยกับการผ่านเงาจนเขาต้องผจญกับสิ่งต่างๆระหว่างการเดินทางมากมาย จนต้องหลบหนีจากศัตรูที่ต้องการขัดขวางแผนการเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า

เฮเซลล่วงรู้ถึงคำพยากรณ์ว่าหนึ่งในมนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ด ต้องมีคนใดคนนึงเสียชีวิตจากศึกครั้งนี้ เจสันก็บาดเจ็บเมื่อโดนอาวุธที่ถูกออกแบบเมื่อเพื่อสังหารมนุษย์กึ่งเทพทำร้ายเข้า แต่ก็หายดีเมื่อเขาเข้าร่วมต่อสู้กับเพอร์ซีย์ในศึกใต้ท้องทะเล ลีโอ เฮเซลและแฟรงก์ตามหาอาร์ทิมิสและอพอลโลพบในที่สุด ทั้งคู่พยายามหาทางเอายารักษาตามที่เฮร่าแนะนำมา ลีโอคิดว่าเขาจะเป็นคนที่สละชีวิตเพื่อภารกิจนี้เอง และเขาจะโกงโชคชะตาไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนตายกันหม ดังนั้นเขาจึงสลับยารักษามาไว้กับตัวแล้วเอาของปลอมให้ไพเพอร์ไป

มนุษย์กึ่งเทพเดินทางเข้าสู่สนามศึกครั้งสุดท้ายของพวกเขา ไพเพอร์ แอนนาเบ็ธและเพอร์ซีย์เป็นแนวหน้าเพื่อเดินทางผ่านอุโมงค์ใต้ดินเพื่อไปปลดอาวุธรอบๆบริเวณที่ไกอากำลังจะฟื้นคืนชีพ โชคร้ายที่แอนนาเบ็ธและเพอร์ซีย์ถูกยักษ์จับตัวเอาไว้ได้เสียก่อน และโลหิตแห่งโอลิมปัสจากทั้งมนุษย์กึ่งเทพชายหญิงกำลังจะหลั่งรินเพื่อการฟื้นคืนชีพของไกอาในไม่ช้า ทางด้านเรย์นาก็เดินทางพาเอารูปปั้นอาธีน่ามาถึงค่ายฮาล์ฟบลัดในที่สุด เหลือเวลาอีกไม่นาน ... ดังนั้นนิโคจึงต้องหาทางยับยั้งไม่ให้ชาวกรีกโจมตีชาวโรมันอย่างเรย์นาเพื่อที่จะได้เอารูปปั้นเข้าไปวางในค่ายได้

ไกอาผงาดขึ้นมาด้วยโลหิตแห่งโอลิมปัสจากเพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธ เหล่าเทพเจ้ากลับมาเป็นปกติอีกครั้งเมื่อรูปปั้นอาธีน่าถูกวางคืนตำแหน่งที่ฮาล์ฟบลัด แต่การพิชิตไกอาอยู่นอกเหนือขอบเขตของเทพเจ้าตามคำทำนายที่ว่ามนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดต้องต่อสู้กับไกอาด้วยตัวพวกเขาเอง ดังนั้นชาวกรีกและโรมันจึงร่วมมือกันต่อต้านมหาวิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ค่ายฮาล์ฟบลัดซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของศึกครั้งนี้

ลีโอค้นพบวิธีการกำจัดไกอาคือการพานางขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามวิธีที่ไกอาเคยใช้ในการกำจัดอูรานอสโดยการลากเขาลงมาบนพื้นดิน ลีโอตัดสินใจระเบิดตัวเอง(และได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากอ็อกเทเวียนที่เพิ่งเป็นบ้าไปหมาดๆ) ไกอาถูกทำลายลงในที่สุดพร้อมกับชีวิตลีโอที่ดับดิ้นไปตามๆกัน

มนุษย์กึ่งเทพทั้งหกกลับคืนสู่ค่ายของตัวเอง พร้อมความเศร้าสลดเพราะคิดว่าทุกคนได้สูญเสียลีโอไปแล้ว ทั้งกรีก-โรมันต่างประสานรอยร้าวและร่วมมือกันเยียวยาบาดแผลจากสงครามครั้งนี้ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ... นิโคตัดสินใจสารภาพความในใจกับเพอร์ซีย์ในที่สุด แต่ในเมื่อมีอีกคนที่รอเขาอยู่นั่นก็คือวิล โซเลซ นิโคเลยคิดว่าการแอบชอบเพอร์ซีย์ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว เจสันกับไพเพอร์ร่วมสร้างความทรงจำแห่งรักของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ ในขณะที่แฟรงก์และเฮเซลกลับไปใช้ชีวิตในอาณาจักรโรมันใหม่เพื่อที่จะได้จัดการบริหารบ้านเมืองต่อไป

ลีโอฟื้นคืนขึ้นมาอีกทีบนหลังของมังกรเฟสตัสที่เขาเพิ่งดัดแปลงมาจากเรือก่อนหน้านี้ไม่นาน ... เขายังไม่ตาย ... เนื่องด้วยลีโอเก็บยารักษาไว้ในตัวเฟสตัสมาโดยตลอด เขาเลยรอดชีวิตจากการโค่นล้มไกอามาได้ และตอนนี้ลีโอกำลังบินไปรับคาลิปโซของออกเกาะนั่น หลังจากนั้นเขาก็กำลังจะบินไปหาเจสันและเพื่อนๆของเขาทั้งหมดที่กำลังรอเขาอยู่ที่ค่าย ...

......................................................................................

กว่าจะต่อสู้กันจริงๆก็ปาไป 30% สุดท้ายแล้ว มีฉากเดียวเท่านั้นที่เราคิดว่ามัน Amazing มากๆ นั่นก็คือฉากที่เทพโอลิมปัสลงมาต่อสู้กับพวกยักษ์ร่วมกับลูกๆของพวกเขา มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆในความรู้สึก และหลังจากนั้นเราก็คิดว่าเนื้อเรื่องเริ่มดรอปลงๆ เมื่อการต่อสู้กับไกอาไม่ได้สมภาคภูมิอย่างที่เราหวังเอาไว้ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย Rick สร้างคาแรคเตอร์ไกอาให้ดูน่าเกรงขามและยากที่จะได้ชนะได้มาตลอดทั้งสี่เล่ม แต่พอเอาเข้าจริงๆ ... จุดจบของไกอาเป็นอะไรที่ง่ายมากไปหน่อยสำหรับเรา จนเราถึงกับเหวอแล้วร้องว่า ' ฮะ ! มีแค่นี้หรอ ! '

สำหรับเล่มนี้เนื้อเรื่องจบแบบจบสนิทจริงๆ ... ไม่ทิ้งปมไว้เหมือนกับ The Last Olympian ในภาคที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับบทสรุปสุดท้ายในเพอร์ซีย์ภาคที่แล้ว เราคิดว่าโครนอสยังจะชั่วร้ายและปราบยากกว่าไกอาเสียอีก เนื้อเรื่องตอนต้นๆของ The Blood of Olympus ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเล่มก่อนหน้านี้เลย ทั้งๆที่เล่มนี้เป็นเล่มจบ และเข้าใกล้บทสรุปมากขึ้นทุกที เนื้อเรื่องก็น่าจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆใช่มั้ย แต่นี่ช่วงแรกๆไม่ได้มีอะไรนอกจากการทำเควสแล้วตัดไปตัดมาระหว่างภารกิจของเพอร์ซีย์กับนิโค คือจะพูดว่ายังไงล่ะ ... ไอ้สนุกมันก็สนุกนะ แต่มันดูเรียบง่ายและธรรมดาไปหน่อย ถ้าเอาเล่มนี้ไปเทียบกับ The House of Hades เล่มนั้นจะมีทั้งความเข้มข้นด้านเนื้อหาและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากกว่าเล่มนี้เสียอีก

สรุปว่า ... เป็นตอนจบของซีรีย์ที่เฉยมากๆอีกเล่มหนึ่ง บอสใหญ่ตายง่ายมากๆ โผล่มาไม่ถึงสิบหน้ามั้งก็โดนฆ่าตายซะแล้ว ลูกๆยักษ์ของนางยังจะเก่งกว่าตัวแม่อีก 555

คะแนน 7.5/10

Nov 18, 2014

เคหาสน์แห่งฮาเดส - The House of Hades (The Heroes of Olympus #4)


ชื่อเรื่อง  เคหาสน์แห่งฮาเดส
จากเรื่อง The House of Hades
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

เหล่าลูกเรืออาร์โกสองแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม นัดหมายกันทำภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะฟากเพอร์ซีย์ แอนนาเบ็ธ ที่ร่วงหล่นลงสู่นรกทาร์ทารัส

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ทั้งพื้นดิน แม่น้ำ อากาศ ศัตรูมากมายที่เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธเคยสังหารมาตั้งแต่เริ่มรู้จักโลกของมนุษย์กึ่งเทพกำลังรอที่จะแก้แค้นพวกเขาทั้งคู่อยู่ นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัย ว่าในนรกทาร์ทารัสบ้านเกิด อสุรกายจะตายเป็นหรือเปล่านะ?

เรืออาร์โกสองมุ่งหน้าข้ามทะเลสู่กรีซโดยปราศจากบุตรแห่งท้องสมุทร กับมันสมองของกลุ่ม ขณะที่แต่ละคนต่างมีปัญหาของตัวเอง ความซับซ้อนของจิตใจ และการต้องเอาชนะจุดอ่อนแอโดยไม่อาจให้ใครยื่นมือเข้าช่วยได้เลย

REVIEW

เรืออาร์โกสองมุ่งหน้าสู่กรีซ เพื่อปิดประตูแห่งความตาย มนุษย์กึ่งเทพทั้งห้าต้องเจาะผ่านกองกำลังของไกอาเข้าไปให้ได้เสียก่อนที่จะเข้าถึงเคหาสน์แห่งฮาเดส ในขณะที่เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธตกลงสู่นรกทาร์ทารัส ทั้งคู่ต้องผจญกับศัตรูเก่าแก่ที่พวกเขาเคยสังหารไปแล้วเพื่อให้ไปถึงประตูแห่งความตายให้ได้ พวกเขาต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดทีอยู่ในตัวและจิตใจของพวกเขาโดยได้รับความช่วยเหลือจากบ๊อบ ยักษ์ไททันที่เคยสูญเสียความทรงจำเพราะตกลงไปในแม่น้ำเลธีมาก่อน

เจสัน ไพเพอร์ ลีโอ แฟรงก์ เฮเซลและนิโคต้องร่วมมือกันฝ่าด่านอสุรกายที่จ้องจะโจมตีเรือมนุษย์กึ่งเทพ พวกเขาแต่ละคนต้องพิสูจน์ศักยภาพและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปให้หากอยากจะมีชีวิตรอดไปถึงเคหาสน์แห่งฮาเดส นิโคต้องสารภาพความจริงที่อยู่ในใจของเขาออกมาแก่คิวปิด ลีโอได้พบกับคาลิปโซ ไพเพอร์ได้แสดงความสามารถของตนเองในการชักจูง เฮเซลได้พยายามฝึกใช้เวทมนตร์ตามที่เฮคาทีแนะนำมา แฟรงก์ก็ต้องเอาชนะความกลัวและเสริมความมั่นใจในการบัญชากองทัพ ส่วนเจสันก็ต้องพาเพื่อนของเขาให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้ก่อนเส้นตายที่กำลังใกล้เข้ามาในไม่ช้า

เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธเอาชนะความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจยามที่อยู่ในทาร์ทารัส ทั้งสองระหกระเหินจนมาถึงประตูแห่งความตายที่รายล้อมไปได้อสุรกายจำนวนมหาศาลได้สำเร็จ จนในที่สุดทั้งคู่ก็ผ่านประตูแห่งความตายและปิดมันได้สำเร็จโดยได้รับความช่วยเหลือจากบ๊อบ ยักษ์ไททันผู้ภักดีที่ยอมเสียสละตนเอง ทันทีที่เฮเซลต่อสู้ฟันฟ่าในเคหาสน์แห่งฮาเดสจนถึงอีกฝั่งของประตูแห่งความตาย ทุกคนต่างรู้ดีว่าศึกครั้งนี้ยังไม่จบ เมื่อเหล่ายักษ์ทั้งหมดหนีออกมาจากทาร์ทารัสได้สำเร็จ และไกอาก็ต้องโลหิตแห่งโอลิมปัสเพื่อคืนชีพให้กับนางอยู่

ทุกคนต้องเดินทางไปยังเอเธนส์เพื่อทำศึกสุดท้ายที่กำลังรอพวกเขาอยู่ ...

.....................................................................

