Showing posts with label Movie. Show all posts
Showing posts with label Movie. Show all posts

Sep 16, 2015

The 5th Wave (The 5th Wave #1)



ชื่อเรื่อง The 5th Wave
จากชุด The 5th Wave
ผู้แต่ง Rick Yancey
วรรณเยาวชน ดิสโทเปีย
สำนักพิมพ์ Putnam Juvenile

เรื่องย่อ

After the 1st wave, only darkness remains. After the 2nd, only the lucky escape. And after the 3rd, only the unlucky survive. After the 4th wave, only one rule applies: trust no one.

Now, it’s the dawn of the 5th wave, and on a lonely stretch of highway, Cassie runs from Them. The beings who only look human, who roam the countryside killing anyone they see. Who have scattered Earth’s last survivors. To stay alone is to stay alive, Cassie believes, until she meets Evan Walker.

Beguiling and mysterious, Evan Walker may be Cassie’s only hope for rescuing her brother—or even saving herself. But Cassie must choose: between trust and despair, between defiance and surrender, between life and death. To give up or to get up.

REVIEW

...หลังจากคลื่นลูกแรก ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด ไฟฟ้าใช้การไม่ได้ ... คลื่นลูกที่สอง ภัยธรรมชาติกวาดล้างชีวิตผู้คนไปมากมาย ... คลื่นลูกที่สาม โรคระบาดคร่าคนให้ตายอย่างทรมาน ... หลังจากคลื่นลูกที่สี่นั้น ไซเลนเซอร์ได้บังเกิดขึ้น ...

แคสซี่ต้องเสียแม่ของเธอไปจากคลื่นลูกที่สาม แคสซี่ พ่อและแซมมี่ น้องชายของเธอต้องร่อนเร่มายังสถานที่ที่น้องชายของเธอถูกจับส่งขึ้นรถโรงเรียนไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย ในขณะที่แคสซี่ต้องทนเห็นพ่อของเธอถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ผู้คนที่คิดว่าเป็นมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ กลับกลายเป็นอสูรกายในสายตาของเด็กสาววัยสิบหกที่เข่นฆ่าพวกเดียวกันเอง แคสซี่ต้องเอาชีวิตรอดและเธอจะไว้ใจใครไม่ได้อีกเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ดิออร์เธอร์บุกโลก โลกทั้งใบของเด็กสาวก็เปลี่ยนไป

แคสซี่ถูกยิงระหว่างการหนีเอาชีวิตรอดและนั่นทำให้เธอได้พบกับอีวาน วอล์คเกอร์ ชายหนุ่มรูปหล่อที่เสียแฟนสาวไปหมาดๆ แคสซี่วางแผนว่าจะจากอีวานไปทันทีที่เธอทำได้ แต่อีวานไม่ยอมปล่อยแคสซี่ไป เขารั้งเธอไว้ เขาจูบเธอ เมื่อแคสซี่ยังดื้อดึงที่จะไปตามหาแซมมี่ ความจริงก็ปรากฏว่าจริงๆแล้วอีวานเป็นมนุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์ เขาคือผลผลิตจากดิออร์เธอร์ที่เข้าไปอยู่ในร่างของมนุษย์ตั้งแต่เด็ก (ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง The Host เราว่าน่าจะหลักการคล้ายๆกัน)

เบนเพื่อนที่โรงเรียนของแคสซี่ถูกจับไปฝึกเป็นทหาร ที่นั่นเขาได้พบกับนักเก็ต หรือแซมมี่ น้องชายของแคสซี่ ภายหลังเขาค้นพบว่าแผนการณ์ทั้งหมดคือคลื่นลูกที่ 5 ที่ต้องการให้ผู้คนฆ่ากันเอง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจย้อนกลับมายังฐานเพื่อช่วยเหลือแซมมี่ออกมาจากที่นั่น และทำให้เขาได้พบกับแคสซี่ที่กำลังช่วยเหลือน้องชายของเธออยู่พอดี อีวานตามเข้ามาช่วยแคสซี่ เบนและแซมมี่ออกไป แต่เขากลับย้อนกลับเพื่อระเบิดทำลายฐานพร้อมกับคำสัญญาว่าเขาจะหาแคสซี่ให้เจออีกครั้งหนึ่ง

....................................................

