Showing posts with label Enter. Show all posts
Showing posts with label Enter. Show all posts

Jun 26, 2015

The Serpent's Shadow (The Kane Chronicles #3)


ชื่อเรื่อง ล่าเงาพญางู (The Serpent's Shadow)
จากชุด เดอะเคนโครนิเคิลส์ (The Kane Chronicles)
ผู้แต่ง Rick Riordan
วรรณเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์บุ๊คส์

เรื่องย่อ

พญางูฟื้นตื่นแล้ว เวลานี้มันเหลือเพียงรอเวลาพลางสั่งสมพลัง โลกเริ่มนับถอยหลังสู่การล่มสลาย ต่อให้สุริยะเทพราจะคืนบัลลังก์ หากก็เป็นเพียงตาแก่หลงๆ ลืมๆ ความหวังว่าจะได้ผู้นำทัพเทพอันเกรียงไกรพลันมลาย หรือนี่... คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดของสองพี่น้อง ทุกชีวิตกำลังจะสิ้นสูญเพราะพวกเขา

เพื่อแก้ไขเรื่องทั้งหมด คาร์เตอร์กับเซดี้จึงใช้ทุกอย่างที่มี ทำทุกสิ่งที่ทำได้ ซึ่งก็คิดออกเพียงแผนที่ไม่เข้าท่าและไม่มีหวังว่าจะรอด คือพวกเขาต้องแทรกแซงพิธีการในโถงแห่งการตัดสินเพื่อช่วยดวงวิญญาณของผู้ใช้เวทที่ชั่วร้ายที่สุด เจ้าเล่ห์ที่สุด หากก็รอบรู้ที่สุดด้วย เพราะมีเพียงเขาที่รู้เวทโบราณซึ่งใช้สะกดอโพฟิส แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้นได้ ทั้งสองต้องไม่ถูกอีกฝ่ายแทงข้างหลังซะก่อนน่ะนะ

แม้โลกใกล้จะจมลงสู่มหาสมุทรแห่งความโกลาหล ทว่าปัญหาหัวใจก็ยิ่งใหญ่และหนาหนักไม่แพ้กัน คาร์เตอร์ที่แอบรักสาวเจ้าเค้าข้างเดียว ส่วนเซดี้ก็ไม่รู้จะเลือกใคร ระหว่างหนุ่มสุดฮอตแต่ใกล้ตาย กับเทพแห่งความตายที่จับต้องไม่ได้ในความเป็นจริง

REVIEW

เมื่อคัมภีร์ที่จะใช้ปราบอโพฟิสถูกทำลายลง และวันที่พญางูจะกลืนกินโลกได้ใกล้เข้ามา หนทางเดียวที่คาร์เตอร์และเซดี้มีอยู่คือการทำลายเงาของพญางู แต่นั่นอาจจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกเขา การที่จะตามหาข้อความในคัมภีร์ที่ถูกทำลายไปแล้วคือการไปพบกับผู้วายชนม์อย่างเซตเน่ ผู้ที่เป็นคนร่างคัมภีร์นั้นขึ้นมาในโถงแห่งการตัดสินที่โอซิริสประทับอยู่ ซึ่งก็คือพ่อของคาร์เตอร์และเซดี้นั่นเอง เมื่อพวกเขาได้ตัวเซตเน่และออกตามหาคัมภีร์แห่งธอธเพื่อร่ายคาถาลบเลือนเงา เซดี้และวอลต์ก็เดินทางไปเอาเงาของเบสกลับมาเพื่อคืนชีวิตให้กับมิตรของพวกเขาเช่นเดียวกัน

การเดินทางเพื่อตามหาเงาของอโพฟิสนำทางให้คาร์เตอร์และเซียมายังแดนแห่งปีศาจ ส่วนเซดี้กับวอลต์ก็ช่วยเบสได้สำเร็จแต่ต้องแลกกับการที่วอลต์ใช้พลังจนตัวตาย โชคดีที่อะนูบิสและวอลต์ได้วางแผนโดยที่ไม่มีเวลาบอกเซดี้มาก่อนหน้าแล้ว และนั่นทำให้วอลต์และอะนูบิสรวมร่างเข้าด้วยกันหลังจากนั้นสำเร็จ เมื่อเซดี้และคาร์เตอร์ตามหาเงาของอโพฟิสจนเจอ ก็ถึงเวลาที่พญางูเปิดศึกเพื่อทำลายล้างโลก คาร์เตอร์และเซดี้จึงต้องร่ายมนตร์ต่อหน้าพญางู เมื่อทั้งคู่ทำได้สำเร็จ...อโพฟิสได้กล่าวไว้ว่า เมื่อความโกลาหลหายไป เหล่าเทพก็จะหายไปเช่นเดียวกัน...

คาร์เตอร์และเซดี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเพื่อนเก่าอย่างเบสและบาสต์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะเดินทางกลับ ฮอรัสได้ขึ้นครองบัลลังก์เหมือนกับคาร์เตอร์ที่ได้ครองบัลลังก์ฟาโรห์เช่นเดียวกัน เมื่อเซดี้กลับบ้าน...เธอจึงได้พบกัลวอลต์และอะนูบิสอีกครั้ง 

............................................................

อ่านจบทั้งสามเล่มแล้วในหัวเรามีแต่ภาพหุ่น Transformer พระเอกเข้าไปฟิวชั่นกับบัมเบิ้ลบีไรงี้ คือระหว่างเคนกับเพอร์ซีย์จะมีจุดที่ค่อนข้างต่างกันชัดเจนคือเคนจะให้เทพเจ้ามาสิ่งร่าง ถ้าไม่ใช่พลังจากเทพเจ้า จะให้อารมณ์การวาดรูนเหมือนตัวละครใน The Mortal Instruments เลย ส่วนเพอร์ซีย์จะได้รับพลังมาจากเทพเจ้า สิ่งที่เราแอบขัดใจเล็กๆคือความบังเอิญในเนื้อเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะบังเอิญเกินไปหลายครั้งจนน่าหมั่นไส้ 555 แบบกำลังเข้าตาจน ความช่วยเหลือจะมาพอดี พยายามคิดอยู่เสมอว่านี่เป็นหนังสือ Middle Grade อ่านแล้วเหมือนดูการ์ตูร ที่อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ขนาดออโรร่า(Sleeping Beauty)เจอเจ้าชาย 3 วิ ยังสามารถชวนกลับกระท่อมได้เลยเนอะ 555

The Serpent's Shadow  สนุกในระดับหนึ่ง การดำเนินเรื่องให้โทนคล้ายๆกับเล่มที่ 2 ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนเล่มแรก ซึ่งนี่เป็นตอนจบแล้ว... เรื่องที่ชอบมากที่สุดในเล่มนี้ก็คงเป็นประเด็นระหว่างวอลต์และอะนูบิส ที่ให้อารมณ์คล้ายๆ(ย้ำว่าแค่คล้าย)กับ Clockwork Princess เสียดายที่นิยายของริคไม่ได้เน้นโรมานซ์เลย อย่างมากก็เขียนคำว่า 'จูบ' แล้วก็ไปบรรยายอย่างอื่นแล้ว เราเลยรู้สึกว่าลำดับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไม่ใช่สิ่งที่น่าโฟกัสสักเท่าไร

ที่น่าเสียดายคือเล่มจบไม่ได้ทำให้เราประทับใจมากมายอะไร ถือว่าอ่านเพลินๆฆ่าเวลาได้ แต่ไม่ได้อยู่ในลิสต์นิยายที่เราโปรดปรานแน่ๆ เนื้อเรื่องยังไม่แน่นพอ ตัวเอกเสียท่าไปกับกลอุบายงี่เง่าของผู้ร้ายบ่อยเกินไป กว่าจะรู้ทันก็ตอนมีดมาจ่ออยู่ที่คอหอยแล้ว อีกเรื่องนึงคือผู้แต่งพยายามจะทำให้หนังสือดูตลก แต่เราก็ไม่ค่อยจะขำ บางทีอ่านผ่านมุกตลกไปสองย่อหน้าเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองควรจะขำตั้งแต่ย่อหน้าที่แล้ว งั้นก็ขอหัวเราะย้อนหลังละกันได้มั้ย ฮ่าๆ โดยรวมทั้งสามเล่มดูเหมือนจะจืดไปหน่อย แต่ก็อ่านได้เรื่อยๆนะ...

คะแนน 7/10

Jun 25, 2015

The Throne of Fire (The Kane Chronicles #2)


ชื่อเรื่อง บัลลังก์แห่งไฟ (The Throne of Fire)
จากชุด เดอะเคนโครนิเคิลส์ (The Kane Chronicles)
ผู้แต่ง Rick Riordan
วรรณเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์บุ๊คส์

เรื่องย่อ

สมดุลของโลกกำลังปั่นป่วนเพราะการตื่นของอโพฟิส บัดนี้คุกที่คุมขังมันไว้ในดูอาตอ่อนกำลัง อีกไม่นานพญางูจะแหกคุกออกมาสำเร็จ แล้วโลกก็จะถึงกาลวิบัติ

คาร์เตอร์และเซดี้จึงเร่งฟื้นฟูวิถีโบราณ ผู้ใช้เวทกับเทพจะต้องร่วมมือกันถึงจะกำราบความโกลาหลลงได้ หากนั่นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะศัตรูยิ่งใหญ่เกินไป ทั้งสองจึงต้องพึ่งพาสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอกัน นั่นคือ รา... ผู้เป็นราชาแห่งเทพเทพีทั้งปวง

สุริยเทพอำลาโลกและหลับใหลมานานนับสหัสวรรษ การจะปลุกเขาต้องตามหาคัมภีร์แห่งราทั้งสามส่วนมารวมเป็นหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าคนตระกูลเคนไม่เคยเจอเรื่องง่าย ไหนจะถูกขัดขวางจากสมุนของอโพฟิส ไหนจะอุปสรรคจากเทพเทพีที่ไม่ต้องการให้ราผู้ชรามาเป็นนายทัพ และไหนจะคนของเคหาสน์แห่งชีวิตที่ยังคงมองพวกเคนเป็นภัยที่ต้องปราบปราม

ในยามที่ความร่วมมือร่วมใจจำเป็นที่สุด แต่ทั้งมนุษย์และเทพกลับแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเอง ราวกับความโกลาหลได้แทรกซึมเข้าสู่วิญญาณ ไม่เว้นแม้แต่สองพี่น้องสายเลือดเคนซึ่งต่างคนต่างมีความในใจ ทำให้ช่องว่างระหว่างกันขยายตัว...

REVIEW

คาร์เตอร์และเซดี้ได้รับภารกิจให้ตามหาคัมภีร์ทั้งสามส่วนที่จะปลุกเทพราแห่งดวงอาทิตย์ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับการผงาดของอโพฟิส พญางูแห่งความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า โดยการตามหาคัมภีร์ส่วนแรกนั้นได้มาไม่ง่ายนัก และอีกส่วน...คาร์เตอร์และเซดี้ต้องเดินเข้าไปในรังของศัตรูเพื่อขโมยคัมภีร์ออกมา และต้องต่อสู้กับวลาดิเมียร์ คนของเคหาสน์ที่ทรยศและต้องการที่ปลุกอโพฟิส คาร์เตอร์กับเซดี้ได้พบกับเซตอีกครั้ง เทพเจ้าให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาโดยการบอกที่ซ่อนคัมภีร์ชิ้นสุดท้ายแก่เซดี้เพื่อที่พวกเขาจะปลุกเทพราได้สำเร็จ

รานั้นถูกบังคับให้สละบัลลังก์ให้แก่โอซิสที่ใช่เล่ห์กลหลอกล่อให้ราบอกนามลับให้แก่หล่อน โอซิสนั้นได้มอบบัลลังก์ให้แก่โอซิริส สามีของนางและได้รู้ว่ารัชสมัยของตนนั้นไม่ได้รุ่งเรืองยืนนาน เทพราโกรธเคืองมากที่โดนหลอก เขาหนีไปพักและไม่ปรากฏตัวอีกเลยนับจากนั้น ส่งผลให้ความสมดุลระหว่างมาอัตและความโกลาหลใกล้จะพังทลายลงเต็มที

กลายเป็นว่าการปลุกราขึ้นมากลายเป็นแผนล้างแค้นของวลาดิเมียร์ หนึ่งในสมาชิกเคหาสน์แห่งชีวิตที่ชิงชังพี่น้องตระกูลเคนนักหนา คาร์เตอร์ต้องทนแรงยั่วเย้าของฮอรัสที่ให้ตนขึ้นครองบัลลังก์แห่งไฟด้วยกันกับเขา แต่นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ เมื่อสิทธิ์อันชอบธรรมเป็นของรา แต่เซดี้รวบรวมคัมภีร์มาครบสามส่วนได้สำเร็จ แผนการปลุกเทพราจึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป ทั้งสองคนต้องรวมทีมกับเบสเพื่อล่องเรือไปยังแม่น้ำในดูอาตโดยผ่านเรือนทั้งสิบสองและรับรามาเพื่อทำให้เขากลายเป็นเทพที่สมบูรณ์อีกครั้ง ระหว่างทางคาร์เตอร์และเซดี้ได้ต่อสู้กับวลาดิเมียร์ และอัคราจารย์เป็นคนโค่นล้มเขาได้สำเร็จ แต่ทุกคนรู้ดีว่า...นี่ไม่ใช่วิถีทางในกำจัดพญางูโดยแท้จริง เพราะอโพฟิสกำลังรอเวลาที่จะฟื้นคืนในไม่ช้า...