เล่มนี้เป็นเล่มที่เราคิดว่าสนุกมากที่สุดในชุด เนื้อเรื่องมีมิติ มีแง่มุมให้ได้ตีความและขบคิดมากยิ่งขึ้น มีอะไรให้ได้ย่อยหลังจากที่อ่านจบ ต่างจากเล่มก่อนๆที่เหมือนอาหารจานสำเร็จที่ประเคนมาให้ถึงปาก แต่เมื่ออ่านเล่มนี้จบ มันกลับทิ้งตะกอนเล็กๆอยู่ในใจเราที่สะบัดออกไปไม่หมด ทำให้เราเริ่มมองว่า เมื่อตัวละครอายุมากขึ้นและเริ่มจะมีประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้แต่ละคนมีความกร้าวแกร่งทนทานมากกว่าเดิม และเราดีใจมากๆที่ได้เห็นการพัฒนาตัวละครอย่างชัดเจนในเล่ม The House of Hades (แม้ว่าเหตุการณ์บางอย่างจะจงใจไปหน่อย เหมือนต้องการแจกจ่ายบทให้เท่าเทียมแก่ตัวละครทุกตัว เพื่อให้ตัวละครแต่ละคนดูเติบโตขึ้นผ่านเหตุการณ์เหล่านี้)

ประเด็นที่เราคิดว่าฮอตมากที่สุดในเล่ม (และเชื่อว่าใครหลายคนคงคิดเหมือนเรา) นั่นก็คือเรื่องของ ... นิโค เป็นการเฉลยความจริงที่ทำเอาเรา Jaw-dropping พอย้อนกลับมามองอีกครั้ง เราดีใจที่ Rick ใส่ประเด็นนี้เข้ามานะ เพราะเหมือนกับสอนน้องๆหนูๆที่อ่านนิยายเล่มนี้ ให้มองว่าคนอย่างนิโคไม่ใช่สิ่งผิดปกติ หรือเป็นที่น่ารังเกียจอะไรในสังคมเรา ณ ปัจจุบัน เช่นเดียวกับเจสันที่สนิทแนบแน่นกับนิโคมากกว่าเดิมอีกหลังจากที่เขาได้รู้ความจริง

คาแรคเตอร์ตัวหนึ่งที่ได้ใจเราไปเต็มๆ นั่นก็คือ ... บ๊อบ แม้ว่าเราจะจำบทบาทของเขาในเพอร์ซีย์ภาคที่แล้วไม่ได้ แต่แค่เล่มนี้เล่มเดียวก็ทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันธ์กับตัวละครนี้อย่างไม่รู้ตัว ยิ่งบทสรุปตอนท้ายออกมาเช่นนี้ด้วยแล้ว เราก็ยิ่งอยากรู้ว่าบ๊อบจะมีโอกาสได้เห็นดวงดาวแบบที่เขาหวังเอาไว้หรือเปล่า

คะแนน 9.5/10

Nov 17, 2014

รอยตราอาธีน่า - The Mark of Athena (The Heroes of Olympus #3)


ชื่อเรื่อง  รอยตราอาธีน่า
จากเรื่อง The Mark of Athena
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

เจ็ดมนุษย์กึ่งเทพในคำพยากรณ์บทใหญ่มารวมตัวกันแล้วในที่สุด ที่หมายคือแหล่งอารยธรรมกรีกและโรมัน ‘ของจริง’ หากการไปเยือนแดนโบราณก็ไม่ต่างกับเหยียบลงบนตัวอสุรกาย แถมมนุษย์กึ่งเทพตั้งเจ็ดคนในที่เดียวกัน มันยิ่งกว่าการตะโกนดังๆ ว่า “เฮ้! บุฟเฟ่ต์นานาชาติอยู่นี่แล้ว รีบมากินสิ!”เสียอีก

นี่คือภารกิจที่ต้องการความสามัคคีที่สุด แต่สองในเจ็ด... เพอร์ซีย์ เจสัน... ด้วยเป็นบุตรแห่งมหาเทพกันทั้งคู่ เลยอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ ส่วนสามในเจ็ด... ลีโอ เฮเซล แฟรงก์... ก็ดูจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลับระหว่างเราอยู่นิดหน่อย บรรยากาศเลยตึงๆ ชอบกล

งานนี้ทำเอามันสมองของกลุ่มถึงกับกลุ้ม เป็นคนกลางนี่มันลำบากใจจริงๆ แถมแอนนาเบ็ธก็มีปัญหาของตัวเองให้ต้องเครียดอยู่แล้ว เมื่อเธอมีภารกิจลับ การตามรอยตราอาธีน่า ซึ่งธิดาของเทพีแห่งปัญญาจะต้องเดินลำพัง!

REVIEW

มนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดมารวมตัวกันแล้ว ตอนแรกแผนกระชับมิตรระหว่างกรีกกับโรมันเกือบจะเป็นไปด้วยดี ถ้าลีโอไม่ถูกสิงแล้วยิงปืนใหญ่ใส่ค่ายโรมันไปเสียก่อน ทำให้มิตรภาพที่มีอยู่น้อยนิดป่นปี้ไม่มีเหลือ เพอร์ซีย์และผองเพื่อนต้องรีบเดินทางไปปกป้องกรุงโรมเพื่อปิดประตูแห่งความตายและช่วยเหลือนิโคที่ถูกจับตัวไป ระหว่างทางไพเพอร์ก็ได้เบาะแสบางอย่างมาว่าไดโอนิซุสอาจจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในศึกครั้งนี้ เขาบอกให้เพอร์ซีย์ไปตามหาทะเลในแอตเลนตาเสียก่อน ที่นั่นเพอร์ซีย์และแฟรงก์ได้เบาะแสบางอย่างมาแต่พวกเขาก็เกือบจะเอาชีวิตมาไม่รอดเหมือนกัน ดังนั้นป้ายต่อไปของเหล่ามนุษย์กึ่งเทพก็คือตามหาแผนที่ที่นำไปสู่ตราอาธีน่าและเดินหน้าไปยังกรุงโรม

แผนการณ์เดินทางนั้นไม่ง่ายเลย เมื่อไกอามัวแต่ปุกปั่นให้มนุษย์กึ่งเทพทะเลาะกันเอง พวกเขามีเวลาเหลือเพียงห้าวันในการเดินทางไปยังกรุงโรมและช่วยนิโคออกมา คำทำนายที่บอกว่าตราแห่งอาธีน่าจะเผาผลาญโรมซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับแอนนาเบ็ธโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเธอในการตามหาตราอาธีน่าให้พบ เพราะนั่นจะเป็นการชี้ชะตาความขัดแย้งระหว่างโรมันและกรีกซึ่งมีมาเนิ่นนาน กองทัพของค่ายโรมันก็ตามมาประชิดตัวพวกมนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดเข้ามาที หนทางเดียวที่จะสลัดพวกนั้นหลุดก็คือต้องเดินทางสู่ดินแดนโบราณเท่านั้น

เมื่อมาถึงกรุงโรม แอนนาเบ็ธต้องเดินทางเพียงลำพังไปตามหาตราแห่งอาธีน่าซึ่งเป็นรูปปั้นแม่ของเธอเอง การเดินทางเต็มไปด้วยอันตราย ที่สำคัญแอนนาเบ็ธต้องเอาชนะความกลัวที่ลึกที่สุดของเธอ เพื่อต่อสู้และนำสันติภาพกลับสู่โรมันและกรีกให้ได้ ทางด้านเพอร์ซีย์และเจสัน พวกเขาสามารถช่วยชีวิตนิโคและต่อสู้เอาชีวิตรอดจากยักษ์ฝาแฝดมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากนั้นมนุษย์กึ่งเทพทั้งหกก็เดินทางมาเพื่อช่วยแอนนาเบ็ธที่กำลังต่อสู้อยู่ตัวคนเดียว

เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธร่วงลงสู่นรกทาร์ทารัส ซึ่งเป็นหุบเหวแห่งการลงทัณฑ์ที่ไม่เคยมีมนุษย์ใดเข้าออกมาได้ พวกมนุษย์กึ่งเทพที่เหลือต้องฝากความหวังไว้ที่เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธว่าพวกเขาจะสามารถปิดประตูแห่งความตายอีกฝั่งได้สำเร็จ ในขณะที่พวกที่อยู่บนโลกมนุษย์ต้องปิดประตูแห่งความตายอีกด้านให้จงได้โดยต้องฝันฝ่ากองทัพของไกอาเพื่อเข้าไปยังเคหาสน์แห่งฮาเดส ...

.....................................................................

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ว่าสองเล่มก่อนหน้านี้ได้กรุยทางมาเพื่อเล่มนี้จริงๆ โดยพลอตเรื่องใน The Mark of Athena เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น และการผจญภัยก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ตัวละครเริ่มมีการพัฒนาการและยอมรับในตัวตนของพวกเขาแล้ว นอกจากนี้เรายังได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ไม่ใช่เฉพาะคู่รัก แต่ยังมีมิตรภาพที่พัฒนาไปอีกขั้น โดยระหว่างเพอร์ซีย์และเจสันที่มีความเป็นอัลฟ่าทั้งคู่ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาและไว้ใจกันมากกว่าที่จะแยกออกไปต่อสู้ตัวใครตัวมัน ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญ

ตอนจบทิ้งท้ายเอาไว้ได้ epic สุดๆ มันไม่ได้ cliffhanger อะไรมากมาย แต่จุดเล็กๆในตอนท้ายทำให้เราต้องรีบหยิบหนังสือเล่มต่อไปมาอ่านเพราะกลัวว่าความสนุกจะขาดช่วง อันที่จริง ... เราแน่ใจว่าตั้งแต่เล่มนี้ต่อไปคงต้องสนุกขึ้นเรื่อยๆแน่นอนเพราะเส้นตายเข้าใกล้มาทุกทีแล้ว

ช่วงท้ายๆของการผจญภัยเรายอมรับว่าติดหนึบและสนุกมากๆ (สนุกกว่าสองเล่มแรกอีก) ดีใจที่ตอนท้ายมี Plot twist เข้ามาซึ่งทำให้อารมณ์ส่วนหนึ่งแตกต่างออกไปจากสองเล่มที่แล้วเลยจริงๆ

สรุปว่า ... ชอบ ประทับใจ เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นที่เล่มนี้ อ่านแล้วลุ้น ช่วงท้ายมันส์มากกกกกก

คะแนน 9/10

Nov 16, 2014

บุตรแห่งสมุทรเทพ - The Son of Neptune (The Heroes of Olympus #2)

ชื่อเรื่อง  บุตรแห่งสมุทรเทพ
จากเรื่อง The Son of Neptune
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

ขณะที่อีกฟากหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการหายตัวไปของเพอร์ซีย์ แต่เจ้าตัวกลับมาปรากฏตัวอยู่หน้าค่ายจูปิเตอร์พร้อมกับความทรงจำที่แหว่งเว้า แม้จะรู้สึกว่าตนมาอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่เขาจะทำอะไรได้ เช่นเดียวกับที่เด็กค่ายจูปิเตอร์ซึ่งเป็นชาวโรมันจะทำอะไรได้ ในเมื่อเทพีเป็นผู้ฝากฝังเพอร์ซีย์ด้วยตัวนางเองเลย

พวกเขาไม่เป็นมิตรกับชาวกรีก และรังเกียจสายเลือดแห่งเนปจูน มีเพียง ‘เฮเซล’กับ ‘แฟรงก์’ให้การต้อนรับเขา เพราะทั้งสามต่างก็มีจุดร่วม นั่นคือเป็นตัวปัญหาของค่ายเหมือนๆ กัน

แต่บทพิสูจน์ตนก็เวียนมาถึงรอบของพวกเขาแล้ว เมื่อ ‘ความตาย’ถูกคุมขัง ทำให้คนตายไม่ยอมตาย อสุรกายไม่ยอมสลายไป เพอร์ซีย์และเพื่อนใหม่ทั้งสองต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่อลาสก้า ดินแดนแห่งน้ำแข็ง สถานที่ซึ่งเหล่าเทพโอลิมปัสแผ่อำนาจไปไม่ถึง เพื่อปลดปล่อยความตาย นำโอกาสที่จะสู้อย่างสูสีมาสู่พี่น้องมนุษย์กึ่งเทพทุกค่าย และทุกคน

REVIEW

เพอร์ซีย์เดินทางมายังค่ายโรมันพร้อมความทรงจำที่ขาดหาย เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ทั้งสองคน แฟรงก์ และ เฮเซล นี่ยังไม่รวมถึงนิโค น้องชายของเฮเซลที่เพอร์ซีย์มีความคุ้นเคยอย่างประหลาดราวกับว่าทั้งสองเคยพบกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อความตายถูกกักขัง ทำให้เหล่าอสุรกายไม่ยอมตาย เพอร์ซีย์ แฟรงก์และเฮเซลจำต้องเดินหน้าขึ้นเหนือเพื่อปลดปล่อยทานาโทสออกจากที่คุมขังให้ได้