รู้สึกเหมือนทุกอย่างในนิยายเล่มนี้ถูกจับวางอย่างผิดที่ผิดทางไปเสียหมด องค์ประกอบของนิยายไม่ได้แตกต่างอะไรกับภาพยนตร์แนวเอเลี่ยนบุกโลกมากนัก The 5th Wave มีกลิ่นอายที่ทำให้เรานึกถึง The Host แต่เนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนกันเลยนะ ... เมื่อปีที่แล้ว (พ.ย. 57) เราได้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน แต่อ่านไม่พ้น 25% ก็เป็นอันต้องวาง เพราะเรารู้สึกเบื่อ ตอนแรกของหนังสือ ... การเล่าเรื่องช้ามากถึงมากที่สุด ไม่มีอะไรน่าสนใจและสามารถเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

จนเมื่อวันก่อนเราได้มีโอกาสดูเทรลเลอร์ของภาพยนตร์ที่กำลังจะฉายปีหน้าและคิดว่ามันน่าสนใจมากๆ จึงไม่เสียหายอะไรหากจะลองหยิบหนังสือที่ครั้งหนึ่งเราเคยอ่านไม่จบขึ้นมาอ่านใหม่ หลายคนที่อ่านบลอคเรามาถึงตรงนี้อาจจะคิดว่า 'นี่แกบ้าหรือเปล่า เนื้อเรื่องสนุกขนาดนั้น ทำไมยังจะไม่ชอบอีก ?' เราบอกเลยว่า ... เนื้อเรื่องนิยายเล่มนี้สนุกมาก แต่วิธีการนำเสนอกลับทำให้ของดีๆเสียเปล่าอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับอาหารภัตตาคารหรูแต่ถูกจับยัดใส่ถุงก๊อบแก๊บก้นรั่วๆ แล้วบอกลูกค้าว่า 'นี่ไง หูฉลามราคาสองพันห้า' ถามหน่อยนะ ... ใครมันจะเชื่อว่าของที่อยู่ข้างในจะคุณภาพดีขนาดนั้น จริงมั้ย ในเมื่อแพคเกจมันไม่ได้ชวนเชื่อแบบนั้นเลย

การเล่าเรื่องจะตัดสลับผ่านตัวละครหลายตัว ซึ่งเป็นไปด้วยความมึนงงชวนสับสน เนื้อเรื่องเล่าผ่านบุคคลที่ 1 และ 3 ตามใจฉัน (ซึ่งเรายังไม่เคยเจอนักเขียนคนไหนจะใจกล้าเล่าเรื่องด้วยวิธีแบบนี้มาก่อน) มีทั้งตัวละครเป็นคนเล่าเรื่องเอง (2 ตัว - แคสซี่ กับ เบน) และนักเขียนเป็นคนเล่าเรื่องของตัวละคร (1 ตัว - อีวาน) แค่นี้ก็ฟังดูปวดหัวแล้ว พออ่านจริงๆ มันยังมีมากกว่านั้น ระหว่างบทยังมีการตัดขึ้น POV ใหม่ของตัวละครแบบไม่กล่าวถึงก่อนว่าบทที่กำลังจะอ่านเป็น POV ของใคร คือต้องให้คนอ่านทำความเข้าใจเองจริงๆว่าตัวละครไหนกำลังเล่าเรื่องบทนี้ ซึ่งมันเกิดกับเรามาแล้วล่ะว่าตอนอ่าน POV ของเบน ไอ้เราก็เพลินๆคิดว่าแคสซี่เป็นคนเล่า พอสะดุดตรง he เราก็แบบเฮ้ย ! อะไรวะ นี่เราเข้าใจอะไรผิด อ่านต่อไปอีกหน่อย อุ๊แม่เจ้า ! นี่เราเข้าใจตัวละครผิดมาครึ่งค่อนบทเลยรึนี่