.....................................................................

ถ้าเปรียบเทียบเล่มที่แล้วเป็นระเบิดซีโฟร์ เล่มนี้ก็เป็นเพียงประทัดพวงเล็กๆ ส่งเสียงเป๊าะแป๊ะตลอดทั้งเล่ม คือไม่ใช่ว่าเนื้อเรื่องมันไม่ดีนะ แต่เรารู้สึกว่ามันดรอปลงจากเล่มที่แล้วจริงๆ โทนเรื่องที่เริ่มแผ่วลงตั้งแต่บทแรก น้ำหนักและจังหวะในการเล่าเรื่องเริ่มเบาลง(หรืออาจจะเป็นเพราะเราคุ้นเคยกับเนื้อเรื่องมากขึ้นก็เป็นไปได้) มีช่วงเดียวที่เรารู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้มากเหมือนเล่มที่แล้ว ก็คือตอนที่คาร์เตอร์กับเซดี้ล่องเรือผ่านแม่น้ำในดูอาตตอนท้ายเล่มนั่นแหละ

บอกเลยว่าเซงกับการตัดสินใจของทั้งคาร์เตอร์และเซดี้ในเล่มนี้มากๆ เพราะเห็นหลายคนบ่นกันว่าไม่ชอบคาร์เตอร์บ้างละ ไม่ชอบเซดี้บ้างละ เราก็พยายามจะทำใจเป็นกลาง เพื่อที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้สนุกและไม่เสียอรรถรส แต่มีอยู่หลายครั้งหลายหนที่คาร์เตอร์กับเซดี้เลือกทางเลือกที่ทำให้เราถอนหายใจออกมาด้วยความเซง อย่างเช่น...ตอนที่เซดี้จะกลับไปหาเพื่อนสาวของเธอตอนวันเกิด มันดูเอาแต่ใจแบบไร้เหตุผลมากเกินไป ถ้าคิดในแง่ที่ว่าเธอผ่านอะไรมามากมายในเล่มแรก เธอน่าจะโตขึ้นบ้างได้แล้ว น่าจะคิดอะไรได้ดีกว่านี้ด้วย และตอนที่คาร์เตอร์ทิ้งเซดี้ไว้ และไปตามหาเซีย(เด็กสาวที่เขาแอบชอบ) เรานี่ถึงกับอุทานออกมาว่า 'อะไรกันวะ ?' เหตุผลของนายงี่เง่ามากเลยคาร์เตอร์ ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะทำให้ตัวเองประสบผลสำเร็จในการที่จะทำสิ่งนั้นลงไปเลยนะ ... แต่ก็ตามประสานิยายของริคแหละ ตัวละครก็ต้อง โป๊ะเช๊ะ ! เจอแรร์ไอเท็ม(แบบบังเอิญ)เพื่อที่จะเอาไปโค่นบอสพอดีเลย

เมื่อเริ่มจับทางเนื้อเรื่องแล้ว ก็ทำให้ตื่นเต้นน้อยลงทุกทีๆ อ่านเล่มนี้แล้วบอกได้เลยว่า...ตอนเริ่มต้นมาแบบแผ่วๆฉันใด ตอนจบก็จากไปแบบแผ่วๆฉันนั้น... แผ่วเสมอต้นเสมอปลายดีจริงๆ 555

คะแนน 7/10

Jun 24, 2015

The Red Pyramid (The Kane Chronicles #1)


ชื่อเรื่อง พีระมิดสีเลือด (The Red Pyramid)
จากชุด เดอะเคนโครนิเคิลส์ (The Kane Chronicles)
ผู้แต่ง Rick Riordan
วรรณเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์บุ๊คส์

เรื่องย่อ

คาร์เตอร์มักสงสัยว่าทำไมเขาถึงมีชีวิตแบบเด็กทั่วไปที่มีทั้งบ้าน ทั้งเพื่อน ทั้งโรงเรียนไม่ได้ เพราะอะไรเขากับพ่อถึงต้องตะลอนไปทั่วโลกแบบนี้ แล้วเหตุใดพ่อถึงทำเหมือนกำลังหลบหนีใครอยู่ตลอดเวลา

ในวันพบปะครอบครัวประจำปี พวกเขามาหาเซดี้ที่อังกฤษเหมือนที่ผ่านมา ทว่ากิจกรรมวันพบญาติในปีนี้ดูจะพิเศษแตกต่างไป เมื่อพ่อของคาร์เตอร์กับเซดี้ตัดสินใจระเบิดหินโรเซตตาที่บริติชมิวเซียมแทนการนั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน และมันไม่ใช่การระเบิดธรรมดา เพราะเมื่อผู้ที่ทำมันคือสายเลือดตระกูลเคน นี่จึงเป็นพิธีกรรมอัญเชิญเทพเจ้า!

เด็กทั้งสองไม่รู้เลยว่าพ่อทำได้อย่างไร และทำไปทำไม รู้เพียงว่ามันต้องไม่อยู่ในแผนแน่ เพราะเทพที่มาคือเทพแห่งความโกลาหลผู้ชั่วร้าย และพ่อของพวกเขาก็ถูกสูบหายลงไปใต้ดิน

แม้ไม่ได้เป็นผู้ก่อเรื่องโดยตรง แต่สองพี่น้องก็ต้องรับผิดชอบเนื่องจากสายเลือดที่ไหลเวียนในร่าง และความลับซึ่งตกทอดกันมาในตระกูล ...เวทมนตร์โบราณ เทพเจ้าเก่าแก่ อสุรกาย หายนะภัยล้างโลก... ทั้งหมดนี้จะอยู่เหนือสามัญสำนึกเกินไปแล้ว!

REVIEW

คาร์เตอร์และเซดี้ต้องทนเห็นพ่อของตัวเองถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อหน้า หลังจากที่พ่อของคาร์เตอร์และเซดี้ได้ปลุกพลังและเรียกเทพเจ้าขึ้นมา โดยหนึ่งในนั้นคือเซตผู้ชั่วร้าย คาร์เตอร์และเซดี้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปยังบ้านของอาตัวเอง หลังจากนั้นสัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกๆก็บุกมาถึงบ้านพวกเขา คาร์เตอร์และเซดี้ได้หายตัวเพื่อหลบหนีปีศาจเหล่าได้ และได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นทายาทของฟาโรห์ที่สามารถอัญเชิญให้เทพเจ้ามาสถิตในร่างของตัวเองได้ โดยฮอรัสได้สิงในร่างของคาร์เตอร์ และไอซิสในร่างของเซดี้

พวกเขาต้องทำภารกิจต่างๆที่ได้รับมอบหมายจากธอธ หรือแม้กระทั่งอะนูบิสเพื่อเอาขนนกมา คาร์เตอร์และเซดี้เดินทางไปถึงฟินิกซ์เพื่อยับยั้งไม่ให่พีระมิดสีแดงของเซตสร้างเสร็จ ไม่งั้นความโกลาหลจะเกิดขึ้นและทำลายอเมริกาได้เลยทีเดียว คาร์เตอร์ใช้พลังของฮอรัสที่ประสานกับเขาในการต่อสู้กับเซต และเซดี้ก็รู้ถึงเจตจำนงของแม่เธอและมาช่วยคาร์เตอร์ขับไล่เซตกลับดูอาตไป แต่ก่อนที่จะทำสำเร็จ เธอได้เหลือบเห็นอโพฟิสหรือพญางูที่ได้ผงาดกลับมาอีกครั้งแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่กำจัดเซตแต่ใช้อำนาจในการขานชื่อที่เซดี้มีใช้บังคับให้เขายอมร่วมมือกับตน

...........................................................

เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกสะพรึงมาก ! สะพรึงในที่นี้มีหลายความหมาย...อย่างแรกก็คือ ครั้งแรกที่เราเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่กี่หน้า...เรารู้สึกทึ่งมาก ! ทึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ของริคที่เอาตำนานของอียิปต์ยัดใส่เข้าไปได้อย่างน่าสนใจ สะพรึงในอีกความหมายคือ...ชื่อเรียก คำเฉพาะ ที่อ่านยากและจำยากมาก บางคำนี่อ่านจบเล่มแล้วยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรเลย จำไม่ได้อ่ะ เยอะแยะมากมายไปหมด (แล้วก็ขี้เกียจพลิกกลับไปดูด้วย เหอๆ) สิ่งที่ทำเราสะพรึงอีกอย่างคือเนื้อเรื่องที่พลิกไปพลิกมาตลอด มองในแง่ดีก็คือ...มันทำให้คนอ่านอย่างเรารู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลาที่อ่าน แต่ถ้าคิดอีกแง่น่ะหรอ...มันก็ทำให้เรางงมาก(ก.ไก่ล้านตัว)เลยน่ะสิ ถ้าไม่จับสมาธิดีๆแล้วตั้งใจอ่าน คือจะต่อเนื้อเรื่องไม่ติด จำได้เป็นฉากๆแต่มองไม่เห็นภาพรวมทั้งหมดของหนังสือ

อย่างที่เราได้บอกไปว่าช่วงแรกของ The Red Pyramid น่าตื่นเต้นมากๆ แต่พอถึงตรงกลางเรื่องเรากลับรู้สึกเฉยชา ด้วยสไตล์การเขียนของริคที่นิยมผูกเนื้อเรื่องให้เป็นเควสต่อเควส คือให้ตัวละครทำเควสนี้เพื่อเก็บไอเท็มที่ใช้ในเควสต่อไปที่จะนำไปสู่การกำจัดบอสใหญ่ในเนื้อเรื่อง ซึ่งถ้าเป็นเกมส์มันจะสนุกมาก แต่เมื่อมาเป็นนิยาย...เราเลยรู้สึกว่าบางครั้งก็ทำให้โทนนิยายมันดูเรียบมากเกินไป แม้ว่าจะใส่สถานการณ์ที่ทำให้มันต่างกันก็ตาม แต่ความรู้สึกและอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมาจากหน้าหนังสือมันไม่ต่างไปด้วยเลยจริงๆ

แน่นอนว่า...คนอ่านหลายคนต้องอดเปรียบเทียบชุดนี้กับเพอร์ซีย์ไม่ได้ และด้วยความที่เราอ่านเพอร์ซีย์จบมาแล้วสองภาค (ซึ่งรู้สึกเอียนกับภาคสองมาก) เราเลยขอจัดอันดับความชอบตามนี้ Percy Jackson and the Olympians >  The Heroes of Olympus > The Kane Chronicles อนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลด้วยทั้งนั้น สาเหตุที่เราไม่ค่อยชอบ The Heroes of Olympus ก็เพราะตัวละครมากเกินไป ซึ่งตอนแรกดูน่าสนใจ แต่เล่มท้ายๆจะรู้สึกว่าการกระจายบทเริ่มสะเปะสะปะ และทำให้ความสำคัญของเนื้อเรื่องแต่ละช่วงถูกลดทอนลงด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน รวมถึงทำให้โฟกัสของคนอ่านไม่ได้อยู่ที่เรื่องๆเดียว แต่ต้องกระจายความสนใจเพื่อไตร่ตรองถึงเหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นด้วย

สรุปแล้ว ... นี่เป็นหนังสือที่ดูเหมือนจะอ่านง่าย แต่สำหรับเรา...อ่านยากนะ ชื่ออียิปต์อะไรก็จำไม่ค่อยจะได้ พอเล่าถึงเรื่องเทพเจ้าก็เลยมีงงๆเอ๋อๆไปเหมือนกัน

คะแนน 8/10

Nov 24, 2014

เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับบันทึกมนุษย์กึ่งเทพ - The Demigod Diaries


ชื่อเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับบันทึกมนุษย์กึ่งเทพ
จากเรื่อง The Demigod Diaries
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

จดหมายจากค่ายฮาล์ฟบลัด
โดย อาลักษณ์อาวุโส... Rick Riordan
จุดประสงค์คือเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับมนุษย์กึ่งเทพรุ่นเยาว์ทั้งหลาย
เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของรุ่นพี่
ทั้งลุค ธาเลีย เพอร์ซีย์ แอนนาเบ็ธ ลีโอ ไพเพอร์ เจสัน
และอีกหนึ่งมนุษย์กึ่งเทพ บุตรแห่งเฮคาที ผู้ซึ่งเลือกที่จะยืนอยู่คนละข้างกับชาวค่ายฮาล์ฟบลัด