ระหว่างทางทั้งสามคนก็เริ่มพูดคุยถึงอดีตของตนเอง เฮเซลเปิดเผยว่าเธอเป็นคนที่ตายไปแล้ว และเธอก็เป็นคนปลุกยักษ์ตัวหนึ่งขึ้นมาซึ่งทั้งสามคนกำลังจะเดินทางไปปราบ ส่วนแฟรงก์ บุตรแห่งมาร์ส ชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับแท่งไม้เพียงแท่งเดียว หากมันมอดไหม้เมื่อไร ชีวิตของเขาจะดับสิ้นลงไปด้วย

การเดินทางสู่อลาสก้าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเมื่อระหว่างทาง เพอร์ซีย์ แฟรงก์และเฮเซลต้องเผชิญกับศัตรูที่ไกอาเป็นคนส่งออกมา จนกระทั่งพวกเขาเดินทางไปยังอลาสก้าซึ่งเป็นสถานที่ที่อัลคีโอเนียสแข็งแกร่งที่สุด ทั้งสามปลดปล่อยทานาโทสได้สำเร็จและความตายก็กลับไปทำตามหน้าที่ของมัน นอกจากนั้นแล้วแฟรงก์กับเฮเซลยังสามารถพิชิตยักษ์อัลคีโอเนียสได้อีกด้วย

เพอร์ซีย์และผองเพื่อนต้องย้อนกลับมาปกป้องค่ายโรมันเพื่อต่อสู้จัดการกับเหล่ายักษ์อีกกลุ่มที่บุกเข้ามา ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด เพอร์ซีย์สามารถโค่นล้มยักษ์อีกตนลงได้สำเร็จ และนั่นทำให้เพอร์ซีย์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพของค่ายอีกนี้ ประจวบเหมาะกับพวกเจสัน ไพเพอร์ ลีโอและแอนนาเบ็ธเดินทางมาถึงพอดี ตามคำพยากรณ์ของมนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดที่จะร่วมมือกันต่อต้านไกอาในครั้งนี้ ...

......................................................................

อ่านเล่มนี้เหมือนอ่าน The Lost Hero Version 2 เลยอ่ะ เอิ่ม -*- เนื้อเรื่องมาอีหรอบกับเล่มที่แล้วเป๊ะๆ เข้าใจว่าเป็นภาคการผจญภัยของเพอร์ซีย์ในการแลกเปลี่ยนตัวไปยังค่ายโรมัน (เล่มที่แล้วของเจสัน แลกเปลี่ยนไปยังค่ายกรีก) แต่ทำไมไม่ทำให้ Story มันต่างกันบ้างอ่ะ นิดนึงก็ยังดีเนอะ แต่นี่การใส่ปม การเฉลยปม มันมาในจังหวะเดียวกับเล่มที่แล้วหมดเลย แถมพอมาอ่านเล่มนี้หลังจากรู้เรื่องทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง ศัตรูครั้งนี้คือใคร บอกตรงๆว่า ... มันไม่ตื่นเต้นเลย อ่านด้วยอารมณ์ที่นิ่งเฉย พร้อมกับคาดหวังในใจว่า 'เล่มหน้าคงสนุกขึ้นมั้ง (?)'

300 หน้าแรกเป็นอะไรที่อืดและเอื่อยมากๆ แต่ละคนต่างก็มีปัญหาในชีวิตกันหมด (เพอร์ซีย์เหมือนจะเบากว่าเค้าหมด) แต่แฟงก์กับเฮเซลนี่สิ ผลัดกันฝัน ผลัดกัน flashback พอมาติดๆ มาเยอะๆ มันก็เลยเบื่อนิดๆ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร เพราะในส่วนของ flashback ก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นได้ก็คือ ... เล่มนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเอาเสียเลย อย่างที่เราได้พูดไปเล่มที่แล้วว่ามีตัวโจ๊กอย่างลีโอและโค้ชที่ออกมาปล่อยมุกเป็นระยะๆ แต่เล่มนี้ไม่มีตัวละครที่ออกมาเล่นมุก ซึ่ง Rick กลับเพิ่มความลึกซึ้งให้กับปมปัญหาของตัวละครที่ละเอียดอ่อนกว่าเล่มที่แล้วมากขึ้น

แอบคิดว่าเมื่อมนุษย์กึ่งเทพทั้งสองกลุ่มทั้งฝั่งกรีกและโรมันมาเผชิญหน้ากันในเล่มหน้า ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบที่เราคาดหวังเอาไว้มั้ย คือจะต้องมีการปะทะและทะเลาะกัน ไหนจะเรื่องอดีตของตัวละครทั้งสองฝั่งที่ยังเชื่อมกันอยู่อีกล่ะ โอ้โห ! งานนี้มาม่าชามใหญ่แน่ๆเลย (แต่ก็หวังว่าจะไม่ลากยาวจนทำให้เนื้อเรื่องหลักมันอืดไปเสียหมดนะ)

ยังสนุกตามมาตรฐานของ Rick แม้ว่าจะตกมาตรฐานของเราไปหน่อยก็เถอะ - -' ช่วง 300 หน้าแรกน่าเบื่อไปหน่อย เพราะการดำเนินเรื่องมันเหมือนกับเล่มที่แล้วมากๆ จนแทบจะไม่มีอะไรให้ขบคิดหรือให้สงสัยใคร่รู้บ้างเลย เนื่องจาก The Son of Neptune ดันไปดำเนินเรื่องตาม The Lost Hero ทุกระเบียด เราเลยกะจังหวะกะช่วงเวลาถูกหมด

คะแนน 7.5/10

Nov 15, 2014

วีรบุรุษผู้สาบสูญ - The Lost Hero (The Heroes of Olympus #1)


ชื่อเรื่อง  วีรบุรุษผู้สาบสูญ
จากเรื่อง The Lost Hero
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

สงครามกับยักษ์ไททันจบลงแล้ว แต่ความสงบสุขยังมาไม่ถึง เพราะคำพยากรณ์บทใหญ่อุบัติขึ้น! ไม่กี่เดือนหลังศึกที่แมนฮัตตัน ค่ายฮาล์ฟบลัดก็ต้องระส่ำระสายเมื่อวีรบุรุษคนสำคัญหายตัวไป ขนาดเหล่าพรานแห่งอาร์เทมีสทุ่มกำลังแกะรอยก็ยังหาตัวไม่เจอ ความช่วยเหลือจากเทพเทพีก็ไม่มีมา เนื่องจากจู่ๆ โอลิมปัสได้ปิดตัวลง

ช่วงเวลาเดียวกัน บนรถโรงเรียนซึ่งมุ่งหน้าสู่แกรนด์แคนยอน ‘เจสัน’ที่สะดุ้งตื่นขึ้นไม่รู้เลยว่าตนอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร และตัวเองเป็นใคร! อาการความจำเสื่อมประหลาดๆ นี้สร้างความเป็นกังวลให้กับ ‘ไพเพอร์’และ ‘ลีโอ’แฟนและเพื่อนซี้ของเจสันอย่างมาก

หากเรื่องประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขากลายเป็นปีศาจลมพายุบ้าคลั่ง โค้ชทีมอเมริกันฟุตบอลมีเท้าเป็นกีบแพะ และรถศึกเทียมม้าเพกาซัสร่อนลงมาจากบนฟ้า!

ชะตากรรมแบบใดกันที่กำลังรอเด็กทั้งสามอยู่ นี่เกี่ยวข้องกับการที่เทพเทพีขาดการติดต่อหรือไม่ ยังมีการหายตัวไปของเพอร์ซีย์ แจ็กสันอีก แต่ที่รู้แน่ๆ เลยก็คือนับจากนี้... โลกในสายตาของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

REVIEW

เจสันตื่นชึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป เขาถูกลากเข้าไปท่ามกลางการต่อสู้ของมนุษย์กึ่งเทพอย่างช่วยไม่ได้ เพื่อนทั้งสองคนของเขา ไพเพอร์และลีโอก็ถูกพามายังค่ายฮาล์ฟบลัดเช่นเดียวกัน ทั้งสามคนได้รับภารกิจในการตามหาเทพีเฮร่าที่ถูกจับตัวไป ทางด้านแอนนาเบ็ธก็กำลังตามหาตัวเพอร์ซีย์ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อโอลิมปัสถูกปิดลง นั่นอาจหมายถึงสัญญาณบางอย่าง เจสัน ไพเพอร์และลีโอ มีเวลาแค่สี่วันในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ตามคำนายครั้งใหม่ที่กล่าวว่ามนุษย์กึ่งเทพเจ็ดคนถูกลิขิตมาให้กอบกู้โอลิมปัสในครั้งนี้

เจสันและผองเพื่อนเดินทางฝ่าภยันอันตรายมายังที่พำนักของเอโอลัส ระหว่างทางพวกเขาก็พบว่าคนที่ตายไปแล้วได้ฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ภายใต้แผนการของไกอา ผืนโลกทั้งหมดผู้ให้กำเนิดโครนอสและเป็นเชื้อสายของเทพโอลิมปัสทั้งหมดทั้งมวล ไกอาต้องการทำลายโอลิมปัสตามแผนการของนาง ในระหว่างที่ไพเพอร์ต้องวางแผนช่วยเหลือพ่อของตัวเองออกมาจากที่คุมขังของเอนเซลาดัส ผู้รับใช้ไกอา

ธาเลียเดินทางไปเพื่อช่วยเฮร่าออกมาเมื่อเธอได้พบกับเจสัน น้องชายที่คิดว่าตายไปแล้วของเธอ เมื่อเวลากระชั้นชิดขึ้นมาทุกที ... ทั้งลีโอและไพเพอร์จำต้องปลดปล่อยเฮร่าออกมาากที่คุมขังให้ได้ ในขณะที่เจสันต้องรับมือกับพอร์ฟีเรียน ราชาแห่งยักษ์ที่กำลังจะปลุกไกอาขึ้นมาในเร็วๆนี้ เมื่อเฮร่าได้ปลดปล่อยพลังและกำราบเหล่าศัตรูลงได้ พอร์ฟีเรียนก็หลบฟรีไป ภัยคุกคามยังไม่หมดสิ้น มนุษย์กึ่งเทพทั้งสามต้องล่องเรือสู่กรีซ เพื่อป้องกันไม่ให้ไกอาผงาดขึ้นมาให้ได้ ...

เฮร่ามาหาเจสันพร้อมข่าวสารเรื่องการแลกเปลี่ยนผู้นำระหว่างค่ายฮาล์ฟบลัดของกรีก-โรมัน นั่นทำให้ทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น และเป็นคำตอบว่าทำไมเพอร์ซีย์ถึงหายตัวไป พราะเขาถูกส่งไปยังค่ายของโรมัน ให้อีกฝ่ายได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับกรีก เผื่อผนึกกำลังและก้าวข้ามความเป็นปรปักษ์และสามารถพิชิตไกอาได้สำเร็จ

...............................................................................

เราดองหนังสือเล่มนี้เอาไว้ 2 ปีกว่าจนเกือบลืมว่าเคยซื้อไปแล้ว พอเห็นว่าชุดนี้ออกครบทุกเล่ม ก็เลยหยิบมาอ่านรวดเดียวเลยจะไม่ได้ค่าง เนื้อเรื่องก็สนุกตามมาตรฐานของ Rick แม้เราจะคิดว่าการผจญภัยของเพอร์ซีย์จะสนุกกว่านิดนึงก็เถอะ (สงสัยเป็นเพราะตอนที่เราได้อ่านเพอร์ซีย์เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ทุกสิ่งเกี่ยวกับพวกเทพเจ้ากรีกยังแปลกใหม่สำหรับเราอยู่) สำหรับ The Lost Hero เราคิดว่า Storyline ชัดเจนดี ถึงจะเป็นเส้นตรงไปหน่อยก็ตาม ไม่ค่อยมีหักเลี้ยวหักมุมให้ใจหายใจคว่ำเท่าไร แต่ก็มีความ fresh มากพอที่จะทำให้เรารู้สึกเข้าถึงภาคผจญภัยได้ดียิ่งขึ้น

ช่วงแรกๆเราไม่สามารถเข้าถึงตัวละครได้เท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะความกระจัดกระจายของคาแรคเตอร์ที่แบ่งออกเป็น 3 คน นั่นทำให้ Pov ของแต่ละคนดูไม่ค่อยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเลย ในเมื่อแต่ละคนต่างก็มีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แถมต่างคนต่างยังฝันคนละเรื่อง ฝันถี่ๆบ่อยๆอีกต่างหาก เลยรู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่ค่อยขยับไปไหนเท่าไร Bond ระหว่างตัวละครก็คิดว่ายังชัดเจนไม่พอที่จะทำให้เราเชื่อทั้งสามจะสามารถฝันฝ่าอุปสรรคหนักๆไปด้วยกันได้ (สงสัยเล่มต่อๆไปคงต้องเล่นประเด็นตรงนี้แน่ๆเลย)

เราชอบตรงไอเดียที่แบ่งเทพเจ้าเป็น 2 ภาค คือ กรีกและโรมัน ซึ่งเราว่ามันน่าสนใจมากๆและเป็นการขยายขอบเขตของเนื้อเรื่องให้กว้างขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เนื้อเรื่องที่ดีอยู่แล้วหลุดกรอบไป ไหนจะยังมีเรื่องค่ายฮาล์ฟบลัดอีกค่ายของโรมันอีกล่ะ อ่านตอนจบแล้วแทบจะหยิบเล่มต่อไปขึ้นมาอ่านทันที คิดว่าหนังสือชุดนี้ต้องสนุกมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

ปล. ชอบคาแรคเตอร์ของลีโอกับโค้ช ฮามากๆ บางช่วงอ่านไปขำไม่หยุดเลย ฮ่าๆ

คะแนน 8/10

Finding Eden (A Sign of Love)


ชื่อเรื่อง Finding Eden
ชุด A Sign of Love
ผู้แต่ง Mia Sheridan
โรมานซ์ ร่วมสมัย

เรื่องย่อ

Finding Eden is the continuation, and conclusion, to Becoming Calder.