อีกจุดหนึ่งที่เราไม่ชอบเลยก็คือ ... ความรักระหว่างอีวานกับแคสซี่ คือทั้งสองคนนี้รักกันเร็วมากกกก (แบบเร็วจนเราไม่รู้ว่ามันแอบไปรักกันตอนไหน) เอะอะเดี๋ยวก็จูบ ก็จูบ ! นางเอกก็แบบ ... ไม่นะ เธอเป็นศัตรูฉัน ... อีวาน ฉันจะไม่จูบกับเธอหรอก (แต่แล้วนางก็ยื่นปากให้เค้าจูบสวยๆ) คือแบบไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมความรักของพระนางในเรื่องมันเป็นแบบนี้ มีคนเอาหนังสือเล่มนี้ไปเปรียบเทียบกับ Twilight ซึ่งเรา Twilight สมเหตุสมผลกว่าเยอะนะ แบบเออ เข้าใจว่าพระเอกมันกระหายเลือดนางเอกด้วยไง แต่ The 5th Wave นี่เราเชื่อได้แค่อย่างเดียวว่า ... พระเอกโดนนางเอกทำเสน่ห์ใส่เข้าแล้วล่ะมั้ง เลย crazy in love ได้ซะขนาดนี้ เหตุผลทุกอย่างของตัวละครดูเบาโหวงไปหมด จนไม่รู้จะเชื่อยังไง

คิดไม่ออกเลยว่าจะอ่านเล่มต่อไปดีมั้ย ... เอาไว้รอหนังเข้าละกัน ถ้าหนังปรับบทอะไรให้ดีกว่าหนังสือคงจะโอเคมากเลยแหละ ในหนังสือนี่ทั้ง flashback ภาคปัจจุบัน POV อะไรก็ไม่รู้สลับกันมั่วไปหมด ... ปวดหัว ตอนสุดท้ายก็เหมือนจะสนุกนะ คือมันไม่ได้ cliffhanger อะไรมากหรอก แต่มันให้อารมณ์เหมือนผู้แต่งต้องการจะบอกว่า 'ฉันจะให้จบแบบนี้ ใครจะทำไม ใครไม่พอใจนัดตบกันได้นะ !' คนอ่านอย่างเราๆก็ต้องก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมตาปริบๆไป หรือไม่ก็หยิบ The Infinite Sea ขึ้นมาอ่านเงียบๆ

คะแนน 4/10


Aug 14, 2015

The Martian


ชื่อเรื่อง The Martian
ผู้แต่ง Andy Weir
สำนักพิมพ์ Crown
แนว Sci-fi

เรื่องย่อ

Six days ago, astronaut Mark Watney became one of the first people to walk on Mars. Now, he's sure he'll be the first person to die there. After a dust storm nearly kills him & forces his crew to evacuate while thinking him dead, Mark finds himself stranded & completely alone with no way to even signal Earth that he’s alive—& even if he could get word out, his supplies would be gone long before a rescue could arrive. Chances are, though, he won't have time to starve to death. The damaged machinery, unforgiving environment or plain-old "human error" are much more likely to kill him first. But Mark isn't ready to give up yet. Drawing on his ingenuity, his engineering skills—& a relentless, dogged refusal to quit—he steadfastly confronts one seemingly insurmountable obstacle after the next. Will his resourcefulness be enough to overcome the impossible odds against him?


REVIEW

ภารกิจสำรวจดาวอังคารของมาร์คกลายเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา เมื่อมาร์คถูกพายุทรายพัดกระเด็นและเพื่อนๆของเขาคิดว่าเขาตายไปแล้ว นั่นทำให้เขาถูกทิ้งไว้บนดาวอังคาร พอมาร์คฟื้นขึ้นมา เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดบนดาวดวงนี้ให้ได้ ไม่เว้นแม้แต่นำอุจจาระมาปลูกมันฝรั่ง และการผลิตน้ำจากไฮโดรเจนและออกซิเจน นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อเขาต้องหาทรัพยากรในการดำรงชีพเป็นเวลาทั้งหมดสี่ปี เมื่อรอยาน Ares 4 ที่จะมาเยือนดาวอังคารอีกครั้ง เมื่อนั้น...ถ้ามาร์คยังมีชีวีตรอด เขาจะได้กลับบ้าน