เรื่องสั้นทั้งสี่ ได้แก่
บันทึกของลุค คาสเทลแลน
เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคทาแห่งเฮอร์มีส
ลีโอ วัลเดซ กับภารกิจเพื่อบูฟอร์ด
และบุตรแห่งเวท

REVIEW

อ่านเล่มนี้ถึงรู้ว่าที่จริงริค ไรออร์แดนได้ไอเดียในการเขียนเพอร์ซีย์ แจ็กสันมาจากลูกชายของเขาที่เป็นโรคดิสเลคเซียเหมือนกัน และเพอร์ซีย์ก็มีอายุเท่าลูกชายของเขาด้วย แถมยังเอาเรื่องสั้นที่ลูกชายแต่งมารวมเล่มกับงานเขียนตัวเอง ถือว่าริคเป็นคุณพ่อที่น่ารักและทุ่มเท่ให้กับครอบครัวตัวเองมากๆเลย

บันทึกของลุค คาสเทลแลน ★★★1/2
เป็นเรื่องของลุคและธาเลีย ก่อนที่ทั้งคู่จะเจอกับแอนนาเบ็ธ เราคิดว่าเรื่องสั้นเรื่องสามารถเติมเต็มเนื้อเรื่องหลักได้อย่างดีทีเดียวละว่าทั้งธาเลียและลุคต่างเคยเจออะไรมาบ้างก่อนที่ลุคจะทรยศพวกเขา

- เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคทาแห่งเฮอร์มีส ★★★
เรื่องนี้ก็ตามชื่อเรื่องเลย เพอร์ซีย์ต้องไปตามหาคทาแห่งเฮอร์มีสที่ถูกยักษ์ขโมยไป มีฉากต่อสู้มันส์ๆตอนท้ายนิดหน่อย นอกนั้นก็อ่านได้เรื่อยๆ

- ลีโอ วัลเดซ กับภารกิจเพื่อบูฟอร์ด ★★★
การผจญภัยของลีโอ เจสัน และไพเพอร์ที่ต้องตามหาชิ้นส่วนอาร์โกสองที่ถูกบูฟอร์ดเอาไป แล้วก็ต้องเผชิญกับนางไม้ผู้เกรี้ยวกราดของไดโอนิซุส

- บุตรแห่งเวท ★★1/2
เรื่องนี้เฮลีย์ ไรออร์แดน ลูกชายของริค ไรออร์แดนเป็นคนแต่ง เนื้อเรื่องไม่ค่อยเกียวกับเพอร์ซีย์เท่าไรเลยอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ชื่นชมที่ลูกชายวัยสิบหกของริคเขียนนิยายออกมาดีใช้ได้

คะแนน 7/10

Nov 23, 2014

เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับแฟ้มลับมนุษย์กึ่งเทพ - The Demigod Files


ชื่อเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับแฟ้มลับมนุษย์กึ่งเทพ
จากเรื่อง The Demigod Files
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

แฟ้มลับที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน
บอกเล่าโดยอาลักษณ์อาวุโส ค่ายฮาล์ฟบลัด... Rick Riordan
ประกอบด้วย

ภารกิจนอกเวลาของเพอร์ซีย์ แจ็กสัน อันได้แก่
การจับมือกันของเขากับแคลรีส คู่ปรับตลอดกาล โมเมนต์เล็กๆ ที่ห้ามบอกใคร!
ระหว่างเกมศึกชิงธงของค่าย กับการค้นพบผู้พิทักษ์ในตำนานซึ่งถูกลืมเลือน
ความร่วมแรงร่วมใจระหว่างบุตรธิดาแห่งสามมหาเทพ ในนรกใต้พิภพ อาณาจักรแห่งคนตาย

บทสัมภาษณ์พิเศษชาวค่ายฮาล์ฟบลัด
จับเข่าคุยกันแบบสบายๆ จุดประเด็นคำถามในสิ่งที่คุณไม่เคยคิดถึงมาก่อน

ข้อมูลเฉพาะของเทพโอลิมเปียนทั้งสิบสอง (+สอง) องค์

และเกมปริศนาที่จะทดสอบความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณ!

REVIEW

เล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้น 3 เรื่อง และก็มีข้อมูลสัมภาษณ์ตัวละครอีกนิดหน่อย

- เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับรถม้าศึกที่ถูกขโมย - ★★★
เรื่องนี้ไม่มีอะไร แค่แคลรีสตามหารถม้าศึกที่หายไปของแอรีสโดยมีเพอร์ซีย์คอยช่วย

- เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับมังกรสัมฤทธิ์ - ★★1/2
เรื่องนี้อ่านแล้วเฉยๆ เป็นช่วงที่เพอร์ซีย์อยู่ในค่ายและเผอิญไปเจอมังกรสัมฤทธิ์ตอนแข่งเกมชิงธง

- เพอร์ซีย์ แจ็กสันกับดาบแห่งฮาเดส - ★★★★
เรื่องนี้สนุกมากในที่สุดในบรรดาสามเรื่อง นิโค เพอร์ซีย์ ธาเลียต้องตามหาดาบของฮาเดสที่หายไป มีตัวละครโผล่มาเยอะแยะเลย ที่สำคัญมีบ๊อบขวัญใจเราโผล่มาด้วยแหละ 555 ตอนเราอ่านเล่ม HoH ก็สงสัยว่าบ๊อบไปความจำเสื่อมตอนไหน ที่แท้ก็โดนเพอร์ซีย์ผลักตกแม่น้ำเลธีตอนนี้นี่เอง

คะแนน 7/10

Nov 19, 2014

โลหิตแห่งโอลิมปัส - The Blood of Olympus (The Heroes of Olympus #5)


ชื่อเรื่อง โลหิตแห่งโอลิมปัส
จากเรื่อง The Blood of Olympus
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

Though the Greek and Roman crewmembers of the Argo II have made progress in their many quests, they still seem no closer to defeating the earth mother, Gaea. Her giants have risen—all of them—and they're stronger than ever. They must be stopped before the Feast of Spes, when Gaea plans to have two demigods sacrificed in Athens. She needs their blood—the blood of Olympus—in order to wake.

The demigods are having more frequent visions of a terrible battle at Camp Half-Blood. The Roman legion from Camp Jupiter, led by Octavian, is almost within striking distance. Though it is tempting to take the Athena Parthenos to Athens to use as a secret weapon, the friends know that the huge statue belongs back on Long Island, where it "might" be able to stop a war between the two camps.

The Athena Parthenos will go west; the Argo II will go east. The gods, still suffering from multiple personality disorder, are useless. How can a handful of young demigods hope to persevere against Gaea's army of powerful giants? As dangerous as it is to head to Athens, they have no other option. They have sacrificed too much already. And if Gaea wakes, it is game over.

REVIEW

เหล่าศัตรูวางแผนสกัดกั้นไม่ให้การเดินทางของเหล่าเจ็ดมนุษย์กึ่งเทพลุล่วงไปได้ด้วยดี เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะถึงวันที่หนึ่งสิงหาคม เมื่อนั้นไกอาจะฟื้นคืนชีพและทุกอย่างจะพังราบเป็นหน้ากลอง มนุษย์กึ่งเทพได้รับภาคกิจให้พิชิตเทพีแห่งชัยชนะให้ได้ก่อนจะไปขอความช่วยเหลือทางอพอลโลและอาร์ทิมิส ทางด้านนิโคและเรย์นาที่เดินทางผ่านเงาเพื่อเอารูปปั้นอาธีน่ากลับไปที่ค่ายฮาล์ฟบลัดก็เจออุปสรรคหนักหน่วงไม่แพ้กัน เมื่อพวกเขาก้าวล้ำเข้าไปในปอมเปอีและเกือบจะโดนวิญญาณของผู้ล่วงลับทำร้ายจนเอาชีวิตไม่รอด นิโคก็เหน็ดเหนื่อยกับการผ่านเงาจนเขาต้องผจญกับสิ่งต่างๆระหว่างการเดินทางมากมาย จนต้องหลบหนีจากศัตรูที่ต้องการขัดขวางแผนการเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า

เฮเซลล่วงรู้ถึงคำพยากรณ์ว่าหนึ่งในมนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ด ต้องมีคนใดคนนึงเสียชีวิตจากศึกครั้งนี้ เจสันก็บาดเจ็บเมื่อโดนอาวุธที่ถูกออกแบบเมื่อเพื่อสังหารมนุษย์กึ่งเทพทำร้ายเข้า แต่ก็หายดีเมื่อเขาเข้าร่วมต่อสู้กับเพอร์ซีย์ในศึกใต้ท้องทะเล ลีโอ เฮเซลและแฟรงก์ตามหาอาร์ทิมิสและอพอลโลพบในที่สุด ทั้งคู่พยายามหาทางเอายารักษาตามที่เฮร่าแนะนำมา ลีโอคิดว่าเขาจะเป็นคนที่สละชีวิตเพื่อภารกิจนี้เอง และเขาจะโกงโชคชะตาไม่ได้ เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนตายกันหม ดังนั้นเขาจึงสลับยารักษามาไว้กับตัวแล้วเอาของปลอมให้ไพเพอร์ไป

มนุษย์กึ่งเทพเดินทางเข้าสู่สนามศึกครั้งสุดท้ายของพวกเขา ไพเพอร์ แอนนาเบ็ธและเพอร์ซีย์เป็นแนวหน้าเพื่อเดินทางผ่านอุโมงค์ใต้ดินเพื่อไปปลดอาวุธรอบๆบริเวณที่ไกอากำลังจะฟื้นคืนชีพ โชคร้ายที่แอนนาเบ็ธและเพอร์ซีย์ถูกยักษ์จับตัวเอาไว้ได้เสียก่อน และโลหิตแห่งโอลิมปัสจากทั้งมนุษย์กึ่งเทพชายหญิงกำลังจะหลั่งรินเพื่อการฟื้นคืนชีพของไกอาในไม่ช้า ทางด้านเรย์นาก็เดินทางพาเอารูปปั้นอาธีน่ามาถึงค่ายฮาล์ฟบลัดในที่สุด เหลือเวลาอีกไม่นาน ... ดังนั้นนิโคจึงต้องหาทางยับยั้งไม่ให้ชาวกรีกโจมตีชาวโรมันอย่างเรย์นาเพื่อที่จะได้เอารูปปั้นเข้าไปวางในค่ายได้

ไกอาผงาดขึ้นมาด้วยโลหิตแห่งโอลิมปัสจากเพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธ เหล่าเทพเจ้ากลับมาเป็นปกติอีกครั้งเมื่อรูปปั้นอาธีน่าถูกวางคืนตำแหน่งที่ฮาล์ฟบลัด แต่การพิชิตไกอาอยู่นอกเหนือขอบเขตของเทพเจ้าตามคำทำนายที่ว่ามนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดต้องต่อสู้กับไกอาด้วยตัวพวกเขาเอง ดังนั้นชาวกรีกและโรมันจึงร่วมมือกันต่อต้านมหาวิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ค่ายฮาล์ฟบลัดซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของศึกครั้งนี้

ลีโอค้นพบวิธีการกำจัดไกอาคือการพานางขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามวิธีที่ไกอาเคยใช้ในการกำจัดอูรานอสโดยการลากเขาลงมาบนพื้นดิน ลีโอตัดสินใจระเบิดตัวเอง(และได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากอ็อกเทเวียนที่เพิ่งเป็นบ้าไปหมาดๆ) ไกอาถูกทำลายลงในที่สุดพร้อมกับชีวิตลีโอที่ดับดิ้นไปตามๆกัน

มนุษย์กึ่งเทพทั้งหกกลับคืนสู่ค่ายของตัวเอง พร้อมความเศร้าสลดเพราะคิดว่าทุกคนได้สูญเสียลีโอไปแล้ว ทั้งกรีก-โรมันต่างประสานรอยร้าวและร่วมมือกันเยียวยาบาดแผลจากสงครามครั้งนี้ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ... นิโคตัดสินใจสารภาพความในใจกับเพอร์ซีย์ในที่สุด แต่ในเมื่อมีอีกคนที่รอเขาอยู่นั่นก็คือวิล โซเลซ นิโคเลยคิดว่าการแอบชอบเพอร์ซีย์ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว เจสันกับไพเพอร์ร่วมสร้างความทรงจำแห่งรักของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ ในขณะที่แฟรงก์และเฮเซลกลับไปใช้ชีวิตในอาณาจักรโรมันใหม่เพื่อที่จะได้จัดการบริหารบ้านเมืองต่อไป

ลีโอฟื้นคืนขึ้นมาอีกทีบนหลังของมังกรเฟสตัสที่เขาเพิ่งดัดแปลงมาจากเรือก่อนหน้านี้ไม่นาน ... เขายังไม่ตาย ... เนื่องด้วยลีโอเก็บยารักษาไว้ในตัวเฟสตัสมาโดยตลอด เขาเลยรอดชีวิตจากการโค่นล้มไกอามาได้ และตอนนี้ลีโอกำลังบินไปรับคาลิปโซของออกเกาะนั่น หลังจากนั้นเขาก็กำลังจะบินไปหาเจสันและเพื่อนๆของเขาทั้งหมดที่กำลังรอเขาอยู่ที่ค่าย ...