When the world as you know it has ended, when all that you love has been washed away, where do you find strength?

When the new world you've stepped into is as isolating as the last, when your heart is broken, and your future is unclear, where do you find hope?

Finding Eden is a story of strength, discovery, forgiveness, and undying love. It is about believing in your destiny and following the path that leads to peace.

REVIEW

3 ปีผ่านไป ... คาลเดอร์เริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากหนึ่งปีที่เขาตกอยู่ในความทุกข์ทรมานเมื่อคิดว่าเขาสูญเสียอีเดนไปแล้ว เขาขายผลงานศิลปะของเขาซึ่งเป็นภาพวาดเกี่ยวกับความทรงจำที่เขามีกับอีเดนทั้งหมด คาลเดอร์มีแฟนสาวคนใหม่ จนกระทั่งอีเดนกลับเข้ามาในชีวิตของเขา สิ่งที่เขาทำได้ก็คือขอโทษเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด การที่เขาไม่ดูแลเธอเพราะเขาคิดเธอตายไปแล้ว หรือการที่คาลเดอร์ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นนอกเหนือจากอีเดน

อีเดนไม่แน่ใจว่าการที่เธอกลับมาหาคาลเดอร์นั้น ความรักของทั้งคู่เปลี่ยนไปมากแค่ไหน อีเดนรู้ว่าคาลเดอร์มีแฟนใหม่ทำให้เธอยิ่งรู้สึกผิดมากยิ่งขึ้น เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอเป็นตัวขัดขวางการเริ่มต้นใหม่ของเขาหรือเปล่า แต่คาลเดอร์ก็สารภาพกับอีเดนว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังนั้นคาลเดอร์จึงตัดสินใจเลิกกับแฟนใหม่ และขอให้ย้ายอีเดนเข้ามาอยู่กับเขา

ข่าวของอีเดนเกี่ยวกับเด็กสาวที่หายตัวไปเมื่อหลายปีที่แล้วแพร่สะพัดไปจนเธอตกเป็นเป้าของนักข่าวที่ต่างมารุมสัมภาษณ์เธอ อีเดนพยายามจะค้นหาความจริงว่าแท้จริงแล้วเฮคเตอร์เป็นใคร และจุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดของอคาเดียอยู่ที่ตรงไหน ทั้งคู่จึงเดินทางไปยังอินเดียนาเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด

ความลับอันน่าสะอิดถูกเปิดเผยออกมาว่า พ่อแท้ๆของคาลเดอร์คือคนฆ่าภรรยาและลูกของเฮคเตอร์ นั่นทำให้เฮคเตอร์กลายเป็นคนวิตวิปลาสและสร้างอาณาจักรแห่งพระเจ้าขึ้นมา พอคาลเดอร์รู้ความจริง เขาก็แทบทนไม่ได้ว่าตัวเขานั้นสกปรกขนาดไหนเมื่อมีเลือดของปีศาจแล่นอยู่ภายใน หรือกระทั่งลูกที่อีเดนกำลังอุ้มท้องอยู่ในตอนนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จนกระทั่งเมื่อนึกถึงอีเดนว่าเธอไม่ได้รังเกียจในสิ่งที่คาลเดอร์เป็นอยู่แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเธอกลับขอบคุณปีศาจที่สร้างผู้ชายดีๆอย่างคาลเดอร์ขึ้นมาบนโลกใบนี้

ทั้งคู่สร้างครอบครัวของตัวเองขึ้นมาด้วยลูกชายและลูกสาวอย่างละคน คาลเดอร์รู้ดีว่าสิ่งที่จะผูกพันหัวใจของเราไม่ใช่ความขมขื่น แต่มันคือความสวยงามต่างหาก ...
..............................................................

จบสวยมาก ประทับใจมาก เนื้อเรื่องตอนต้นๆเหนื่อยล้าหัวใจมากมาย แต่ก็ทนอ่าน และมันก็ผ่านไปจนได้ สิ่งที่เราชื่นชมอย่างมากก็คือ การได้เห็นการพัฒนาของตัวละครตั้งแต่เด็กจนโต จนเรารู้สึกผูกพันธ์ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนทั้งคู่จริงๆ ได้ร้องไห้ ได้หัวเราะไปกับทั้งคาลเดอร์และอีเดน มีบางช่วงที่คิดว่าตัวเองคงอ่านต่อไม่ไหว เพราะรู้สึกเจ็บปวดไปกับตัวละคร มันล้าเกินกว่าที่จะรับสารใดๆที่ผู้แต่งพยายามจะสื่อออกมา แต่ก็นะ มันอยากรู้นี่นาว่าสุดท้ายแล้วคนทั้งคู่จะลงเอยกันยังไง

คิดว่าไม่ผิดหวังจริงๆที่หยิบหนังสือสองเล่มนี้มาอ่าน Becoming Calder กับ Finding Eden คือหนังสือในชุดเดียวกัน แต่อารมณ์ต่างกันคนละขั้ว ในแง่ของการนำเสนอ สำหรับเล่มแรกที่เผยด้านที่สวยงามของความรัก ความบริสุทธิ์ของคาลเดอร์และอีเดน แต่สำหรับเล่มสอง เราจะได้เห็นด้านมืดของตัวละคร ความหวัง และความขมขื่นของความรัก จนบางครั้งเราก็โกรธ โกรธผู้แต่งที่พาตัวละครมาตรงจุดนี้ จุดที่เราไม่ได้คาดหวังมาก่อนว่าจะมี สุดท้ายแล้วก็ได้แต่ Keep moving on ตามตัวละครในเนื้อเรื่องต่อไป

เราชอบแนวคิดนึงมากๆ เมื่อตัวละครพูดเกี่ยวกับ ทำไมเราต้องเรียนรู้เรื่องบาดแผลและความเจ็บปวดทั้งหลายนานาด้วย และคำตอบก็ออกมาว่า เพื่อที่เราจะได้เห็นใจคนอื่นเวลาที่พวกเค้าเจ็บปวดไงล่ะ เพราะเรารู้ว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง ... อ่านถึงตรงนี้เราก็แทบจะลุกขึ้นยืนปรบมือให้เลยทีเดียว

ตอนแรกว่าจะให้คะแนนเต็มเท่าเล่มแรกนะ แต่เล่มแรกมันเข้มข้นกว่าจริงๆ แม้ว่าเรื่องจะมากันคนละโทนก็เถอะ นอกจากนั้นยังมีบางจุดที่เราอ่านแล้วสะอึกเหมือนมีก้อนแข็งๆมาจุกในลำคอจนแทบจะอ่านต่อไม่ไหว ไม่รู้ว่าอินจัดหรือยังไง แต่เราก็คิดว่าจะติดตามผลงานของ Mia Sheridan ต่อไปเรื่อยๆแน่ๆ

คะแนน 9/10

Nov 14, 2014

Becoming Calder (A Sign of Love)


ชื่อเรื่อง Becoming Calder
ชุด A Sign of Love
ผู้แต่ง Mia Sheridan
โรมานซ์ ร่วมสมัย

เรื่องย่อ

There is a place in modern day America with no electricity, no plumbing, and no modern conveniences. In this place, there is no room for dreams, no space for self-expression, and no tolerance for ambition.

In this place, there is a boy with the body of a god and the heart of a warrior. He is strong and faithful and serves his family honorably. But he dares to dream of more.

In this place, there is a girl with the face of an angel and a heart full of courage. To her family, she is the vision of obedient perfection. But she dares to want that which she has been told can never be hers.

Becoming Calder is the story of good versus evil, fear versus bravery, and the truth that the light of love has always found its way into even the darkest of places . . . From the beginning of time, to the end of the world.

REVIEW

ในเมืองที่เรียกว่าอคาเดีย ผู้คนอาศัยอยู่ท่ามกลางการไร้ซึ่งเครื่องอำนวยความสะดวก มี councils เท่านั้นที่ได้รับโอกาสให้ใช้ไฟฟ้าและเครื่องมืออื่นๆที่ประชาชนธรรมดาไม่รู้จัก จนกระทั่งวันหนึ่งมีเด็กหญิงตัวน้อยถูกพามายังเมืองแห่งนี้เพื่อจะเป็นเจ้าสาวของผู้นำชุมชนแห่งนี้ในอนาคต เฮคเตอร์เป็นผู้นำของที่นี่และทำตามพระประสงค์ของพระเจ้ามาโดยตลอด เขาได้รับคำพยากรณ์มาว่าเมื่อเขาแต่งงานกับอีเดนแล้ว เมื่อวันที่น้ำท่วมโลกมาถึง ทุกคนจะเดินทางไปสู่เอลิเซียมในที่สุด

วินาทีที่คาลเดอร์สบตากับอีเดน โลกของเขาก็เปลี่ยนไป ทั้งคู่อยู่กันคนละชนชั้นแต่อีเดนก็ยังแลกเปลี่ยนไมตรีกับคาลเดอร์เสมอ เธอเป็นเจ้าหญิง แต่เขาเป็นคนสามัญธรรมดา คาลเดอร์สอนหนังสืออีเดนให้เธอรู้จักหลายสิ่งหลายอย่าง จนทั้งคู่เรียนรู้ที่จะปราถนาในตัวกันและกัน คาลเดอร์กับอีเดนลักลอบติดต่อกันผ่านจดหมายเสมอ และแอบใช้เวลาว่างที่มีมอบความสุขให้แก่กัน รวมไปถึงการวางแผนหลบหนีออกไปยังโลกภายนอก และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนที่งานแต่งงานระหว่างเฮคเตอร์และอีเดนจะเกิดขึ้น

เฮคเตอร์รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างอีเดนและคาลเดอร์ นั่นจึงทำให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกีดกันคนทั้งคู่ แผนการณ์หลบหนีของคาลเดอร์ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อพวกเขาต้องขโมยเงินทุกเซนต์ที่มีเพื่อใช้ยังชีพสำหรับการออกไปยังโลกภายนอก แต่เมื่อเฮคเตอร์บีบบังคับให้คาลเดอร์แต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น และแผนการขโมยเงินถูกเปิดเผย ดังนั้นจึงไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว ทั้งคาลเดอร์ อีเดนและแซนเดอร์จึงวางแผนหลบหนีออกจากอคาเดียในคืนนั้น

ชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นนั้น คาลเดอร์สาบานว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อคุ้มครองให้อีเดนอยู่รอดปลอดภัย ทั้งสามคนเดินทางเข้ามายังเมืองใหญ่ที่คราคร่ำไปด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ทัศนคติบ้าๆของเฮคเตอร์อีกต่อไป และทั้งคาลเดอร์และอีเดนก็พบหนทางที่จะรักกันได้ในที่สุด พวกเขาต้องปรับตัวเข้ากับความแปลกใหม่ของที่นี่และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

แต่ดูเหมือนว่าความสุขของคาลเดอร์และอีเดนจะสั้นเกินไป เมื่อทั้งคู่ถูกจับตัวกลับไปยังอคาเดีย อีเดนสารภาพต่อหน้าเฮคเตอร์ว่าเธอกำลังตั้งท้องกับคาลเดอร์ นั่นทำให้เขาเดือดดาลมาก อีเดนดื่มชาและเธอแท้งลูก ส่วนคาลเดอร์ก็ถูกจับมัดกับเสาแล้วให้พ่อของเขาเผาเขาทั้งเป็น โชคดีที่ฝนกระหน่ำเทลงมา และกระแสน้ำท่วมก็ไหลทะลักเข้ามาในอคาเดียตามคำทำนาย พัดพาเอาทุกชีวิตที่ดำรงอยู่ไปจนหมดสิ้น

หลังมหาวิบัติ อีเดนพบว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และแน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งเรื่องน้ำท่วมเป็นฝีมือของเฮคเตอร์ เพราะโลกภายนอกยังปกติสุขดีกว่า แต่เธอไม่รู้ว่าคาลเดอร์อยู่ที่ไหน เขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า อีเดนกระเสือกกระสนเดินทางจากอดาเดียเพื่อไปซินซินเนติ และเธอหวังว่าคาลเดอร์จะได้พบความสงบ ณ เอลิเซียม เพียงแต่ว่า ...