มาร์คใช้ติดต่อกับนาซ่าได้สำเร็จ แต่มันไม่ง่ายเมื่อมาร์คกำลังจะอดตายเมื่อมันฝรั่งของเขาตายเรียบ นาซ่าจึงต้องส่งความช่วยเหลือมาให้ถึงมาร์คก่อนที่เขาจะแย่ไปมากกว่านี้ ด้วยอุปสรรคต่างๆนานา ผ่านไปปีกว่าๆที่มาร์คต้องใช้ชีวิตอยู่บนดาวองคาร เขาก็สามารถขึ้น MAV เพื่อนเดินทางกลับบ้านได้ในที่สุด

..................................................

" ถ้ารู้ว่าตัวเองเกลียดวิทยาศาสตร์เข้ากระดูกดำ อย่าริอ่านหนังสือเล่มนี้ " มีคนเคยเตือนเรานานแล้วตั้งแต่ The Martian ออกใหม่ๆแล้วเราเกิดความรู้สึกอยากลองของ เราเป็นคนดู Star Wars แล้วไม่ค่อยอิน หนังที่ไซไฟหนักๆ ก็ค่อนข้างไม่ถูกจริตอีก ก่อนอ่านนั้นเรามโนไปว่า...มันก็ไม่เท่าไรหรอกมั้ง อ่านเพลินๆ อ่านขำๆ พอหลังจากอ่านจบแล้ว...ขำไม่ออกจ้า ช่วงแรกของหนังสืออ่านแล้วโอเคกับมันอยู่นะ สนุกตรงคำพูดประชดเสียดสีของมาร์คนี่แหละที่เป็นส่วนทำให้เนื้อเรื่องมันไม่ได้จืดชืดไปซะหมด พอช่วงกลางๆที่นาซ่าติดต่อมาร์คได้และเริ่มยื่นมือมาช่วยเหลือ ช่วงแรกของพาร์ทนี้สนุกมาก พอช่วงกลางๆ-หลังๆ เราสติแตกขั้นสุด

ช่วงท้ายๆเราอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย นี่ขนาดข้ามส่วนที่พูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ล้วนๆไปแล้วนะ มันก็ยังไม่ช่วยอะไรอยู่ดี คือจำได้ตอนเด็กๆเราเป็นคนที่อ่านหนังสือดาราศาสตร์ไม่รู้เรื่อง สำนวนในตอนท้ายๆของหนังสือเล่มนี้เราว่ามันค่อนข้าง cliché และถึงจะหย่อนมุขมาก็ทำให้เราขำไม่ได้เหมือนกับตอนแรกๆแล้ว การสลับ pov ตัดสลับเหตุการณ์ทำให้เรางงเราเบาๆว่าข้อความนี้ส่งถึงใคร และใครส่งมา อะไรยังไง เรางง

ยกเว้นคาแรคเตอร์ของมาร์คแล้ว เราว่าไม่มีตัวละครไหนน่าสนใจเลย เพราะทุกตัวมันแบนราบเป็นหนึ่งมิติไปซะหมด อ่านจบบทแล้วก็จำแทบไม่ได้ว่าตัวละครนี้มีบทบาทอะไร คือ The Martian เป็นนิยายแนวเอาชีวิตรอด ไม่มี plot twist หรือหักมุมอะไรทั้งนั้น เนื้อเรื่องจากจุดเริ่มต้นลากเป็นเส้นตรงไปแตะจุดสุดท้ายแบบไม่มีเลี้ยวโค้งตรงไหน เพียงแค่คุณเปิดหน้าแรก คุณก็สามารถเดาตอนจบได้แล้วล่ะ จริงๆ

ถ้าคนสนใจนิยายที่เป็น Pure sci-fi หรือเป็นคอ sci-fi ดั้งเดิมอยู่แล้ว จะอ่านหนังสือเล่มนี้สนุก(มาก)แบบไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แล้ว คิดจะมาอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะคิดว่ามัน...น่า...จะสนุก คุณอาจจะพบจุดจบแบบเรา ที่ยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่รู้เรื่องไปกันใหญ่ เตลิดเปิดเปิงมาก 555