......................................................................................

กว่าจะต่อสู้กันจริงๆก็ปาไป 30% สุดท้ายแล้ว มีฉากเดียวเท่านั้นที่เราคิดว่ามัน Amazing มากๆ นั่นก็คือฉากที่เทพโอลิมปัสลงมาต่อสู้กับพวกยักษ์ร่วมกับลูกๆของพวกเขา มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากๆในความรู้สึก และหลังจากนั้นเราก็คิดว่าเนื้อเรื่องเริ่มดรอปลงๆ เมื่อการต่อสู้กับไกอาไม่ได้สมภาคภูมิอย่างที่เราหวังเอาไว้ก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย Rick สร้างคาแรคเตอร์ไกอาให้ดูน่าเกรงขามและยากที่จะได้ชนะได้มาตลอดทั้งสี่เล่ม แต่พอเอาเข้าจริงๆ ... จุดจบของไกอาเป็นอะไรที่ง่ายมากไปหน่อยสำหรับเรา จนเราถึงกับเหวอแล้วร้องว่า ' ฮะ ! มีแค่นี้หรอ ! '

สำหรับเล่มนี้เนื้อเรื่องจบแบบจบสนิทจริงๆ ... ไม่ทิ้งปมไว้เหมือนกับ The Last Olympian ในภาคที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับบทสรุปสุดท้ายในเพอร์ซีย์ภาคที่แล้ว เราคิดว่าโครนอสยังจะชั่วร้ายและปราบยากกว่าไกอาเสียอีก เนื้อเรื่องตอนต้นๆของ The Blood of Olympus ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเล่มก่อนหน้านี้เลย ทั้งๆที่เล่มนี้เป็นเล่มจบ และเข้าใกล้บทสรุปมากขึ้นทุกที เนื้อเรื่องก็น่าจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆใช่มั้ย แต่นี่ช่วงแรกๆไม่ได้มีอะไรนอกจากการทำเควสแล้วตัดไปตัดมาระหว่างภารกิจของเพอร์ซีย์กับนิโค คือจะพูดว่ายังไงล่ะ ... ไอ้สนุกมันก็สนุกนะ แต่มันดูเรียบง่ายและธรรมดาไปหน่อย ถ้าเอาเล่มนี้ไปเทียบกับ The House of Hades เล่มนั้นจะมีทั้งความเข้มข้นด้านเนื้อหาและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครมากกว่าเล่มนี้เสียอีก

สรุปว่า ... เป็นตอนจบของซีรีย์ที่เฉยมากๆอีกเล่มหนึ่ง บอสใหญ่ตายง่ายมากๆ โผล่มาไม่ถึงสิบหน้ามั้งก็โดนฆ่าตายซะแล้ว ลูกๆยักษ์ของนางยังจะเก่งกว่าตัวแม่อีก 555

คะแนน 7.5/10

Nov 18, 2014

เคหาสน์แห่งฮาเดส - The House of Hades (The Heroes of Olympus #4)


ชื่อเรื่อง  เคหาสน์แห่งฮาเดส
จากเรื่อง The House of Hades
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

เหล่าลูกเรืออาร์โกสองแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม นัดหมายกันทำภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะฟากเพอร์ซีย์ แอนนาเบ็ธ ที่ร่วงหล่นลงสู่นรกทาร์ทารัส

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ทั้งพื้นดิน แม่น้ำ อากาศ ศัตรูมากมายที่เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธเคยสังหารมาตั้งแต่เริ่มรู้จักโลกของมนุษย์กึ่งเทพกำลังรอที่จะแก้แค้นพวกเขาทั้งคู่อยู่ นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัย ว่าในนรกทาร์ทารัสบ้านเกิด อสุรกายจะตายเป็นหรือเปล่านะ?

เรืออาร์โกสองมุ่งหน้าข้ามทะเลสู่กรีซโดยปราศจากบุตรแห่งท้องสมุทร กับมันสมองของกลุ่ม ขณะที่แต่ละคนต่างมีปัญหาของตัวเอง ความซับซ้อนของจิตใจ และการต้องเอาชนะจุดอ่อนแอโดยไม่อาจให้ใครยื่นมือเข้าช่วยได้เลย

REVIEW

เรืออาร์โกสองมุ่งหน้าสู่กรีซ เพื่อปิดประตูแห่งความตาย มนุษย์กึ่งเทพทั้งห้าต้องเจาะผ่านกองกำลังของไกอาเข้าไปให้ได้เสียก่อนที่จะเข้าถึงเคหาสน์แห่งฮาเดส ในขณะที่เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธตกลงสู่นรกทาร์ทารัส ทั้งคู่ต้องผจญกับศัตรูเก่าแก่ที่พวกเขาเคยสังหารไปแล้วเพื่อให้ไปถึงประตูแห่งความตายให้ได้ พวกเขาต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดทีอยู่ในตัวและจิตใจของพวกเขาโดยได้รับความช่วยเหลือจากบ๊อบ ยักษ์ไททันที่เคยสูญเสียความทรงจำเพราะตกลงไปในแม่น้ำเลธีมาก่อน

เจสัน ไพเพอร์ ลีโอ แฟรงก์ เฮเซลและนิโคต้องร่วมมือกันฝ่าด่านอสุรกายที่จ้องจะโจมตีเรือมนุษย์กึ่งเทพ พวกเขาแต่ละคนต้องพิสูจน์ศักยภาพและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปให้หากอยากจะมีชีวิตรอดไปถึงเคหาสน์แห่งฮาเดส นิโคต้องสารภาพความจริงที่อยู่ในใจของเขาออกมาแก่คิวปิด ลีโอได้พบกับคาลิปโซ ไพเพอร์ได้แสดงความสามารถของตนเองในการชักจูง เฮเซลได้พยายามฝึกใช้เวทมนตร์ตามที่เฮคาทีแนะนำมา แฟรงก์ก็ต้องเอาชนะความกลัวและเสริมความมั่นใจในการบัญชากองทัพ ส่วนเจสันก็ต้องพาเพื่อนของเขาให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้ก่อนเส้นตายที่กำลังใกล้เข้ามาในไม่ช้า

เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธเอาชนะความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจยามที่อยู่ในทาร์ทารัส ทั้งสองระหกระเหินจนมาถึงประตูแห่งความตายที่รายล้อมไปได้อสุรกายจำนวนมหาศาลได้สำเร็จ จนในที่สุดทั้งคู่ก็ผ่านประตูแห่งความตายและปิดมันได้สำเร็จโดยได้รับความช่วยเหลือจากบ๊อบ ยักษ์ไททันผู้ภักดีที่ยอมเสียสละตนเอง ทันทีที่เฮเซลต่อสู้ฟันฟ่าในเคหาสน์แห่งฮาเดสจนถึงอีกฝั่งของประตูแห่งความตาย ทุกคนต่างรู้ดีว่าศึกครั้งนี้ยังไม่จบ เมื่อเหล่ายักษ์ทั้งหมดหนีออกมาจากทาร์ทารัสได้สำเร็จ และไกอาก็ต้องโลหิตแห่งโอลิมปัสเพื่อคืนชีพให้กับนางอยู่

ทุกคนต้องเดินทางไปยังเอเธนส์เพื่อทำศึกสุดท้ายที่กำลังรอพวกเขาอยู่ ...

.....................................................................

เล่มนี้เป็นเล่มที่เราคิดว่าสนุกมากที่สุดในชุด เนื้อเรื่องมีมิติ มีแง่มุมให้ได้ตีความและขบคิดมากยิ่งขึ้น มีอะไรให้ได้ย่อยหลังจากที่อ่านจบ ต่างจากเล่มก่อนๆที่เหมือนอาหารจานสำเร็จที่ประเคนมาให้ถึงปาก แต่เมื่ออ่านเล่มนี้จบ มันกลับทิ้งตะกอนเล็กๆอยู่ในใจเราที่สะบัดออกไปไม่หมด ทำให้เราเริ่มมองว่า เมื่อตัวละครอายุมากขึ้นและเริ่มจะมีประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้แต่ละคนมีความกร้าวแกร่งทนทานมากกว่าเดิม และเราดีใจมากๆที่ได้เห็นการพัฒนาตัวละครอย่างชัดเจนในเล่ม The House of Hades (แม้ว่าเหตุการณ์บางอย่างจะจงใจไปหน่อย เหมือนต้องการแจกจ่ายบทให้เท่าเทียมแก่ตัวละครทุกตัว เพื่อให้ตัวละครแต่ละคนดูเติบโตขึ้นผ่านเหตุการณ์เหล่านี้)

ประเด็นที่เราคิดว่าฮอตมากที่สุดในเล่ม (และเชื่อว่าใครหลายคนคงคิดเหมือนเรา) นั่นก็คือเรื่องของ ... นิโค เป็นการเฉลยความจริงที่ทำเอาเรา Jaw-dropping พอย้อนกลับมามองอีกครั้ง เราดีใจที่ Rick ใส่ประเด็นนี้เข้ามานะ เพราะเหมือนกับสอนน้องๆหนูๆที่อ่านนิยายเล่มนี้ ให้มองว่าคนอย่างนิโคไม่ใช่สิ่งผิดปกติ หรือเป็นที่น่ารังเกียจอะไรในสังคมเรา ณ ปัจจุบัน เช่นเดียวกับเจสันที่สนิทแนบแน่นกับนิโคมากกว่าเดิมอีกหลังจากที่เขาได้รู้ความจริง

คาแรคเตอร์ตัวหนึ่งที่ได้ใจเราไปเต็มๆ นั่นก็คือ ... บ๊อบ แม้ว่าเราจะจำบทบาทของเขาในเพอร์ซีย์ภาคที่แล้วไม่ได้ แต่แค่เล่มนี้เล่มเดียวก็ทำให้เรารู้สึกรักและผูกพันธ์กับตัวละครนี้อย่างไม่รู้ตัว ยิ่งบทสรุปตอนท้ายออกมาเช่นนี้ด้วยแล้ว เราก็ยิ่งอยากรู้ว่าบ๊อบจะมีโอกาสได้เห็นดวงดาวแบบที่เขาหวังเอาไว้หรือเปล่า

คะแนน 9.5/10

Nov 17, 2014

รอยตราอาธีน่า - The Mark of Athena (The Heroes of Olympus #3)


ชื่อเรื่อง  รอยตราอาธีน่า
จากเรื่อง The Mark of Athena
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

เจ็ดมนุษย์กึ่งเทพในคำพยากรณ์บทใหญ่มารวมตัวกันแล้วในที่สุด ที่หมายคือแหล่งอารยธรรมกรีกและโรมัน ‘ของจริง’ หากการไปเยือนแดนโบราณก็ไม่ต่างกับเหยียบลงบนตัวอสุรกาย แถมมนุษย์กึ่งเทพตั้งเจ็ดคนในที่เดียวกัน มันยิ่งกว่าการตะโกนดังๆ ว่า “เฮ้! บุฟเฟ่ต์นานาชาติอยู่นี่แล้ว รีบมากินสิ!”เสียอีก

นี่คือภารกิจที่ต้องการความสามัคคีที่สุด แต่สองในเจ็ด... เพอร์ซีย์ เจสัน... ด้วยเป็นบุตรแห่งมหาเทพกันทั้งคู่ เลยอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ ส่วนสามในเจ็ด... ลีโอ เฮเซล แฟรงก์... ก็ดูจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลับระหว่างเราอยู่นิดหน่อย บรรยากาศเลยตึงๆ ชอบกล

งานนี้ทำเอามันสมองของกลุ่มถึงกับกลุ้ม เป็นคนกลางนี่มันลำบากใจจริงๆ แถมแอนนาเบ็ธก็มีปัญหาของตัวเองให้ต้องเครียดอยู่แล้ว เมื่อเธอมีภารกิจลับ การตามรอยตราอาธีน่า ซึ่งธิดาของเทพีแห่งปัญญาจะต้องเดินลำพัง!