... คาลเดอร์ยังไม่ตาย

.....................................................................

ขอบอกคำเดียวว่า "หนังสือเล่มนี้คือที่สุดของที่สุดแล้วจริงๆ" หลังจากอ่าน Archer's Voice เราไม่คิดว่านิยายของ Sheridan จะพีคได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่ Becoming Calder พิสูจน์มาแล้วว่า เธอยังได้ไปต่อ เธอยังทำได้เราอัศจรรย์ใจทุกครั้งที่หยิบผลงานของเธอขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ว่า Story ของเธอคราวนี้จะเป็นแบบใด และมีอะไรรออยู่ระหว่างหน้ากระดาษ สำหรับ Becoming Calder พลอตเรื่องจะออกแนว Dystopia ที่ผสมกับ Cult อย่างเข้มข้น ความเชื่อ ความศรัทธา พิธีกรรม การสวดภาวนา จิตวิปวาส และรักต้องห้าม นั่นคือสิ่งที่คุณจะได้พบในเล่มนี้

เราชอบพลอตเรื่องหลักมากๆ มันทั้งหม่น ทั้งเศร้า แต่ก็มีความรักโรแมนติคอันแสนบริสุทธิ์ของคาลเดอร์-อีเดนมาชูรสให้เนื้อเรื่องมีสีสันความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ที่พิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือ ... พลอตเรื่องอันแปลกใหม่ที่ไม่ค่อยมีโรมานซ์เรื่องใดหยิบมาเขียน และความทรงพลังของเนื้อหาที่ฉุดกระชากลากคนอ่านให้อินไปกับตัวละครโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า นาทีหนึ่งคุณกำลังเบิกบานความรักของตัวละคร อีกนาทีคุณจะได้พบกับความเศร้าสลดหดหู่และร้องไห้ไปพร้อมๆกับตัวละครในเนื้อเรื่อง

ช่วงครึ่งหลังอ่านแล้วทั้งอึดอัด ทั้งหน่วง แต่ก็โล่งใจที่คาลเดอร์-อีเดนหนีออกไปได้ ทั้งๆที่รู้ว่าเรื่องร้ายๆยังไม่จบ แต่เราก็ทำได้แค่เอาใจช่วยตัวละครให้ผ่านพ้นวิกฤติเหล่านี้ไปให้ได้ อ่านเล่มนี้จบแล้ว แทบจะหยิบ Finding Eden มาอ่านต่อกันเลยทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องสองเล่มนี้มันต่อกัน และเล่มแรกก็จบแบบ Cliffhanger เบาๆ

คะแนน 10/10

Nov 13, 2014

The Elite (The Selection #2)


ชื่อเรื่อง The Elite
ผู้แต่ง Kiera Cass
วรรณกรรมเยาวชน โรมานซ์-ดิสโทเปีย
สำนักพิมพ์ HarperTeen

เรื่องย่อ

The hotly-anticipated sequel to the New York Times bestseller The Selection.

Thirty-five girls came to the palace to compete in the Selection. All but six have been sent home. And only one will get to marry Prince Maxon and be crowned princess of Illea.

America still isn’t sure where her heart lies. When she’s with Maxon, she’s swept up in their new and breathless romance, and can’t dream of being with anyone else. But whenever she sees Aspen standing guard around the palace, and is overcome with memories of the life they planned to share. With the group narrowed down to the Elite, the other girls are even more determined to win Maxon over—and time is running out for America to decide.

Just when America is sure she’s made her choice, a devastating loss makes her question everything again. And while she’s struggling to imagine her future, the violent rebels that are determined to overthrow the monarchy are growing stronger and their plans could destroy her chance at any kind of happy ending.

REVIEW

เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียง 6 คนที่กลายมาเป็น the Elite และแล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมาร์ลี เพื่อนสนิทของอเมริกาถูกจับได้ว่าไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่นนอกเหนือจากแม็กซอน เธอจึงถูกลงโทษอย่างหนักต่อหน้าประชาชน นั่นทำให้อเมริกาตกใจเป็นอย่างมาก แต่แม็กซอนก็เข้ามาปลอบใจเธอและขอโอกาสกับเธอ อเมริการู้ตัวดีว่าเธอรู้สึกอะไรบางอย่างกับแม็กซอน ในขณะเดียวกันเธอก็ยังมีความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่กับแอสเพนเช่นเดียวกัน

กลุ่มขบถบุกเข้ามาในพระราชวังอีกครั้งพร้อมกับขโมยหนังสือออกไป อเมริกาที่ไล่ตามพวกนั้นเข้าไปในป่าพบว่าหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มไม่ได้มีท่าทีคุกคามเธอแต่อย่างใด นั่นทำให้ทุกคนเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อเมริกากลายเป็นที่โหล่ในการแข่งขันครั้งนี้ทันทีที่เธอเอาตัวไปขวางในการลงโทษมาร์ลี อเมริกาจึงเริ่มเป็นกังวลว่าคริส เพื่อนของเธออาจจะเป็นคนที่แม็กซอนชอบจริงๆก็ได้

อเมริกาจับได้ว่าแม็กซอนไปยืนกอดจูบกับเซเลสท์ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจทำอะไรโง่ๆลงไปอย่างเช่นการทำโปรเจคขอให้ยกเลิกการแบ่งชนชั้นในสังคมต่อหน้านักข่าว นั่นทำให้พระราชาไม่พอใจอเมริกาเป็นอย่างมากและคิดจะไล่เธอออกจากการแข่งขันนี้ เมื่อเวลาสุดท้ายของอเมริกาที่จะอยู่ในสถานะ the Elite กำลังจะหมดไป เธอกำลังจะถูกไล่ออก กลุ่มขบถก็บุกเข้ามาในวังอีกครั้งและโจมตีอย่างหนัก อเมริกาติดอยู่ในห้องกับแม็กซอนและได้ล่วงรู้ถึงความลับและรอยแผลทั้งหมดของเขา

อเมริกาเตรียมตัวออกจากการแข่งขันเมื่อแม็กซอนมาหาเธอและบอกว่าเธอได้รับโอกาสให้อยู่ต่อ แม้ว่าครั้งนี้พระราชาจะข่มขู่เธออย่างโน้นอย่างนี้ก็ตาม แต่อเมริกามั่นใจว่าต้องมีสักทางที่เธอจะชนะการแข่งขันนี้ให้ได้

.....................................................................

คาแรคเตอร์ของตัวละครไม่ไปไหนเลย ย่ำไปย่ำมาอยู่ตรงที่เดิม เล่มนี้อเมริกาก็เอาแต่คร่ำครวญโน่นนี่นี่นั่น โทษคนอื่นหมด ยกเว้นโทษตัวเอง ทั้งๆที่เล่มสองต้องได้เห็นการพัฒนาของตัวละครบ้างได้แล้ว แต่เราก็ยังไม่เห็นอยู่ดี เหมือนยิ่งอ่าน ตัวละครก็ถอยหลังลงคลองมากขึ้นทุกที อย่างแม็กซอนเนี่ย เข้าใจว่าผู้แต่งต้องการให้เห็นอีกมิติของตัวละครใช่มั้ย? แต่ทำไมเรามองว่าแม็กซอนเป็นเด็กไม่รู้จักโตมากกว่าเจ้าชายที่พร้อมจะทำหน้าที่ปกครองประเทศทั้งประเทศได้ล่ะ

เล่มนี้เคมีระหว่างพระนางไม่มีเลย เล่มหน้าก็เป็นเล่มจบแล้ว นี่จะทำให้เราเชื่อได้อย่างไรว่าแม็กซอนกับอเมริกาจะลงเอยกันได้จริงๆ เพราะมันก็เหลือแค่เล่มเดียวให้ได้แก้ตัวแล้วนะ แอบสงสัยว่าจะเคลียร์กันยังไงทั้งประเด็นรักสามเศร้าและพวกขบถที่ดูเหมือนจะยังมึนๆอยู่ ไม่รู้ว่าพวกนั้นต้องการอะไรกันแน่ นอกจากขโมยหนังสือและบุกเข้ามาในพระราชวังเนี่ย แล้วทำไมทางพระราชวังไม่หาทางป้องกันพวกขบถเสียตั้งแต่ทีแรกอย่างสร้างกำแพงสูงๆมากั้น หรือวางกลยุทธควบคุมคนเหล่านี้ ทำไมถึงปล่อยให้บุกเข้ามาในวังแล้วฆ่าทหารยามไปซะเยอะแยะ ? เราสงสัยจริงๆ

เนื้อเรื่องไม่กระดิกไปไหนเลยเล่มนี้ วนไปวนมาอยู่ตรงรักสามเศร้าระหว่างแม็กซอน-อเมริกา-แอสเพน ที่ดูเหมือนจะเคลียร์กันไม่ได้สักทีอยู่นั่นแหละ เราสงสัยว่าถ้ายุบหนังสือทั้งสามเล่มให้เป็นเล่มเดียว แล้วโฟกัสไปที่ประเด็นการเมืองให้มากกว่านี้ ตัดสาระบบความคิดงี่เง่าที่อยู่ในหัวนางเอกออกไปบ้าง หนังสือชุดนี้คงต้องน่าสนใจมากกว่านี้แน่ๆ

คะแนน 4/10

Nov 12, 2014

Wrath (New Species #6)


ชื่อเรื่อง Wrath
ชุด New Species
ผู้แต่ง Laurann Dohner
แนว Erotic / Paranormal
สำนักพิมพ์ ELLORA'S CAVE

เรื่องย่อ

Wrath volunteers to live and work outside Homeland, where he'll once again be confined in a small space with other males. He was subjected to horrific abuse and conditioning and forced to view endless sex tapes of human females while chained to Mercile's perverted machines. Wrath knows he's too dangerous and emotionally damaged to ever be with a female.

Lauren has just been detained by three big, buff, well-armed men-New Species. One of them really catches her eye. He's tall, sexy and . . . her new roommate, apparently. Having never met a man this spectacular, she decides to taste every inch of his amazing body. Wrath is definitely open to that plan. The sex is incredible and he gives her everything she needs-but he'll only go so far. Something is holding him back.

Lauren has to make him unleash his desire and Wrath has to get past his fear if the couple wants any chance at a future together.

REVIEW

ราธอาสาออกมาทำงานนอกเขตสงวนเพื่อตามจับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Mercile ที่หลบหนีไปได้ จนกระทั่งเขาได้จับตัวลอเรนมาเพราะคิดว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่กำลังตามล่าอยู่ แต่แท้จริงแล้วลอเรนไม่รู้อะไรด้วยเลย ราธจึงรู้สึกผิดและสัญญาว่าจะคุ้มครองเธอจนกระทั่งเขาทำงานนี้สำเร็จ ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ถูกดึงดูดเข้าหากัน แต่ราธก็เสียหายจากอดีตของเขาที่ถูก Mercile กระทำย่ำยี จนเขาไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองมีอะไรกับลอเรน เพราะนั่นอาจจะหมายถึงการที่เขาพลั้งมือทำร้ายเธอ

ราธวางแผนให้ลอเรนทำเขาไปยังตัวผู้ชายที่เป็นเป้าหมาย แต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วคนของ Mercile กลับไหวตัวทันและจับตัวเพื่อนของเขาไปเพื่อเรียกค่าไถ่ โชคดีที่หน่วยกู้ภัยมาถึงทันเวลาและเคลียร์สถานการณ์ได้ในที่สุด แต่ราธถูกยิงด้วยลูกดอกยาสลบจนไม่ได้สติ ลอเรนติดต่อไปยังเขตสงวนและพาราธไปรักษาตัวที่นั่น เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น ... นั่นจึงเป็นคืนสุดท้ายที่ทั้งราธและลอเรนจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

ลอเรนทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้ราธ หลังจากนั้นราธก็บอกว่าจะไปรับเธอมาอยู่ด้วย แต่ลอเรนก็ถูกจับตัวไปเสียก่อน คนที่จับตัวเธอไปตั้งใจจะใช้ลอเรนแลกเปลี่ยนกับนักโทษที่ถูกจับไปในตอนแรก ลอเรนเลยวางแผนใช้คนในนั้นให้ติดต่อไปยังเขตสงวนเพื่อต่อรองค่าไถ่ จนเหล่า NSO ติดตามเส้นทางมาได้และเข้าถึงตัวของลอเรนในที่สุด

ราธคิดว่าเขาจะเกือบจะสูญเสียลอเรนไป เขาไม่ไว้ใจตัวเองอีกเหมือนกันเวลาอยู่ใกล้เธอเพราะกลัวจะทำร้ายลอเรนโดยไม่ตั้งใจ แต่ลอเรนก็ไว้ใจราธมากพอที่จะเชื่อใจเขา เธอรักเขา และต้องการอยู่กับราธไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายแล้วราธจึงพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อที่จะทำให้ลอเรนมีความสุข ...