REVIEW

มนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดมารวมตัวกันแล้ว ตอนแรกแผนกระชับมิตรระหว่างกรีกกับโรมันเกือบจะเป็นไปด้วยดี ถ้าลีโอไม่ถูกสิงแล้วยิงปืนใหญ่ใส่ค่ายโรมันไปเสียก่อน ทำให้มิตรภาพที่มีอยู่น้อยนิดป่นปี้ไม่มีเหลือ เพอร์ซีย์และผองเพื่อนต้องรีบเดินทางไปปกป้องกรุงโรมเพื่อปิดประตูแห่งความตายและช่วยเหลือนิโคที่ถูกจับตัวไป ระหว่างทางไพเพอร์ก็ได้เบาะแสบางอย่างมาว่าไดโอนิซุสอาจจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในศึกครั้งนี้ เขาบอกให้เพอร์ซีย์ไปตามหาทะเลในแอตเลนตาเสียก่อน ที่นั่นเพอร์ซีย์และแฟรงก์ได้เบาะแสบางอย่างมาแต่พวกเขาก็เกือบจะเอาชีวิตมาไม่รอดเหมือนกัน ดังนั้นป้ายต่อไปของเหล่ามนุษย์กึ่งเทพก็คือตามหาแผนที่ที่นำไปสู่ตราอาธีน่าและเดินหน้าไปยังกรุงโรม

แผนการณ์เดินทางนั้นไม่ง่ายเลย เมื่อไกอามัวแต่ปุกปั่นให้มนุษย์กึ่งเทพทะเลาะกันเอง พวกเขามีเวลาเหลือเพียงห้าวันในการเดินทางไปยังกรุงโรมและช่วยนิโคออกมา คำทำนายที่บอกว่าตราแห่งอาธีน่าจะเผาผลาญโรมซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับแอนนาเบ็ธโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเธอในการตามหาตราอาธีน่าให้พบ เพราะนั่นจะเป็นการชี้ชะตาความขัดแย้งระหว่างโรมันและกรีกซึ่งมีมาเนิ่นนาน กองทัพของค่ายโรมันก็ตามมาประชิดตัวพวกมนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดเข้ามาที หนทางเดียวที่จะสลัดพวกนั้นหลุดก็คือต้องเดินทางสู่ดินแดนโบราณเท่านั้น

เมื่อมาถึงกรุงโรม แอนนาเบ็ธต้องเดินทางเพียงลำพังไปตามหาตราแห่งอาธีน่าซึ่งเป็นรูปปั้นแม่ของเธอเอง การเดินทางเต็มไปด้วยอันตราย ที่สำคัญแอนนาเบ็ธต้องเอาชนะความกลัวที่ลึกที่สุดของเธอ เพื่อต่อสู้และนำสันติภาพกลับสู่โรมันและกรีกให้ได้ ทางด้านเพอร์ซีย์และเจสัน พวกเขาสามารถช่วยชีวิตนิโคและต่อสู้เอาชีวิตรอดจากยักษ์ฝาแฝดมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากนั้นมนุษย์กึ่งเทพทั้งหกก็เดินทางมาเพื่อช่วยแอนนาเบ็ธที่กำลังต่อสู้อยู่ตัวคนเดียว

เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธร่วงลงสู่นรกทาร์ทารัส ซึ่งเป็นหุบเหวแห่งการลงทัณฑ์ที่ไม่เคยมีมนุษย์ใดเข้าออกมาได้ พวกมนุษย์กึ่งเทพที่เหลือต้องฝากความหวังไว้ที่เพอร์ซีย์และแอนนาเบ็ธว่าพวกเขาจะสามารถปิดประตูแห่งความตายอีกฝั่งได้สำเร็จ ในขณะที่พวกที่อยู่บนโลกมนุษย์ต้องปิดประตูแห่งความตายอีกด้านให้จงได้โดยต้องฝันฝ่ากองทัพของไกอาเพื่อเข้าไปยังเคหาสน์แห่งฮาเดส ...

.....................................................................

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ว่าสองเล่มก่อนหน้านี้ได้กรุยทางมาเพื่อเล่มนี้จริงๆ โดยพลอตเรื่องใน The Mark of Athena เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น และการผจญภัยก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ตัวละครเริ่มมีการพัฒนาการและยอมรับในตัวตนของพวกเขาแล้ว นอกจากนี้เรายังได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ไม่ใช่เฉพาะคู่รัก แต่ยังมีมิตรภาพที่พัฒนาไปอีกขั้น โดยระหว่างเพอร์ซีย์และเจสันที่มีความเป็นอัลฟ่าทั้งคู่ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาและไว้ใจกันมากกว่าที่จะแยกออกไปต่อสู้ตัวใครตัวมัน ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญ

ตอนจบทิ้งท้ายเอาไว้ได้ epic สุดๆ มันไม่ได้ cliffhanger อะไรมากมาย แต่จุดเล็กๆในตอนท้ายทำให้เราต้องรีบหยิบหนังสือเล่มต่อไปมาอ่านเพราะกลัวว่าความสนุกจะขาดช่วง อันที่จริง ... เราแน่ใจว่าตั้งแต่เล่มนี้ต่อไปคงต้องสนุกขึ้นเรื่อยๆแน่นอนเพราะเส้นตายเข้าใกล้มาทุกทีแล้ว

ช่วงท้ายๆของการผจญภัยเรายอมรับว่าติดหนึบและสนุกมากๆ (สนุกกว่าสองเล่มแรกอีก) ดีใจที่ตอนท้ายมี Plot twist เข้ามาซึ่งทำให้อารมณ์ส่วนหนึ่งแตกต่างออกไปจากสองเล่มที่แล้วเลยจริงๆ

สรุปว่า ... ชอบ ประทับใจ เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นที่เล่มนี้ อ่านแล้วลุ้น ช่วงท้ายมันส์มากกกกกก

คะแนน 9/10

Nov 16, 2014

บุตรแห่งสมุทรเทพ - The Son of Neptune (The Heroes of Olympus #2)

ชื่อเรื่อง  บุตรแห่งสมุทรเทพ
จากเรื่อง The Son of Neptune
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

ขณะที่อีกฟากหนึ่งกำลังวุ่นวายกับการหายตัวไปของเพอร์ซีย์ แต่เจ้าตัวกลับมาปรากฏตัวอยู่หน้าค่ายจูปิเตอร์พร้อมกับความทรงจำที่แหว่งเว้า แม้จะรู้สึกว่าตนมาอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่เขาจะทำอะไรได้ เช่นเดียวกับที่เด็กค่ายจูปิเตอร์ซึ่งเป็นชาวโรมันจะทำอะไรได้ ในเมื่อเทพีเป็นผู้ฝากฝังเพอร์ซีย์ด้วยตัวนางเองเลย

พวกเขาไม่เป็นมิตรกับชาวกรีก และรังเกียจสายเลือดแห่งเนปจูน มีเพียง ‘เฮเซล’กับ ‘แฟรงก์’ให้การต้อนรับเขา เพราะทั้งสามต่างก็มีจุดร่วม นั่นคือเป็นตัวปัญหาของค่ายเหมือนๆ กัน

แต่บทพิสูจน์ตนก็เวียนมาถึงรอบของพวกเขาแล้ว เมื่อ ‘ความตาย’ถูกคุมขัง ทำให้คนตายไม่ยอมตาย อสุรกายไม่ยอมสลายไป เพอร์ซีย์และเพื่อนใหม่ทั้งสองต้องมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่อลาสก้า ดินแดนแห่งน้ำแข็ง สถานที่ซึ่งเหล่าเทพโอลิมปัสแผ่อำนาจไปไม่ถึง เพื่อปลดปล่อยความตาย นำโอกาสที่จะสู้อย่างสูสีมาสู่พี่น้องมนุษย์กึ่งเทพทุกค่าย และทุกคน

REVIEW

เพอร์ซีย์เดินทางมายังค่ายโรมันพร้อมความทรงจำที่ขาดหาย เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ทั้งสองคน แฟรงก์ และ เฮเซล นี่ยังไม่รวมถึงนิโค น้องชายของเฮเซลที่เพอร์ซีย์มีความคุ้นเคยอย่างประหลาดราวกับว่าทั้งสองเคยพบกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อความตายถูกกักขัง ทำให้เหล่าอสุรกายไม่ยอมตาย เพอร์ซีย์ แฟรงก์และเฮเซลจำต้องเดินหน้าขึ้นเหนือเพื่อปลดปล่อยทานาโทสออกจากที่คุมขังให้ได้

ระหว่างทางทั้งสามคนก็เริ่มพูดคุยถึงอดีตของตนเอง เฮเซลเปิดเผยว่าเธอเป็นคนที่ตายไปแล้ว และเธอก็เป็นคนปลุกยักษ์ตัวหนึ่งขึ้นมาซึ่งทั้งสามคนกำลังจะเดินทางไปปราบ ส่วนแฟรงก์ บุตรแห่งมาร์ส ชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับแท่งไม้เพียงแท่งเดียว หากมันมอดไหม้เมื่อไร ชีวิตของเขาจะดับสิ้นลงไปด้วย

การเดินทางสู่อลาสก้าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเมื่อระหว่างทาง เพอร์ซีย์ แฟรงก์และเฮเซลต้องเผชิญกับศัตรูที่ไกอาเป็นคนส่งออกมา จนกระทั่งพวกเขาเดินทางไปยังอลาสก้าซึ่งเป็นสถานที่ที่อัลคีโอเนียสแข็งแกร่งที่สุด ทั้งสามปลดปล่อยทานาโทสได้สำเร็จและความตายก็กลับไปทำตามหน้าที่ของมัน นอกจากนั้นแล้วแฟรงก์กับเฮเซลยังสามารถพิชิตยักษ์อัลคีโอเนียสได้อีกด้วย

เพอร์ซีย์และผองเพื่อนต้องย้อนกลับมาปกป้องค่ายโรมันเพื่อต่อสู้จัดการกับเหล่ายักษ์อีกกลุ่มที่บุกเข้ามา ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด เพอร์ซีย์สามารถโค่นล้มยักษ์อีกตนลงได้สำเร็จ และนั่นทำให้เพอร์ซีย์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพของค่ายอีกนี้ ประจวบเหมาะกับพวกเจสัน ไพเพอร์ ลีโอและแอนนาเบ็ธเดินทางมาถึงพอดี ตามคำพยากรณ์ของมนุษย์กึ่งเทพทั้งเจ็ดที่จะร่วมมือกันต่อต้านไกอาในครั้งนี้ ...

......................................................................

อ่านเล่มนี้เหมือนอ่าน The Lost Hero Version 2 เลยอ่ะ เอิ่ม -*- เนื้อเรื่องมาอีหรอบกับเล่มที่แล้วเป๊ะๆ เข้าใจว่าเป็นภาคการผจญภัยของเพอร์ซีย์ในการแลกเปลี่ยนตัวไปยังค่ายโรมัน (เล่มที่แล้วของเจสัน แลกเปลี่ยนไปยังค่ายกรีก) แต่ทำไมไม่ทำให้ Story มันต่างกันบ้างอ่ะ นิดนึงก็ยังดีเนอะ แต่นี่การใส่ปม การเฉลยปม มันมาในจังหวะเดียวกับเล่มที่แล้วหมดเลย แถมพอมาอ่านเล่มนี้หลังจากรู้เรื่องทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร ใครอยู่เบื้องหลัง ศัตรูครั้งนี้คือใคร บอกตรงๆว่า ... มันไม่ตื่นเต้นเลย อ่านด้วยอารมณ์ที่นิ่งเฉย พร้อมกับคาดหวังในใจว่า 'เล่มหน้าคงสนุกขึ้นมั้ง (?)'

300 หน้าแรกเป็นอะไรที่อืดและเอื่อยมากๆ แต่ละคนต่างก็มีปัญหาในชีวิตกันหมด (เพอร์ซีย์เหมือนจะเบากว่าเค้าหมด) แต่แฟงก์กับเฮเซลนี่สิ ผลัดกันฝัน ผลัดกัน flashback พอมาติดๆ มาเยอะๆ มันก็เลยเบื่อนิดๆ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร เพราะในส่วนของ flashback ก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นได้ก็คือ ... เล่มนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเอาเสียเลย อย่างที่เราได้พูดไปเล่มที่แล้วว่ามีตัวโจ๊กอย่างลีโอและโค้ชที่ออกมาปล่อยมุกเป็นระยะๆ แต่เล่มนี้ไม่มีตัวละครที่ออกมาเล่นมุก ซึ่ง Rick กลับเพิ่มความลึกซึ้งให้กับปมปัญหาของตัวละครที่ละเอียดอ่อนกว่าเล่มที่แล้วมากขึ้น

แอบคิดว่าเมื่อมนุษย์กึ่งเทพทั้งสองกลุ่มทั้งฝั่งกรีกและโรมันมาเผชิญหน้ากันในเล่มหน้า ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบที่เราคาดหวังเอาไว้มั้ย คือจะต้องมีการปะทะและทะเลาะกัน ไหนจะเรื่องอดีตของตัวละครทั้งสองฝั่งที่ยังเชื่อมกันอยู่อีกล่ะ โอ้โห ! งานนี้มาม่าชามใหญ่แน่ๆเลย (แต่ก็หวังว่าจะไม่ลากยาวจนทำให้เนื้อเรื่องหลักมันอืดไปเสียหมดนะ)

ยังสนุกตามมาตรฐานของ Rick แม้ว่าจะตกมาตรฐานของเราไปหน่อยก็เถอะ - -' ช่วง 300 หน้าแรกน่าเบื่อไปหน่อย เพราะการดำเนินเรื่องมันเหมือนกับเล่มที่แล้วมากๆ จนแทบจะไม่มีอะไรให้ขบคิดหรือให้สงสัยใคร่รู้บ้างเลย เนื่องจาก The Son of Neptune ดันไปดำเนินเรื่องตาม The Lost Hero ทุกระเบียด เราเลยกะจังหวะกะช่วงเวลาถูกหมด

คะแนน 7.5/10

Nov 15, 2014

วีรบุรุษผู้สาบสูญ - The Lost Hero (The Heroes of Olympus #1)


ชื่อเรื่อง  วีรบุรุษผู้สาบสูญ
จากเรื่อง The Lost Hero
ผู้แต่ง Rick Riordan
ผู้แปล ดาวิษ ชาญชัยวานิช
สำนักพิมพ์ เอ็นเธอร์
วรรณกรรมเยาวชน เหนือจริง

เรื่องย่อ

สงครามกับยักษ์ไททันจบลงแล้ว แต่ความสงบสุขยังมาไม่ถึง เพราะคำพยากรณ์บทใหญ่อุบัติขึ้น! ไม่กี่เดือนหลังศึกที่แมนฮัตตัน ค่ายฮาล์ฟบลัดก็ต้องระส่ำระสายเมื่อวีรบุรุษคนสำคัญหายตัวไป ขนาดเหล่าพรานแห่งอาร์เทมีสทุ่มกำลังแกะรอยก็ยังหาตัวไม่เจอ ความช่วยเหลือจากเทพเทพีก็ไม่มีมา เนื่องจากจู่ๆ โอลิมปัสได้ปิดตัวลง

ช่วงเวลาเดียวกัน บนรถโรงเรียนซึ่งมุ่งหน้าสู่แกรนด์แคนยอน ‘เจสัน’ที่สะดุ้งตื่นขึ้นไม่รู้เลยว่าตนอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร และตัวเองเป็นใคร! อาการความจำเสื่อมประหลาดๆ นี้สร้างความเป็นกังวลให้กับ ‘ไพเพอร์’และ ‘ลีโอ’แฟนและเพื่อนซี้ของเจสันอย่างมาก

หากเรื่องประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา เมื่อเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขากลายเป็นปีศาจลมพายุบ้าคลั่ง โค้ชทีมอเมริกันฟุตบอลมีเท้าเป็นกีบแพะ และรถศึกเทียมม้าเพกาซัสร่อนลงมาจากบนฟ้า!

ชะตากรรมแบบใดกันที่กำลังรอเด็กทั้งสามอยู่ นี่เกี่ยวข้องกับการที่เทพเทพีขาดการติดต่อหรือไม่ ยังมีการหายตัวไปของเพอร์ซีย์ แจ็กสันอีก แต่ที่รู้แน่ๆ เลยก็คือนับจากนี้... โลกในสายตาของพวกเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

REVIEW

เจสันตื่นชึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป เขาถูกลากเข้าไปท่ามกลางการต่อสู้ของมนุษย์กึ่งเทพอย่างช่วยไม่ได้ เพื่อนทั้งสองคนของเขา ไพเพอร์และลีโอก็ถูกพามายังค่ายฮาล์ฟบลัดเช่นเดียวกัน ทั้งสามคนได้รับภารกิจในการตามหาเทพีเฮร่าที่ถูกจับตัวไป ทางด้านแอนนาเบ็ธก็กำลังตามหาตัวเพอร์ซีย์ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อโอลิมปัสถูกปิดลง นั่นอาจหมายถึงสัญญาณบางอย่าง เจสัน ไพเพอร์และลีโอ มีเวลาแค่สี่วันในการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ตามคำนายครั้งใหม่ที่กล่าวว่ามนุษย์กึ่งเทพเจ็ดคนถูกลิขิตมาให้กอบกู้โอลิมปัสในครั้งนี้

เจสันและผองเพื่อนเดินทางฝ่าภยันอันตรายมายังที่พำนักของเอโอลัส ระหว่างทางพวกเขาก็พบว่าคนที่ตายไปแล้วได้ฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ภายใต้แผนการของไกอา ผืนโลกทั้งหมดผู้ให้กำเนิดโครนอสและเป็นเชื้อสายของเทพโอลิมปัสทั้งหมดทั้งมวล ไกอาต้องการทำลายโอลิมปัสตามแผนการของนาง ในระหว่างที่ไพเพอร์ต้องวางแผนช่วยเหลือพ่อของตัวเองออกมาจากที่คุมขังของเอนเซลาดัส ผู้รับใช้ไกอา

ธาเลียเดินทางไปเพื่อช่วยเฮร่าออกมาเมื่อเธอได้พบกับเจสัน น้องชายที่คิดว่าตายไปแล้วของเธอ เมื่อเวลากระชั้นชิดขึ้นมาทุกที ... ทั้งลีโอและไพเพอร์จำต้องปลดปล่อยเฮร่าออกมาากที่คุมขังให้ได้ ในขณะที่เจสันต้องรับมือกับพอร์ฟีเรียน ราชาแห่งยักษ์ที่กำลังจะปลุกไกอาขึ้นมาในเร็วๆนี้ เมื่อเฮร่าได้ปลดปล่อยพลังและกำราบเหล่าศัตรูลงได้ พอร์ฟีเรียนก็หลบฟรีไป ภัยคุกคามยังไม่หมดสิ้น มนุษย์กึ่งเทพทั้งสามต้องล่องเรือสู่กรีซ เพื่อป้องกันไม่ให้ไกอาผงาดขึ้นมาให้ได้ ...

เฮร่ามาหาเจสันพร้อมข่าวสารเรื่องการแลกเปลี่ยนผู้นำระหว่างค่ายฮาล์ฟบลัดของกรีก-โรมัน นั่นทำให้ทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากยิ่งขึ้น และเป็นคำตอบว่าทำไมเพอร์ซีย์ถึงหายตัวไป พราะเขาถูกส่งไปยังค่ายของโรมัน ให้อีกฝ่ายได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับกรีก เผื่อผนึกกำลังและก้าวข้ามความเป็นปรปักษ์และสามารถพิชิตไกอาได้สำเร็จ

...............................................................................

เราดองหนังสือเล่มนี้เอาไว้ 2 ปีกว่าจนเกือบลืมว่าเคยซื้อไปแล้ว พอเห็นว่าชุดนี้ออกครบทุกเล่ม ก็เลยหยิบมาอ่านรวดเดียวเลยจะไม่ได้ค่าง เนื้อเรื่องก็สนุกตามมาตรฐานของ Rick แม้เราจะคิดว่าการผจญภัยของเพอร์ซีย์จะสนุกกว่านิดนึงก็เถอะ (สงสัยเป็นเพราะตอนที่เราได้อ่านเพอร์ซีย์เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ทุกสิ่งเกี่ยวกับพวกเทพเจ้ากรีกยังแปลกใหม่สำหรับเราอยู่) สำหรับ The Lost Hero เราคิดว่า Storyline ชัดเจนดี ถึงจะเป็นเส้นตรงไปหน่อยก็ตาม ไม่ค่อยมีหักเลี้ยวหักมุมให้ใจหายใจคว่ำเท่าไร แต่ก็มีความ fresh มากพอที่จะทำให้เรารู้สึกเข้าถึงภาคผจญภัยได้ดียิ่งขึ้น

ช่วงแรกๆเราไม่สามารถเข้าถึงตัวละครได้เท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะความกระจัดกระจายของคาแรคเตอร์ที่แบ่งออกเป็น 3 คน นั่นทำให้ Pov ของแต่ละคนดูไม่ค่อยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันเลย ในเมื่อแต่ละคนต่างก็มีปัญหาของตัวเองทั้งนั้น แถมต่างคนต่างยังฝันคนละเรื่อง ฝันถี่ๆบ่อยๆอีกต่างหาก เลยรู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่ค่อยขยับไปไหนเท่าไร Bond ระหว่างตัวละครก็คิดว่ายังชัดเจนไม่พอที่จะทำให้เราเชื่อทั้งสามจะสามารถฝันฝ่าอุปสรรคหนักๆไปด้วยกันได้ (สงสัยเล่มต่อๆไปคงต้องเล่นประเด็นตรงนี้แน่ๆเลย)

เราชอบตรงไอเดียที่แบ่งเทพเจ้าเป็น 2 ภาค คือ กรีกและโรมัน ซึ่งเราว่ามันน่าสนใจมากๆและเป็นการขยายขอบเขตของเนื้อเรื่องให้กว้างขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เนื้อเรื่องที่ดีอยู่แล้วหลุดกรอบไป ไหนจะยังมีเรื่องค่ายฮาล์ฟบลัดอีกค่ายของโรมันอีกล่ะ อ่านตอนจบแล้วแทบจะหยิบเล่มต่อไปขึ้นมาอ่านทันที คิดว่าหนังสือชุดนี้ต้องสนุกมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

ปล. ชอบคาแรคเตอร์ของลีโอกับโค้ช ฮามากๆ บางช่วงอ่านไปขำไม่หยุดเลย ฮ่าๆ

คะแนน 8/10

Oct 27, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน คำสั่งสังหาร - The Kill Order (The Maze Runner #0.5)

สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

‘การลุกวาบของดวงอาทิตย์’ ที่มาอย่างไม่มีลางบอกเหตุคร่าชีวิตประชากรโลกไปเกินครึ่ง คลื่นความร้อนแผดเผาผู้คนทั้งเป็น พวกเขาล้วนตกตายชนิดไม่ทันรู้ตัว ทว่านั่นอาจเป็นโชคดีแล้ว ตายๆ ไปเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราวคงดีกว่า...

ตลอดหนึ่งปีนี้ ฝันร้ายในวันนั้นยังคงตามหลอกหลอนมาร์ค เด็กหนุ่มหวังว่าจะลืมมันได้ในสักวันขณะที่ค่อยๆ ชินกับชีวิตใหม่ ขณะที่รู้สึกว่าอะไรๆ กำลังจะดีขึ้น...จนกระทั่งเบิร์กลำโตมาบินอยู่เหนือหมู่บ้าน และนำฝันร้ายระลอกใหม่มาสู่มนุษยชาติอีกหน

มันเริ่มจากการเวียนหัวธรรมดา ก่อนลุกลามไปเป็นการเพ้อพร่ำ เสียสติ โหดเหี้ยมอำมหิต ใคร...ไม่สิ ‘องค์กร’ ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กัน พวกเขาทำไปทำไม นี่คือคำถามที่มาร์คต้องหาคำตอบไปพร้อมกับช่วยเหลือเพื่อนๆ และช่วยตัวเองให้รอดชีวิตอีกครั้งจากความบ้าคลั่งป่าเถื่อนของโลกใบใหม่นี้!