..........................................................

เรื่องที่แล้วนางเอกคิดมากไป เรื่องก็กลายเป็นพระเอกคิดเยอะไปอีกเหมือนกัน ทั้งๆที่เราก็คิดว่าปมของพระเอกไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ แต่พระเอกกลับทำให้มันกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่แก้ไม่ตกยันหน้าสุดท้าย อ่านจบแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจว่าไอ้อาการระวังตัวของพระเอกจะหายสนิทมั้ย หรือเขาต้องยับยั้งชั่งใจตอนอยู่กับนางเอกตลอดเวลา ...

สำหรับเล่มนี้เราโฟกัสไปที่บทแอคชั่นเสียส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าทำได้ดีมากๆ เข้มข้นและน่าติดตาม เราชอบมุกตลกที่ยิงมาเป็นระยะๆจากอแมนด้า เพื่อนสาวของลอเรน คำพูดแต่ละคำของเธอช่างจัดจ้านและได้ใจเราจริงๆ ฮ่าๆ

จะว่าไป พลอตเรื่องเล่มนี้คล้ายกับเล่มของ Valiant มากๆ คือ พระนางเจอกัน นางเอกถูกลักพาตัว พระเอกตามไปช่วย สุดท้ายก็ได้อยู่ด้วยกัน อ่านแล้วก็เบื่อนิดๆนะ แต่ก็จะยังติดตามหนังสือชุดนี้ต่อไปเรื่อยๆเพราะยังมีเรื่องของตัวละครอีกหลายตัวที่เราสนใจอยากจะอ่านอยู่ อย่างแชร์โดว์ เราก็ว่าน่าสนใจมากๆ

อยากให้คะแนนมากกว่านี้นะเพราะคำพูดติดตลกของอแมนด้าทำเราหัวเราะหลายรอบมากๆ แต่เราว่าเคมีระหว่างพระนางดูเหมือนจะไม่ค่อยแรงเท่าเล่มก่อนๆ เลยให้คะแนนแค่นี้ไปก่อนละกัน

คะแนน 7.5/10

Nov 11, 2014

Archer's Voice (A Sign of Love)



ชื่อเรื่อง Archer's Voice
ชุด A Sign of Love
ผู้แต่ง Mia Sheridan
โรมานซ์ ร่วมสมัย

เรื่องย่อ

When Bree Prescott arrives in the sleepy, lakeside town of Pelion, Maine, she hopes against hope that this is the place where she will finally find the peace she so desperately seeks. On her first day there, her life collides with Archer Hale, an isolated man who holds a secret agony of his own. A man no one else sees.

Archer's Voice is the story of a woman chained to the memory of one horrifying night and the man whose love is the key to her freedom. It is the story of a silent man who lives with an excruciating wound and the woman who helps him find his voice. It is the story of suffering, fate, and the transformative power of love.


REVIEW


เส้นทางการหลบหนีฝันร้ายของบรี เพรสคอตต์นำพาเธอมายังเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยทะเลสาบอันแสนเงียบสงบ ชีวิตใหม่ของบรีกำลังจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับผู้คนใหม่ๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ หนึ่งในนั้นคืออาร์เชอร์ เฮล ชายหนุ่มผู้เป็นใบ้ไม่สามารถพูดได้และปลีกตัวมาอาศัยอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนที่ต่างก็มองว่าเขาเป็นคนแปลกประหลาด

บรีพยายามเข้าถึงจิตใจของอาร์เชอร์รู้ว่าภายในของชายหนุ่มนั้นบริสุทธิ์ขนาดไหน ทั้งคู่เริ่มถ่ายทอดความลับให้แต่ละฝ่ายฟังและต่างก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่แต่ละคนไม่เคยพบเจอมาก่อน ประจวบเหมาะกับที่บรีรู้จักญาติของอาร์เชอร์มากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือทราวิส ลูกพี่ลูกน้องผู้ขี้อิจฉาได้ทำให้บรีเข้าใจผิดว่าอาร์เชอร์ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่น แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Brawn (New Species #5)


ชื่อเรื่อง Brawn
ชุด New Species
ผู้แต่ง Laurann Dohner
แนว Erotic / Paranormal
สำนักพิมพ์ ELLORA'S CAVE

เรื่องย่อ

One look at Brawn and Becca is wondering how he’d look without his clothes. Brawn is instantly attracted to Becca but has sworn never to touch a human female. They just aren’t sturdy enough and he likes his sex a little rough. He is shocked to learn he’ll be living with her when she refuses to leave her home. He is there to represent New Species and to learn about humans so maybe this will be a good educational experience. He just has to keep his hands off her.

His good intentions go astray when they are kidnapped and locked together inside a cage. Brawn finds himself reliving a nightmare when he is once again subjected to breeding experiments at the hands of New Species’ enemies. They will use Becca to get what they want from him. Brawn will do everything he can to protect her but they only have each other to depend on while trying to survive

REVIEW

บราวน์กับเบคก้าถูกคนของ Mercile ลักพาตัวไป ทั้งคู่ติดอยู่ในกรงขังด้วยกันแล้วต้องเข้าร่วมการทดลองบ้าๆของคนที่จับตัวทั้งคู่ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บราวน์ไม่สามารถห้ามตัวเองได้เวลาอยู่กับเบคก้า ทั้งคู่จึงแตะต้องและมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน แต่หลังจากได้รับอิสระทั้งบราวน์และเบคก้าก็ถูกห้ามไม่ให้เจอหน้ากันอีก

เบคก้าพบว่าตัวเองอุ้มท้องของบราวน์หลังจากนั้นไม่นาน เธอติดต่อกับทริชาเพื่อขอคำปรึกษาจนทริชาหาทางพาเบคก้ามาที่ศูนย์แพทย์จนได้ เมื่อบราวน์รู้ว่าเบคก้าอุ้มลูกของเขาอยู่ เขาก็รีบมาหาเธอเพื่อที่จะพบว่าเบคก้าไม่ต้องการอีกแล้ว บราวน์จึงต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ตัวเองและเอาชนะใจของเบคก้าให้ได้

เบคก้าพบว่าอดีตสามีของเธอตามหลอกหลอนเธอ เธอคิดว่าบราวน์ยอมอยู่กับเธอเพราะลูกในท้อง เพราะบราวน์ได้บอกเบคก้าตั้งแต่ทีแรกว่าเขาจะไม่ครองคู่กับมนุษย์เป็นอันขาด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้นอกจากบราวน์จำใจยอมอยู่กับเธอเท่านั้น

บราวน์ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไงถึงจะทำให้เบคก้ายอมเชื่อว่าเขาต้องการเธอจริงๆ จนกระทั่งทั้งคู่ได้เปิดใจคุยกันและได้รู้ปัญหาของกันและกัน เบคก้าจึงรู้ว่าบราวน์ไม่เคยเป็นเหมือนกับอดีตสามีของเธอ และนิวสปีชีส์จะไม่มีวันทอดทิ้งคู่ของตัวเองเป็นอันขาด

..................................................................

เนื้อเรื่องคือกรี๊ดดดดดดดอีกแล้ว ซีรีส์ชุดนี้มันเด็ดตรงพระเอกแต่ละคนนี่แหละ อ่านไปนี่น้ำลายจะไหลกับลักษณะรูปร่างและนิสัย possessive แต่สำหรับ Brawn มันเจ๋งตรงที่ว่าเนื้อเรื่องมันมีความสมเหตุสมผลมากขึ้นและไม่มีการเร่งเนื้อเรื่องตรงไหนให้ไปไวเกินความจำเป็น ช่วงแรกก็พีค กลางๆก็สนุก หลังๆก็หวานมากกกกกก

หนังสือชุด New Species ไม่ใช่หนังสือที่ดีเลิศหรือ Masterpiece อะไรนะ แต่เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือชุดนี้จริงๆ เราชอบตอนที่บราวน์คุกเข่าขอร้องไม่ให้เบคก้าทิ้งเขาไป เรานี่สงสารมากๆ คืออารมณ์ของตัวละครมันชัดเจนและรุนแรงมากพอที่จะทำให้เรารู้สึกอินตามไปด้วยได้สบายๆเลย

ชอบอีกแล้วเล่มนี้ ... ติดตรงที่ว่านางเอกคิดเยอะไปหน่อย ไม่งั้นให้ห้าดาวไปแล้ว

คะแนน 9/10

Nov 8, 2014

พรานสาวอเมซอน - No Mercy (Were-Hunter #5)


ชื่อเรื่อง พรานราตรี ตอน พรานสาวอเมซอน
จากเรื่อง No Mercy
ผู้แต่ง เชอริลีน แคนยอน
โรมานซ์ เหนือจริง
ผู้แปล จิตอุษา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

ยามอยู่ให้แกร่ง ยามสู้ให้หนัก และถ้าคุณต้องตาย ก็จงพาศัตรูของคุณตายตกไปด้วยให้มากที่สุด นี่คือคติพจน์ในการดำรงชีวิตของชาวอะเมซอน และเป็นหนึ่งในสิ่งที่ซาเมียมีชีวิตอยู่และตายเพื่อมัน บัดนี้เมื่อต้องมาอยู่ในนิวออร์ลีนส์ นักรบสาวชาวอะเมซอนผู้เป็นอมตะก็ตระหนักว่าความชั่วร้ายชนิดเลวร้ายที่สุดที่หล่อนเคยพบเจอ กำลังจะมุ่งมาล้างผลาญมนุษยชาติ
เดฟ เพลเทียร์ มนุษย์กลายร่างเผ่าพันธุ์หมี ได้ยืนยามรักษาความปลอดภัยหน้าบาร์แซงชัวรีย์มาเกือบสองร้อยปี และเขาคิดว่าตลอดช่วงเวลาเหล่านั้นเขาได้เห็นอะไรต่อมิอะไรมาหมดแล้ว ทว่าบัดนี้ศัตรูของพวกเขาได้ค้นพบแหล่งพลังอำนาจแห่งใหม่
เมื่อสงครามอุบัติขึ้น เดฟกับแซมแทบไม่มีทางสู้เลย แต่เพื่อให้ได้ชัยชนะ สองหนุ่มสาวจะต้องแหกกฎเกณฑ์ทั้งปวง พร้อมกับภาวนาไม่ให้มันทำลายจักรวาลที่เราดำรงอยู่นี้...

REVIEW

แซมได้พบกับเดฟ ทั้งคู่ถูกตาต้องใจกัน เพียงแต่แซมไม่สามารถที่ไว้ใจในสัมผัสของใครได้เพราะหล่อนมีพลังที่จะรับเอาความรู้สึกของคนที่แตะต้องทั้งหมดออกมา แต่เมื่อเดฟเป็นข้อยกเว้นสำหรับแซม ทั้งคู่จึงสามารถมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันได้ เมื่อแซมตกเป็นเป้าหมายของสไตรเกอร์ในการใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแก้แค้นอพอลโล เดฟจึงต้องออกโรงปกป้องเธอ จนกระทั่งธอร์นมาพาตัวแซมไป เพราะว่าเธอจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา เดฟจึงได้รับภารกิจเอาของวิเศษชิ้นหนึ่งเพื่อแลกกับอิสรภาพของแซม

ทั้งเดฟ แซมต้องร่วมมือกับแฟ็งและเหล่าดาร์ค-ฮันเตอร์เพื่อเอาของสำคัญที่ธอร์นมอบหมายให้ไปเอา เมื่อพวกทำภารกิจสำเร็จ แซมก็ได้รับอิสระพร้อมกับตระหนักความจริงที่ว่าเธอไม่สามารถที่จะอยู่กับเดฟได้เพราะเธอจะทำให้เขาตายไม่ต่างจากสามีและลูกๆของเธอในอดีตกาล

สัญลักษณ์ของเนื้อคู่ปรากฏที่ฝ่ามือของแซมและเดฟ แต่ถึงกระนั้นเดฟก็ถูกสไตรเกอร์จับตัวไปเพื่อใช้ต่อรองกับแซมในการใช้พลังของหล่อนเผยจุดอ่อนถึงตายของอพอลโล แต่สิ่งที่แซมเห็นนั้น ... จุดอ่อนที่แท้จริงของอพอลโลคือตัวสไตรเกอร์นั่นเอง และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่สไตรเกอร์จะทำลายพ่อของเขาได้

แซมและเดฟครองคู่กันในท้ายที่สุด โดยที่แซมยังคงเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ของเธอเอาไว้เพื่อที่เดฟจะไม่ต้องสิ้นอายุขัยของเขา นิคมอบของขวัญที่ทั้งคู่ต่างไม่คาดหวังว่าจะได้รับมาก่อน นั่นก็คือการปลดปล่อยดวงวิญญาณของแซมจากอาร์ทิมิสให้เป็นอิสระ

.............................................

บรรยากาศของดาร์คฮันเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ในเล่มแรกๆหายไปเกลี้ยงเลยสำหรับเล่มนี้ :( เชอร์ริลีนเธอเลือกที่จะขยายโลกในนิยายของเธอให้ใหญ่ขึ้น แต่เธอไม่สามารถที่จะควบคุมเนื้อเรื่องให้จำกัดอยู่ในกรอบที่จะไม่ทำให้เรามองว่ามันชักจะออกทะเลไปกันใหญ่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องของสไตรเกอร์ที่เราว่าชักน่าเบื่อไปหน่อย กับ conflict ซ้ำๆเดิมๆที่เอามาเขียนวนไปวนมาไม่จบไม่สิ้น นอกจากสไตรเกอร์หาทางแก้แค้นอพอลโลและสุดท้ายก็ต้องเฟลทุกที คือเราคิดว่าปมที่ทิ้งไว้ในดรีมฮันเตอร์เล่มที่แล้วมันน่าสนใจมากๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกลับมาเล่นที่ปมเดิมอีก ?

การขยี้ปมของนางเอกก็ซ้ำซากน่าเบื่อไปหน่อย รู้ทั้งรู้ว่าแซมมีปมเรื่องที่เธอเห็นสามีของเธอถูกฆ่า เมื่อเธอรักกับเดฟ เธอก็เริ่มที่จะห่วงที่เดฟจะเดินรอยตามสามีของเธอ ซึ่งจุดนี้เรารับได้นะและก็เห็นใจตัวละครพอสมควร แต่เราไม่เข้าใจว่าทำไมต้องย้ำนักย้ำหนาว่าเธอจะอยู่กับเดฟไม่ได้! เดฟจะต้องลงเอยแบบสามีเก่าของเธอแน่! เจอหนักๆเข้ามันก็เซ็งอีกเช่นเดียวกัน มันทำให้ความรักอันยิ่งใหญ่ของตัวละครดูด้อยค่าไปเลยเพราะความซ้ำซากจำเจของ POV ตัวละครนี่แหละ

จุดที่เราขอชื่นชมก็คือ ... บทสนทนาของเดฟที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมุกตลกๆ ทำให้เราเผลอยิ้มออกมาเป็นบางครั้ง นอกจากนั้นแล้วเรายังชอบช่วงการผจญภัยแอ็คชั่นที่เพิ่มรสชาติให้กับหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี ตอนท้ายนิคพระเอกมากกกกกก ...

คะแนน 6.5/10

Nov 7, 2014

เงาพระจันทร์ - Bad Moon Rising (Were-Hunter #4)


ชื่อเรื่อง พรานราตรี ตอน ใต้เงาพระจันทร์
จากเรื่อง Bad Moon Rising
ผู้แต่ง เชอริลีน แคนยอน
โรมานซ์ เหนือจริง
ผู้แปล จิตอุษา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

แฟ็ง แคตตาลาคิสไม่ได้เป็นแค่สุนัขป่าธรรมดา เขาเป็นน้องชายของสมาชิกที่ทรงอำนาจที่สุดของสภาโอเมเกรียน ซึ่งเป็นสภาที่ออกกฏต่างๆเพื่อใช้ควบคุมเหล่าเวอร์-ฮันเตอร์ทั้งมวล แต่เมื่อสงครามระเบิดขึ้นระหว่างพวกไลแคนโทรพ การเลือกข้างจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเอมี่ ผู้หญิงที่แฟ็งรัก ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อผู้คนของหล่อน ความหวังเดียวของหล่อนก็คือ แฟ็งต้องเชื่อในตัวหล่อน และเพื่อเป็นการปกป้องหล่อน แฟ็งจึงต้องละเมิดกฏของเผ่าพันธุ์เขา และทำให้ความศรัทธาของพี่น้องต้องคลอนแคลน ความผิดนั้นสามารถก่อให้เกิดจุดจบแห่งเผ่าพันธุ์ และเปลี่ยนโลกของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
สงครามดำเนินไปไม่หยุดยั้ง เวลาของพวกเขากำลังหมดลงแล้ว...

REVIEW

แฟ็งเป็นพี่น้องกับเวน แคตตาลาคิส หน้าที่ของเขาคือปกป้องฝูงหมาป่าและคุ้มครองอันยา น้องสาวของเขาที่กำลังจะคลอดลูกและกำลังจะตายในไม่ช้า แฟ็งเสียใจเป็นอย่างมากเมื่อดีมอนตามมาสังหารน้องสาวของเขาถึงในถ้ำ ทำให้ทั้งเขาและเวนถูกพ่อแท้ๆของตัวเองลงโทษโดยการถูกจับไปแขวนรอให้เหล่าดีมอนมาฆ่า

แฟ็งไม่คิดมาก่อนเลยว่าการที่เขาได้รู้จักกันเอมี่จะทำให้ชีวิตของเขาพลิกตลบขนาดนี้ แต่เอมี่ก็ยังเป็นแสงสว่างในความมืดของเขา เมื่อแฟ็งติดอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยปีศาจมากมาย และหนทางเดียวที่เขาจะออกไปจากที่นี่ได้คือเอมี่ต้องฆ่าดีมอนที่สูบกินจากแฟ็งให้หมดเสียก่อน ระหว่างนั้นเขาก็รับข้อเสนอจากธอร์นว่าเขาจะรับหน้าที่เฮลล์เชสเซอร์ในการตามล่าพวกปีศาจที่หลุดไปยังโลกมนุษย์

แฟ็งถูกปีศาจเข้าสิงในระหว่างการต่อสู้ นั่นจึงทำให้เขาต้องควบคุมความกระหายเลือดในตัวเอง ประจวบเหมาะกับที่มีเวอร์-ฮันเตอร์ถูกฆ่าตายมากขึ้นเรื่อยๆ แฟ็งจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยทันที เมื่อซาวิทาร์สั่งให้แฟ็งมอบตัว แฟ็งก็ไปหาเอมี่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกตัดสินโทษประหาร โดยที่หารู้ไม่ว่าทั้งหมดเป็นแผนของซาวิทาร์กับธอร์นเพื่อกำจัดปีศาจในตัวของแฟ็งออกไป

บาร์แซงซัวรีย์ถูกถอนใบอนุญาติเมื่อมีเรื่องขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มเวอร์-ฮันเตอร์ด้วยกันเอง และเอมี่ก็ถูกขับไล่ออกจากสถานที่แห่งนั้น หล่อนมาอาศัยอยู่กับแฟ็งจนเมื่อหล่อนตระหนักได้ว่ามีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นที่บาร์แซงซัวรีย์ เอมี่จึงหายตัวไปสู่วงล้อมของการต่อสู้ที่พรากเอาลมหายใจพ่อแม่ของเธอไป สุดท้ายศัตรูที่อันตรายก็ถูกกำราบ และเอมี่กับแฟ็งก็ได้ครองคู่กันในที่สุด ...

............................................................

เราสนใจคู่ของแฟ็งกับเอมี่มาตั้งแต่เล่มของเวน จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าเรารออ่านเรื่องของคู่นี้ เมื่อมาอ่านจริงๆ เรากลับพบว่าเนื้อเรื่องลากยาวและกินเวลามากจนเกินไป เรียกได้ว่าเหตุการณ์เกิดก่อนช่วงที่เวนจะเจอกับไบรด์ดำเนินเรื่อยมาจนถึงดาร์ค-ฮันเตอร์เล่มปัจจุบัน แล้วยังมีการเล่าถึงเหตุการณ์ในเล่มก่อนๆหน้าซ้ำอีกรอบ ทำให้บางช่วงก็มีเบื่อๆบ้าง

คู่ของแฟ็งกับเอมี่ ตอนแรกต่างฝ่ายต่างหักห้ามใจกันเหลือเกิน คนอ่านก็หวังว่าทั้งคู่จะลงเอยกันเร็วๆ แต่ก็ให้คอยจนเหงือกแห้งเพราะกว่าจะลงเอยก็เกือบจะจบเล่มแล้ว นั่นทำให้เราต้องโฟกัสไปที่เนื้อเรื่องหลักแทน ซึ่งตอนแรกถึงกลางๆเรื่องเรียกได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียว เรารู้สึกว่าแนวทางในการผูกเรื่องเริ่มที่จะสะเปะสะปะหลังจากตอนที่แฟ็งฟื้นขึ้นมา แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไรถ้าเทียบกับบางเล่มก่อนหน้านี้ที่ออกทะเลไปเสียไกล

เป็นหนังสืออีกเล่มที่ความสัมพันธ์ของพระนางกุ๊กกิ๊กน่ารักดี แม้ว่าจะอืดไปบ้างก็ตาม ...

คะแนน 7.5/10

Nov 6, 2014

นักรบในฝัน - Dream Warrior (Dream-Hunter #4)


ชื่อเรื่อง พรานล่าฝัน ตอน นักรบในฝัน
จากเรื่อง Dream Warrior
ผู้แต่ง เชอริลีน แคนยอน
โรมานซ์ เหนือจริง
ผู้แปล จิตอุษา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

เครตัส บุตรแห่งการศึกสงครามและความเกลียดชัง เขาใช้เวลาชั่วนิรันดร์กาลต่อสู้เพื่อเทพเจ้าโบราณผู้ให้กำเนิดเขา เขาคือมรณกรรมของใครก็ตามที่อาจหาญมาขวางทาง จนกระทั่งเมื่อวันที่เขาวางอาวุธและเดินเข้าสู่การเนรเทศด้วยความเต็มใจ บัดนี้ ศัตรูเก่าแก่รายหนึ่งได้รับการปลดปล่อย และเขาผู้นั้นเลือกที่จะใช้ความฝันของมนุษย์เป็นสมรภูมิรบ ความหวังเดียวที่เรามีคือเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งสาบานว่าจะไม่มีวันลุกขึ้นสู้อีก
ในฐานะดรีม-ฮันเตอร์ เดลฟีนใช้เวลาชั่วนิรันดร์ในการปกป้องมนุษย์จากนักล่าชั่วร้าย ที่คอยทำลายพวกเขาในยามนิทรา แต่บัดนี้ พลพรรคของหล่อนแปรพักตร์ หญิงสาวรู้ว่าหากจะเอาตัวรอดให้ได้ ดรีม-ฮันเตอร์จำเป็นจะต้องมีผู้นำใหม่ ใครบางคนที่จะสามารถฝึกฝนพวกเขาให้รู้จักการต่อสู้กับศัตรูหน้าใหม่ เครตัสเป็นความหวังเดียวของหล่อน แต่หล่อนคือสิ่งเตือนใจอันขมขื่นของสาเหตุที่เขาเลือกที่จะยอมจำนน
เวลากำลังจะหมดลง และถ้าหล่อนเอาชนะใจเขาให้ยอมคล้อยตามไม่ได้ มนุษยชาติจะถูกเข่นฆ่าสังหาร และไม่ช้าไม่นาน โลกที่เรารู้จักก็จะไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไป...