REVIEW

มาร์คและคนอื่นๆหนีรอดจากการลุกวาบของดวงอาทิตย์มาได้ แต่เรื่องเลวร้ายไม่ได้จบลงแค่นั้นเมื่อเบิร์กลำหนึ่งล่อนลงมาและสาดลูกดอกใส่คนในหมู่บ้านจนมีคนเสียชีวิต บางคนก็มีอาการคลุ้มคลั่งอันน่าแปลกประหลาด มาร์คกับอเล็คจึงต้องเดินทางไปยังสำนักงานเบิร์กตามแผนที่ที่เขาค้นพบเพื่อดูว่ามีอะไรรออยู่ที่นั่นกันแน่

การเดินทางของมาร์คไม่ได้เรียบง่ายเมื่อเขามีชีวิตของทริน่าที่เขารักต้องปกป้อง ไหนจะเรื่องที่เพื่อนของเขาล้มตายอย่างเสียสติเพราะไวรัสบ้าๆนั่นอีก ระหว่างการเดินทางมาร์คก็ยังพบพวกคลุ้มคลั่งที่พร้อมจะเข้ามาทำร้ายเขาได้ทุกเมื่อ นั่นทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว แต่มันก็ทำให้เขาพบกับดีดี้ เด็กหญิงที่มีภูมิคุ้มกันไข้วาบอย่างน่าประหลาด

มาร์คและอเล็คแยกทางกับคนอื่นที่เหลืออย่างช่วยไม่ได้ จนพวกเขารู้ว่าผู้หญิงถูกจับตัวไป มาร์คจึงเดินทางไปยังสำนักงานเบิร์กเพื่อที่จะพบว่าคนที่นั่นเป็นบ้าเพราะไข้วาบกันไปหมดแถมยังส่งตัวพวกผู้หญิงไปที่อื่นอีก อเล็คจึงขโมยยานเบิร์กและขับออกไปตามหาคนอื่นๆที่เหลือไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่บ้าคลั่ง เพื่อที่จะพบว่าเขามาช้าเกินไป ทริน่าสูญเสียความทรงจำที่จะจำมาร์คได้ไปแล้ว

มาร์คค้นพบจดหมายของรัฐบาลที่สั่งให้มีการสังหารประชาชนของตัวเรียกที่เรียกว่า The Kill Order เพื่อลดการบริโภคทรัพยากร เนื่องจากจะทำให้ประชาชนกลุ่มที่ถูกเลือกขาดอาหารกันมากขึ้น จึงมีการใช้ไวรัสไข้วาบทำให้ผู้คนส่วนมากล้มตาย เมื่อมาร์ครู้ดังนั้น ... เขาจึงตัดสินใจส่งดีดี้ผ่านระนาบเคลื่อนย้ายไปที่อื่นเพราะเธอคือความหวังเดียวของมนุษยชาติในการผลิตวัคซีนไข้วาบ และมาร์คก็ตัดสินใจทำลายระนาบเคลื่อนย้ายพร้อมกับสละชีวิตของเขาเองเพราะเขาไม่ต้องการให้ผู้คนที่บ้าคลั่งหลุดเข้าไปยังสถานที่ที่ดีดี้กำลังจะไปอีกแล้ว ...

..............................................................

เล่มนี้ไม่ค่อยสนุก เนื้อเรื่องเดาง่าย ตัวละครจืดๆธรรมดาๆ แถมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังแว่บไปแว่บมา ยังไม่ทันให้คนอ่านทำความเข้าใจเลย ก็ตัดไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งซะแล้ว พูดง่ายว่าอ่านแล้วไม่อิน ! ยังดีที่มีบทแอ็คชั่นมันส์ๆมาช่วยชีวิตเอาไว้ ไม่งั้นเราคงอ่านไม่จบเป็นแน่แท้ ไหนจะการผจญภัยที่ยืดเยื้อเกินความจำเป็น สรุปว่าทั้งเรื่องตัวเอกแค่ตามหาเพื่อนที่หายตัวไปเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นเลยด้วยซ้ำ

ยังดีที่ตอนจบทำให้เราพอชอบได้อยู่บ้าง ทุกสิ่งทีเ่กิดขึ้นมันคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นใน The Maze Runner ทั้ง 3 เล่ม แต่ถ้าถามว่ามีความเชื่อมโยงอะไรมากกว่านั้นมั้ย เราตอบได้เลยว่า ไม่ ! เพราะเราไม่รู้ว่าดีดี้คนนี้เธอจะโตขึ้นไปและรับบทบาทไหนในการผลิตวัคซีนรักษาไข้วาบ ถ้าเราจำไม่ผิด The Maze Runner ทั้งสามเล่มไม่ได้เอ่ยถึงชื่อนี้เลยด้วยซ้ำมั้ง หวังว่าเล่มต่อๆไปจะเผยบทบาทของเธอให้เราได้เห็นมากขึ้นกว่านี้บ้าง

ถามว่าความรู้สึกหลังจากอ่านเล่มนี้จบมันอยู่ตรงจุดไหนของสามเล่มก่อนหน้านี้ เราขอตอบเลยว่า ... The Kill Order ทำให้เรารู้สึกเหมือนตอนอ่าน The Death Cure เลย เราชอบในแง่บทสรุปของ The Kill Order ที่แม้จะดูห้วนๆเพราะคำอธิบายสั้นๆกระชับๆชองแดชเนอร์ แต่มันก็คือสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงๆและไม่ได้ยึดมั่นในตอนจบแบบสวยงามเหมือนนิยายเล่มอื่นๆ ขอชื่นชมแดชเนอร์ที่ซื่อสัตย์ต่อคนอ่านได้ขนาดนี้

มีส่วนเนื้อเรื่องของโทมัสมานิดนึง ซึ่งแทบจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาเลย เราก็สงสัยเหมือนกันว่าจะใส่มาเพื่อ ?

คะแนน 6.5/10

May 25, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน ไข้มรณะ - The Death Cure (The Maze Runner #3)


สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

ทั้งแดนสังหารและแดนมอดไหม้คือด่านทดสอบอันจะนำไปสู่การผลิตวัคซีนป้องกันไข้วาบ วิคเค็ดอ้างว่าที่ทำลงไปทั้งหมดคือความจำเป็น และผลที่จะได้รับกลับมามันคุ้มค่า ต่อให้มีเด็กๆ ต้องตายลงก็ตาม

แต่มันจะไม่มีการทดสอบใดๆ อีกต่อไปแล้ว นับจากนี้คือความร่วมมืออย่างเท่าเทียมระหว่างวิคเค็ดกับชาวทุ่งทั้งสองกลุ่มการทดลอง และวิคเค็ดยังแสดงเจตนาดีด้วยการสัญญาว่าจะคืนความทรงจำให้ทุกคน

สำหรับโทมัส เขาเกลียดตัวเองในอดีตพอๆ กับที่เกลียดวิคเค็ด ไม่สิ เกลียดมากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อเขาคือคนต้นคิดบททดสอบนรกพวกนั้นเอง เขาจึงไม่ต้องการจะจำอะไรได้ทั้งสิ้น

แต่เรื่องที่ได้รับแจ้งยังไม่หมดแค่นั้น นี่อาจเป็นไปเพื่อหว่านล้อม... หรือข่มขู่... วิคเค็ดบอกกับทุกคนว่าในกลุ่มพวกเขามีทั้งคนที่มีภูมิคุ้มกันไข้วาบและคนที่ไม่มี โดยหนึ่งในคนที่ไม่มีภูมิและตอนนี้ก็ติดเชื้อไข้วาบไปเรียบร้อยแล้วคือเพื่อนคนหนึ่งซึ่งสนิทกับโทมัสที่สุด!

REVIEW

หลังจากเล่มที่แล้วที่เทเรซาบอกว่าโทมัสติดไข้วาบอย่างร้ายแรง ปรากฏว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหกของวิคเค็ดเพื่อเป็นการทดสอบปฏิกิริยาของกลุ่มตัวอย่าง (พูดง่ายๆว่าเป็นการทดสอบขั้นที่ 3 นั่นเอง)

แจนสัน(ไอ้หน้าหนู)ตัดสินใจจะคืนความทรงจำให้กับทุกคน แต่โทมัส มินโฮและนิวท์ กลับปฏิเสธซะงั้น(ด้วยเหตุผลที่ไม่ไว้ใจวิคเค็ด กลัวว่าพวกนั้นจะมายุ่งกับสมองพวกเขาอีก) ทั้งสามจึงวางแผนหลบหนีออกโดยใช้เบิร์กโดยมีฮอร์เก้และเบรนดาคอยหนุนหลัง

โทมัส มินโฮ นิวท์ ฮอร์เก้ เบรนดา หลบหนีมายังเดนเวอร์ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเทเรซามาที่นี่ จิตใต้สำนึกของโทมัสไม่ไว้ใจเทเรซาอีกแล้ว แต่ก็ยังอยากจะร่วมมือกับเธออยู่ดี (หงุดหงิดเหตุผลตรงนี้มากอ่ะ) ไหนจะมีเรื่องของกัลลี่ที่เคยฆ่าชัค เมื่อโทมัสรู้ว่าเขาถูกวิคเค็ดควบคุม ความโกรธที่เคยมีก็หายไปเป็นความรู้สึกผิดที่เคยทำร้ายกัลลี่ปางตายแทน (อะไรจะเปลี่ยนอารมณ์ง่ายขนาดนั้น หงุดหงิดเหตุผลตรงนีอีกแล้ว)

โทมัสมาอยู่ในเดนเวอร์ไม่เท่าไร ก็ถูกเชิ้ตแดงจับ ทั้งๆที่แบรนดาบอกให้รีบออกไปจากร้านกาแฟ แต่โทมัสก็นั่งบื้อ ชมเหตุผลที่เกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้พาตัวไปอีก (มันไม่ make sense หลายจุดเลยอ่ะ ทั้งๆที่โทมัสผ่านเขาวงกต แดนมอดไหม้อะไรมาแล้ว แต่กลับไม่มีไหวพริบและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเอาเสียเลย)

นิวท์ถูกจับตัวไปเพราะเขาติดไข้วาบจนเกินเยียวยาแล้ว โทมัสตามไปช่วยแต่นิวท์ไม่ยอมกลับมากับเขา

โทมัสถูกกลุ่มแขนขวาจับตัวไปเพื่อรับฟังแผนการณ์ของเขาในที่สุด โทมัสต้องเข้าไปในวิคเค็ดแล้วติดตั้งเครื่องระบบสัญญาณให้อาวุธของคนในนั้นใช้งานไม่ได้ โทมัสเกือบจะถูกผ่าตัดสมองซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทดลอง แต่เขาก็หลบหนีมาได้เสียก่อน แผนการณ์ของเขาก็คือโทมัสต้องกลับไปช่วยคนที่มีภูมิคุ้มกันซึ่งตอนนี้ถูกพาตัวไปไว้ในเขาวงกต ดังนั้นโทมัสรวมถึงชาวทุ่งที่เข้าร่วมกับกลุ่มแขนขวาต้องย้อนกลับไปในเขาวงกตแล้วช่วยคนที่เหลืออกมาในคณะที่วินซ์ ผู้นำกลุ่มแขนขวามีเป้าหมายในการระเบิดตึกของวิคเค็ดให้ราบคาบ

สปอยล์ตอนจบล้วนๆเลยนะ หากไม่อยากเสียอรรถรสในการอ่านหนังสือเล่มนี้ โปรดข้ามส่วนนี้ไป ...

เทเรซ่าโดนตึกถล่มลงมาทับจนเสียชีวิต(คิดว่าผู้เขียนไม่รู้จะจบประเด็นความสัมพันธ์ของโทมัส-เทเรซายังไงดีแน่ๆถึงได้ฆ่าตัวละครตัวนี้ทิ้ง) ส่วนโทมัส มินโฮ เบรนดา และพวกที่เหลือสามารถเดินทางผ่านระนาบเคลื่อนย้ายไปยังโลกใหม่ซึ่งมีธรรมชาติสีเขียว แสงอาทิตย์ ตามจุดมุ่งหมายสุดท้ายของประธานเพจของวิคเค็ดนั้นก็คือเพาะพันธุ์มนุษยชาติขึ้นมาใหม่ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เ่ผ่าพันธุ์มนุษยชาติมีชีวิตรอดต่อไปหลังจากการพัฒนาคิดค้นวัคซีนล้มเหลว

... หนังสือเล่มนี้สนุกน้อยที่สุดในบรรดาสามเล่ม อาจจะเป็นเพราะผู้เขียนหมดมุกในการเล่าเรื่องให้น่าติดตามไปแล้ว เล่มนี้ไม่มีประเด็นที่น่าสนใจเลย เนื้อเรื่องหลักๆค่อนข้างจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือแปลกใหม่เลยด้วยซ้ำต่างจากสองเล่มแรกที่มีประเด็นความแปลกใหม่เข้ามาเรื่อยๆทำให้เราแปลกใจได้เสมอ เล่มนี้เนื้อเรื่องกลับเนือยๆ เอื่อยๆ อย่างบอกไม่ถูกอ่ะ

แถมตอนจบยังเรียบง๊าย เรียบง่ายยยยยย เรียกว่าง่ายจน 'น้ำเน่า' เลยก็ได้ สำหรับการผจญภัยในเขาวงกตมาจนถึงดินแดนมอดไหม้ ทุกคนเสี่ยงชีวิตไปเท่าไร แต่ทางออกกลับเป็นอะไรที่ง่ายๆและขอไปที ถึงแม้ว่ามันจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับมวลมนุษยชาติก็ตามเถอะ (และสำหรับตอนจบโลกสวยสำเร็จรูปสำหรับนิยาย YA)

ยังมีประเด็นที่ไม่เคลียร์อยู่นะ เช่น โทมัสยังไม่ได้รับความทรงจำกลับคืนมา แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจของตัวละครด้วยแหละที่ไม่ต้องการการรับรู้อดีตและพอใจกลับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

ให้ 6.5 สำหรับเล่มนี้ สำหรับเนื้อเรื่องที่ตื้นเขินไม่มีมิติหรือความสมเหตุสมผลเท่าสองเล่มก่อนหน้า กับตอนจบที่ง่ายเกินไปสำหรับนิยายชุดนี้ ....