REVIEW

เครตัสถูกซูสลงทัณฑ์ให้มาอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ บัดนี้เขามีนามว่าเจริโค ผู้ซึ่งโกรธแค้นเทพเจ้าทั้งปวงและไม่แยแสต่อสิ่งใดทั้งสิ้นรวมถึงโลกใบนี้ด้วย เมื่อเจริโคถูกชักนำให้เข้าร่วมต่อสู้กับอะซูร่าที่กำลังจะนำทัพเหล่าสโกตีเพื่อโค่นล้มโอลิมปัส จึงเป็นหน้าที่ของเดลฟีนที่ต้องชักนำให้เขามาเข้าร่วมกับฝ่ายโอเนอรอยของตน แต่ใครจะรู้ว่าทารกที่เป็นสาเหตุให้เครตัสถูกลงทัณฑ์จะในกาลก่อนจะเติบโตมาเป็นลูกครึ่งโอเนอรอยอย่างเดลฟีนไปเสียได้

เจริโคกับเดลฟีนต้องเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากแอชรอนเมื่อทั้งคู่ถูกกัลลูที่ส่งมาจากนัวร์ตามล่า และก็เป็นไปไม่ได้เลยที่แอชรอนจะใช้มาลาไคอย่างนิคทำให้ชนะศึกในครั้งนี้ เพราะสิ่งเดียวที่จะปราบนัวร์ได้ก็คือเดอะเซฟิรอธองค์สุดท้ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของราชินีแห่งดีมอน เจริโคเดินทางไปหาซูสเพื่อขอร้องให้เทพเจ้าปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกแก่เหล่าโอเนอรอยเพื่อย้ายพวกเขามาเป็นฝ่ายตน โดยแลกกับอิสรภาพของเจริโคเองที่จะต้องเป็นทาสของซูสไปตลอดชีวิตที่เหลือ

เจริโคปลดปล่อยจาเรดให้เป็นอิสระ และเขาก็ทำให้โอเนอรอยและสโกตีเข้ามาร่วมกับฝ่ายตนได้สำเร็จ นอกจากนั้นแล้วเทพโอลิมปัสบางส่วนยังร่วมมือกับเขาในศึกที่กำลังจะมาถึง และเจริโคได้ทำลายคำสัญญาแก่ซูสและแสดงให้เขาเห็นว่าพวกที่เหลือทั้งหมดจะไม่มีวันตกอยู่ในอาณัติของซูสอีกแล้ว ดังนั้นเจริโคจึงเดินหน้ากองทัพใหม่เพื่อต่อกรกับนัวร์ในศึกที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ...

..................................................................

เล่มนี้เรียกได้ว่าเป็นการเปิดเรื่องใหม่ของหนังสือชุดนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเรื่องราวระหว่างดาร์ค-ฮันเตอร์กับดีมอนดูเหมือนจะเคลียร์ไปในเล่มของสไตรเกอร์แล้ว ดังนั้นเชอร์ริลีนจึงสร้างปมขัดแย้งขึ้นมาใหม่ คราวนี้คือศึกสงครามที่จะสะท้านสะเทือนถึงโอลิมปัสกันเลยทีเดียว

ด้วยความที่เราจำรายละเอียดเนื้อเรื่องได้ไม่หมดเท่าไร เลยรู้ว่าแค่ว่านัวร์เนี่ย มีความเกี่ยวข้องกับมาลาไคอย่างนิค เขาต้องการโค่นล้มโอลิมปัส จึงใช้เหล่าโอเนอรอยและสโกตีเป็นเครื่องมือ ดังนั้นเครตัสหรือเจริโคจึงต้องรวบรวมสมัครกำลังพรรคพวกเพื่อป้องกันไม่ให้นัวร์ทำลายล้างเหล่าเทพเจ้าและโลกใบนี้ได้สำเร็จ

คือรายละเอียดของเล่มนี้มันเยอะมากจริงๆ แต่เนื้อเรื่องก็สนุกมากกกกก เราโฟกัสไปที่คู่พระนางเป็นหลักซึ่งเป็นคู่ที่น่าสนใจมากๆคู่หนึ่ง และความรักของทั้งคู่ก็เข้มข้นและน่าติดตามมาก ถ้าคิดถึงในแง่พรานราตรี/พรานล่าฝันเล่มหลังๆที่เนื้อเรื่องแทบจะไม่ดึงดูดน่าสนใจสักเท่าไร ถือว่าเล่มนี้ทำได้ดีทีเดียว เพราะความสนุกแทบจะเทียบได้กับเล่มแรกๆของชุดพรานราตรีเลยด้วยซ้ำ

เล่มนี้มีซาเร็คกับบ็อบลูกของซาเร็คมาให้หายคิดถึงกันด้วยแหละคนผู้ชมมมม แล้วก็ตัวละครเล่มเก่าๆมากันเพียบเลย ดีใจที่เชอร์ริลีนทำให้เราสนใจที่จะติดตามซีรีย์ชุดนี้ของเธอได้อีกครั้ง หลังจากรู้สึกเบื่อๆในช่วงเล่มหลังๆ(ยกเว้นเล่มของแอช)

คะแนน 9/10

วีรบุรุษจันทรา - Dead After Dark (Were-Hunter #3.5 , Black Dagger Brotherhood #6.6)


ชื่อเรื่อง วีรบุรุษจันทรา
จากเรื่อง Dead After Dark
ผู้แต่ง เชอริลีน แคนยอน
โรมานซ์ เหนือจริง
ผู้แปล จิตอุษา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

วีรบุรุษจันทรา - Sherrilyn Kenyon

แองเจเลียต้องต่อสู้เพื่อความแข็งแกร่งมาทั้งชีวิต บัดนี้เมื่อเผ่าตกอยู่ในอันตราย หล่อนจึงต้องปกป้องผู้คนของหล่อนจากฟิวรี่และฝูงสุนัขป่าของเขา เมื่อปฏิญาณว่าจะต้องทวงความยุติธรรมจากเขาให้ได้ แองเจเลียจึงออกลุยเดี่ยว... จนกระทั่งผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า และหนทางเดียวที่หล่อนจะรอดได้คือ ต้องไว้วางใจสุนัขป่าหนุ่มตัวร้ายที่หล่อนสาบานว่าจะฆ่าให้จงได้...


ทายาทแวมไพร์ - J. R. Ward

แคลร์ สเตราจ์ตัน ทนายความคนสวยนิยมใช้ชีวิตยามค่ำคืนกับงานการด้านกฎหมาย มากกว่ากับหนุ่มในฝัน แต่แล้วการพบปะลูกค้าของหล่อนกลับกลายเป็นเรื่องอันตราย ...และแสนเย้ายวน... เมื่อหล่อนต้องตกเป็นเชลยของหนุ่มรูปงามผู้มีความกระหายหิวที่ไม่เหมือนมนุษย์...

REVIEW

วีรบุรุษจันทรา Shadow of the Moon - Sherrilyn Kenyon ( 7 คะแนน )

ฟิวรี่เคยถูกแองเจเลียทรยศหักหลังเขามาก่อน เขาไม่เคยคิดว่าการเจอหน้ากันครั้งนี้คือหนทางที่ทำให้เขาตกอยู่ในอุ้งมือของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้แองเจเลียเลือกทางเดินที่ถูกต้องคือปลดปล่อยฟิวรี่ให้เป็นอิสระจากการถูกทรมานและเธอได้หารู้ไม่ว่า เธอกำลังจะกลายเป็นนักโทษของเขาในไม่ช้า

ด้วยความที่แองเจเลียคืออาร์เคเดียน ดังนั้นหล่อนจึงคิดว่าฟิวรี่เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายต่ำทรามเหมือนสัตว์ เมื่อทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง แองเจเลียก็ค่อยๆเรียนรู้ว่าบางทีเหล่าคาตากาเรียก็ไม่ได้แสดงสัญชาตญาณดิบออกมาแบบที่หล่อนเคยคิดเอาไว้ แถมตอนนี้แองเจเลียยังอยู่ในช่วงฤดูเป็นสัด นั่นทำให้ตัวเลือกเดียวของหล่อนคือฟิวรี่ ใครจะรู้ว่าสัญลักษณ์ของเนื้อคู่จะปรากฏที่ฝ่ามือของคนทั้งสองหลังจากนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงมีทางเลือกเดียวก็คือต้องยอมรับกันและกันก่อนที่เวลาสามอาทิตย์นั้นจะหมดไป

แองเจเลียถูกผลการกระทำของเธอย้อนมาเล่นงานเมื่อเธอจู่โจมสิงโตตัวหนึ่ง ทำให้เขาจะไม่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้อีกเลย ดังนั้นแองเจเลียจึงตกเป็นเป้าหมายของสิงโตทั้งฝูงเพื่อที่จะล้างแค้น ฟิวรี่จึงยอมเสียสละและมอบตัวว่าเขาเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดแทนแองเจเลีย แต่ก่อนที่จะสายเกินไป ความจริงก็ถูกเปิดเผยว่าแท้จริงแล้วแดร์พี่น้องของเขาเป็นคนทำนั่นเอง ดังนั้นฟิวรี่จึงได้กลับมาครองคู่กับแองเจเลียในท้ายสุด

ทายาทแวมไพร์ The Story of Son - J. R. Ward ( 10 คะแนน )

แคลร์ ทนายความสาวตกกระไดพลอยโจนเมื่อหล่อนถูกลูกค้ารายหนึ่งโยนเข้าไปในห้องขังอันมืดมิด ภายในนั้นเธอก็ได้พบกับไมเคิล ชายหนุ่มรูปงามเท่าที่เธอเคยเจอมา แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความจริงที่ว่าเขาเป็นแวมไพร์ และจุดประสงค์เดียวที่หล่อนมาอยู่ที่นี่คือเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้เขาได้ดื่มกิน

ไมเคิลทะนุถถนอมแคลร์ และนั่นก่อให้เกิดความรู้สึกลึกลับซับซ้อนขึ้นระหว่างทั้งคู่ แคลร์สัญญาว่าจะพาไมเคิลหนีออกมาจากที่คุมขัง เธอสอนให้เขารู้จักกับอารมณ์พิศวาสว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเช่นไร ก่อนที่ไมเคิลจะตลบหลังเธอและสะกดจิตให้แคลร์ลืมเรื่องทั้งหมดของเขา

แคลร์กลับไปยังคฤหาสน์ที่คุมขังไมเคิลเอาไว้ด้วยความทรงจำอันว่างเปล่า ทันทีที่เธอลงไปชั้นใต้ดิน สัญชาตญาณเธอสั่งให้เธอเปิดประตูบานนั้น แคลร์ได้พบหน้าไมเคิลอีกครั้ง ความทรงจำที่หายไปถาโถมหาเธอ จนกระทั่งแคลร์จำไมเคิลได้อีกครั้ง ดังนั้นเธอจึงพาเขาหนีออกมาและมอบชีวิตใหม่พร้อมกับลูกน้อยในครรภ์ให้แก่เขา

.......................................................................

ด้วยความที่เรากระโดดข้ามไปอ่านเรื่อง The Story of Son ของ J.R.Ward ก่อน พอย้อนกลับมาอ่าน Shadow of the Moon ของ Sherrilyn กลายเป็นว่าเรื่องของเชอร์ริลีนด้อยกว่าไปเลย และเมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องสั้นทั้งคู่ทำให้เราต้องทำใจไว้ก่อนว่า การแก้ไขปัญหาต้องง่ายและไม่ซับซ้อนเพื่อประหยัดเนื้อที่ในการเขียนอย่างแน่นอน

แต่เมื่อนำเรื่องของนักเขียนทั้งสองคนมาเทียบกันจริงๆ เห็นได้ชัดเลยว่า The Story of Son ทำได้ดีกว่า ทั้งในด้านการใช้พื้นที่ไม่กี่ร้อยหน้าในการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ละเมียดละไมและมีจุดให้ติน้อยกว่า Shadow of the Moon ที่ผูกปมความรู้สึกของตัวละครมาซะอย่างที แต่การจัดการปัญหาของพระนางกลับง่ายและดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร แต่ก็เอาเป็นว่าเราก็พยายามมองข้ามๆไปละกัน เพราะเล่มนี้ก็เป็นรวมเรื่องสั้น จะให้ไปเทียบกับเวอร์-ฮันเตอร์เล่มหลักแล้วหวังว่าจะสนุกเหมือนกันก็ใช่เรื่องเนอะ ^^

เราอ่านแค่ 2 เรื่องนะสำหรับเล่มนี้ ของ Sherrilyn กับ J.R.Ward เท่านั้น ส่วนนักเขียนอีกสองคนเราไม่รู้จัก ก็ว่ารอว่างๆและถ้าไม่ลืมจะหยิบมาที่เหลือ สรุปว่าอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อะไรมากกว่าที่เราคิดมากๆโดยเฉพาะเรื่องของ J.R.Ward ที่แหละอ่านเรื่องที่ทำให้เราประทับใจสุดๆ ถ้าเทียบกับสไตล์พระเอกชุด BDB ที่ J.R.Ward สร้างขึ้นมา ถือว่าไมเคิลนี่ฉีกแนวบุคลิกของพระเอกทั้งหมดทั้งมวลไปเลยนะ ส่วนมากพระเอกชุด BDB จะออกแนวห่ามๆเถื่อนๆทั้งนั้น แต่พระเอกเล่มนี้กลับอ่อนโยนน่าปกป้องมากๆ อ่านแล้วถูกใจสุดๆ >.<

คะแนน 8.5/10