คะแนน 6.5/10

May 24, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน สมรภูมิมอดไหม้ - The Scorch Trials (The Maze Runner #2)



สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

ความจริงเศษเสี้ยวหนึ่งเผยออกมาแล้วว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหมดที่โทมัสและเพื่อนๆ ผ่านออกมาได้คือกาทดลองเพื่อเป้าหมายบางอย่าง แต่มันมีคนที่ต้องเป็นบ้า คนที่ได้รับบาดเจ็บ และคนที่ตาย... การทดลองพรรค์ไหนกันจึงต้องทำถึงขนาดนี้

ผู้รอดชีวิตจากวงกตมฤตยูมีเพียงยี่สิบคน พวกเขาต่างคาดหวังว่าอะไรๆ จะดีขึ้น ว่าได้หนีพ้นจากนรกกันมาแล้ว หากความหวังก็อยู่กับพวกเขาสั้นเหลือเกิน แค่ข้ามคืนภาพนรกขุมใหม่ก็ปรากฏตรงหน้า การลุกวาบของดวงอาทิตย์ ไข้วาบ เหล่าผู้ติดเชื้อ ฯลฯ นี่ไม่ใช่โลกในแบบที่ใครอยากหนีออกมาเจอเลย

คลื่นความแตกตื่นยังคงโหมซัดไม่หยุด เมื่อเทเรซา เด็กสาวเพียงคนเดียวจู่ๆ ก็หายตัวไป ที่มาแทนคือเด็กหนุ่มแปลกหน้าซึ่งบอกว่าตนมาจากอีกกลุ่มหนึ่งของการทดลอง!

‘วิคเค็ด’ปูทางให้พวกเขาเข้าสู่การทดสอบขั้นต่อไป ความทรมาน ความทุกข์ยาก และความตายกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง ทั้งกลุ่มคนปริศนาพวกนั้นยังรับประกันด้วยว่าหนนี้... มันจะหนักหนากว่าเดิม

REVIEW

หลังจากที่โทมัสและผองเพื่อนหลุดออกมาจากเขาวงกตได้แล้ว เขาคิดว่าการทดลองบ้าๆนี่จะจบลงเสียที แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อเทเรซ่าหายตัวไปและมีเด็กหนุ่มอีกคน อริส มาแทนที่เธอเสียนี่

ภารกิจขั้นต่อไป นำเด็กยี่สิบคนที่รอดชีวิตเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ ณ บัดนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิที่ลุกโชนด้วยความร้อน พายุ และสายฟ้า ไข้วาบทำให้ผู้คนเป็นบ้า โทมัสได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ติดไข้วาบแต่ยังไม่กลายเป็นบ้า เพื่อเดินทางไปยังหนึ่งร้อยไมล์ทางทิศเหนือตามที่เขาได้รับภารกิจ

โทมัสได้พบกับเทเรซ่าอีกครั้ง บัดนี้เธอกลับกลายเป็นอีกคนที่โทมัสไม่รู้จัก ท่ามกลางสมรภูมิมอดไหม้ที่โทมัสต้องเอาชีวิตรอด อุปสรรคกลับยากยิ่งขึ้นเมื่อเด็กสาวจากกลุ่มบีที่เหลือรอดมาจากเขาวงกตเช่นเดียวกับโทมัสที่มาจากกลุ่มเอ กลับหมายปองที่จะเอาชีวิตพวกเขาเสียนี่โดยอ้างว่าการฆ่าโทมัสคือภารกิจที่พวกเธอได้รับมอบหมายมา

ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเทเรซ่าทรยศโทมัส อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเขา แม้ว่าเหตุผลที่เทเรซ่ายกมาอ้างหลังจากที่เธอทำทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นการทรยศหักหลังโทมัสจะเป็นแค่การช่วยโทมัสให้มีชีวิตรอดต่อไปก็ตาม แต่ลึกๆในใจของโทมัส ความรู้สึกๆดีที่มีให้กับเทเรซ่านั้นหายไปจนไม่เหลือแล้ว

เมื่อมาถึงแหล่งปลอดภัยตามที่ภารกิจบอกไว้ กลับกลายเป็นพื้นที่โล่งกว่าง ไม่มีอะไรนอกจากทะเลทรายที่ไร้จุดสิ้นสุด แต่ก่อนที่เวลาแห่งการสิ้นสุดของภารกิจจะมาถึง สัตว์ประหลาดกลับจู่โจมเด็กจากกลุ่มเอและบี โทมัสต้องต่อสู้ทั้งกับสัตว์ประหลาดและพายุฝนฟ้าคะนองจนในที่สุดยานลำหนึ่งก็จอดมารับโทมัสและเพื่อนๆขึ้นไปพร้อมกับบอกว่า 'บททดสอบสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนี้จะไม่มีการทดสอบอะไรอีก'

โทมัสจะสามารถเชื่อคำบอกกล่าวนั้นได้หรือ ? หลังจากสิ่งเลวร้ายที่เขาต้องเผชิญทั้งหมดนี่ แถมตอนท้ายเขาถึงถูกจับไปขังไว้ในห้องสีขาวพร้อมกับคำบอกเล่าของเทเรซ่าในโทรจิตว่าเขาติดไข้วาบและไข้วาบฝังลึกในตัวของเขามากเกินไปจนเกินเยียวยาแล้ว ...

เล่มนี้ตอนต้นๆสนุกมาก เหมือนกับเปิดเข้าสู่ความแปลกใหม่อีกอย่างที่แตกต่างจากเล่มที่แล้ว แต่กลางๆเรื่องกลับอืดอาดยืดยาดเสียนี่ เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างไม่มีความสลักสำคัญอะไร ไม่ค่อยน่าตื่นเต้น ส่วนตอนจบก็ธรรมดาไม่ได้หักมุมหวือหวาอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับนิยายแนวนี้หรือแนวทางในการเขียนของนักเขียนที่พยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับชิ้นส่วนปริศนาที่ค่อยๆปรากฏขึ้นทีละชิ้นพร้อมกับการตลบหลังในตอนท้ายที่ทำให้ผู้อ่านรู้ตัวว่าพวกเขาคิดผิดมาตลอด

แต่มันกลับไม่ใช่แบบนั้น ... การกระทำบางอย่างของตัวละครขาดแรงจูงใจไปมาก แม้ว่าจะมีผลกระทบมาจากไข้วาบหรืออะไรก็ตาม โดยส่วนตัวเราคิดว่าเล่มที่แล้วมีความสมเหตุสมผลในแง่มุมของการดำเนินเรื่องมากกว่าเล่มนี้ (ยกเว้นตอนแรกๆของหนังสือที่ยังมีความตื่นเต้นอยู่กับตอนท้ายๆที่สามารถดึงเสน่ห์ของนิยายชุดนี้กลับมาได้)

ให้ 8 คะแนนเท่ากับเล่มแรก เพราะคิดว่าเนื้อเรื่องยังไม่หลุดออกจากกรอบมากนักและมีความสนุกเพิ่มจากในส่วนที่เล่มแรกยังไม่มี

คะแนน 8/10

May 2, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน วงกตมฤตยู - The Maze Runner (The Maze Runner#1)


สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

การตื่นนอนกลายเป็นฝันประหลาดน่ากลัว โทมัสลืมตาขึ้นมาพร้อมกับที่ความทรงจำทั้งหมดทั้งมวลสูญหายไป ในสถานที่ที่ไม่อาจทำความเข้าใจ รายล้อมด้วยเด็กหนุ่มวัยเดียวกันมากมายที่ต่างก็ไร้ความทรงจำ โทมัสเข้ามาเป็นสมาชิกรายล่าสุดของ ‘ทุ่ง’และต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ ‘ชาวทุ่ง’นับแต่นี้ กำแพงหินสูงเสียดฟ้าทั้งสี่ด้านเป็นดังปราการ แรกทีเดียวโทมัสเข้าใจว่ามันมีไว้ไม่ให้พวกเขาหลบหนี หากที่แท้แล้วมีไว้เพื่อกันไม่ให้ ‘บางอย่าง’ข้างนอกนั่นเข้ามาทำให้ทุ่งกลายเป็นนรกต่างหาก คืนแล้วคืนเล่าทางเดินด้านนอกขยับเคลื่อนไหว คืนแล้วคืนเล่าไม่ว่าใครเผลอล่วงล้ำออกไปไม่มีวันได้กลับมา คืนแล้วคืนเล่าก็ยังคงไม่อาจไขปริศนาใดๆ คืนแล้วคืนเล่าที่ความหวังว่าจะได้หนีออกจากโลกบ้าๆ นี้ไปค่อยๆ ริบหรี่ลง นอกกำแพงน่ากลัว... แต่โทมัสกลับมีความรู้สึกแรงกล้าว่าอยากออกไป และเขาไม่สามารถต้านทานสัญชาตญาณตัวเองได้เลย!

REVIEW

จะทำอย่างไร ... หากคุณถูกขังไว้ในเขาวงกตและความทรงจำของคุณสูญหายไปทั้งหมด ?

นั่นคือจุดเริ่มตอนของเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เมื่อโทมัสคือเด็กหน้าใหม่ของ 'ทุ่ง' เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และเขาเป็นใคร ? แต่ยังไงเขาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เขาวงกตแห่งนี้กับเด็กวัยเดียวกับเขา ผู้ที่ซึ่งไม่รู้อะไรเลยเหมือนกับเขา

มีปริศนาบางอย่างที่โทมัสสงสัยว่าทำไมแต่ละวันก่อนที่ประตูจะปิด มีเด็กหลายคนวิ่งกลับเข้ามาจากเขาวงกต และมีตัวอะไรอันตรายอยู่ข้างนอกนั่นกันแน่ !?

เมื่อโทมัสเริ่มที่จะเรียนรู้และมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ เขาก็อยากเป็น 'นักวิ่ง' เพื่อสำรวจเส้นทางเขาวงกต เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใครและที่นี่คือที่ไหน ถ้าโชคดี ... เขาอาจจะหาทางออกออกจากที่นี่ก็เป็นไปได้

เมื่อการสำรวจเขาวงกตไม่รุกคืบไปไหน มีแต่อันตรายที่ต้องผจญ ตัวโศกาที่บุกทำลายสิ่งมีชีวิตในเขาวงกตจนเสียหาย และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึง เด็กสาวคนแรกและคนสุดท้ายถูกส่งตัวมายังเขาวงกตพร้อมกับความทรงจำที่ขาดๆหายๆของเธอและของโทมัส เด็กทั้งหมดของทุ่ง ... ต้องไขปริศนาให้ได้ว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้คืออะไร เขาวงกตมีทางออกไหม ? และพวกเขาจะจัดการอย่างไรกับอันตรายที่รายล้อมเข้ามา

เราว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจมากๆเลยนะตอนได้อ่านครั้งแรก ... แต่โดยรวมแล้วเราให้หนังสือเล่มนี้อยู่เกรด B นะ เพราะว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจแต่การเล่าเรื่องมีบางช่วงที่เราว่าเอื่อยๆไปหน่อย เนื้อหาแต่ละตอนก็สั้นมากๆ อ่านไปได้ 2-3 หน้าก็ขึ้นตอนใหม่ซะแล้ว เราว่าอารมณ์มันไม่ค่อยประติดประต่ออ่ะ

แถมตอนจบ ! ... ความลับของเขาวงกต เราว่านักอ่านหลายคนเดาได้แน่ๆ เพราะเราอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งเล่มด้วยซ้ำ เราก็เดาได้แล้วนะว่า เขาวงกตที่จริงคือการทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเด็กกลุ่มหนึ่งโดยมีการควบคุมตัวแปรและปัจจัยต่างๆ

บอกตรงๆว่าเราแอบเสียดายไอเดียของผู้แต่งมาก เราว่าตอนเฉลยปมมันดูง่ายไปหน่อย คนที่เคยดูภาพยนตร์แนวนี้มาน่าจะเดากันออกตั้งแต่เงื่อนงำบางอย่างปรากฏออกมาแล้วด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นหนังสือสำหรับเยาวชนอ่ะเนอะ เราว่าเด็กๆหลายคนที่เริ่มต้นอ่านหนังสือแนวนี้คงรู้สึกถึงความแปลกใหม่ของวรรณกรรมเล่มนี้แน่ๆ ความน่าตื่นตาตื่นใจขององค์ประกอบต่างๆที่ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละบท รวมถึงการเล่าถึงที่ผู้แต่งดูเหมือนจะกั๊กๆเอาไว้ ค่อยๆปล่อยออกมาทีละนิดให้เราลุ้นจนใจหายเล่นๆ

คะแนน 8/10


ฉบับภาพยนตร์กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้แล้ว ได้พระเอกจาก Teen Wolf ด้วย (ยังติดภาพสไตล์อยู่เลย 555)