คะแนน 5.5/10

Feb 1, 2015

The Best of Me


ชื่อเรื่อง ใจไม่สิ้นรัก
จากเรื่อง The Best of Me
ผู้แต่ง Nicholas Sparks
โรมานซ์ ร่วมสมัย
ผู้แปล วรางคณา เหมศุกล
สำนักพิมพ์ มติชน

เรื่องย่อ

ระหว่าง อะแมนด้า คอลเลียร์ สาวสวยอนาคตไกลจากตระกูลเก่าแก่ กับทายาทครอบครัวอันธพาลอย่าง ดอว์สัน โคล ผู้เงียบขรึม เพราะความต่างมีมากเกินไป เรื่องราวของพวกเขาจึงลงเอยแบบ “รักต้องห้าม” แต่เมื่อวันวานหมุนผ่านไป “โชคชะตา” กลับนำพารักที่ห่างหายให้หวนคืนมา ในช่วงวัยที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ติดตามบทสรุปของความผูกพันที่เติบโตไปตามกาลเวลา กับความหมายแห่งรักและคุณค่าของชีวิต ที่ต้องพิสูจน์ด้วย "หัวใจ" อิ่มเอมกับความประทับใจจากปลายปากกาของนักเขียนมากความสามารถที่คุณคุ้นเคย

REVIEW

ดอว์สัน โคลเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของเขา ที่ซึ่งเขาทิ้งความทรงจำและรักแรกพบสมัยวัยรุ่นของเขาเอาไว้ แต่ครั้งนี้เขาต้องกลับมาร่วมพิธีศพของทัค เพื่อนสูงวัยของเขา นั่นทำให้เขาเจอกับอะแมนด้า รักแรกและรักเดียวของเขาอีกครั้ง ดอว์สันรู้ดีว่าอะแมนด้าแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ผิดกับเขาที่ยังไม่มีใครและไม่สามารถตัดใจจากเธอได้ ทั้งคู่เริ่มเปิดใจคุยกันเรื่องเวลาที่ทั้งสองต้องแยกจาก อะแมนด้าเคยสูญเสียลูกสาวคนหนึ่งไป นั่นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีเริ่มแย่ลง แต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้กับดอว์สันฟัง

ภาพหลอนที่ดอว์สันเห็น ช่วยชีวิตเขาไว้อีกครั้งเมื่อเท็ดกลับมาล้างแค้นดอว์สันถึงบ้าน โชคดีที่ดอว์สันเอาตัวรอดไปได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขานิ่งนอนใจ ดอว์สันรู้ว่าปัญหาอีกอย่างในชีวิตของเขาคือเรื่องที่เขาไม่สามารถตัดใจจากอะแมนด้าได้ เขารักเธอ เธอทำให้เขาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่เรื่องเขากับเธอมันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว หลังจากที่ทั้งคู่กลับจากการไปโปรยกระดูกของทัค อะแมนด้าก็ต้องจำใจลาดอว์สันกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของเธอในฐานะแม่ที่ดีของลูก แม้ว่าช่วงเวลาเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเธอจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับดอว์สัน แต่ยังไงเธอก็มีหน้าที่ที่ต้องทำรออยู่

ลูกชายและสามีของอะแมนด้าประสบอุบัติเหตุ นั่นทำให้ลูกชายของเธอต้องผ่าตัดหัวใจ ถ้าไม่มีคนมาบริจาค เขาก็จะไม่รอด อะแมนด้าโทษว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะสามีของเธอที่ไปเมาจนต้องให้ลูกชายขับรถไปรับ ทางด้านดอร์สัน...เขารู้แล้วว่าภาพหลอนที่เขาเห็นมาตลอดคือผู้ชายที่เขาเคยขับรถชนนั่นเอง แต่ครั้งนี้เขารู้แล้วว่าผู้ชายคนนั้นต้องการอะไร ดอว์สันถูกนำทางไปยังบาร์แห่งหนึ่งโดยที่ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นจะนำไปสู่จุดจบของเขา ดอว์สันถูกเท็ดยิงตาย แต่นั่นก็ทำให้เขาได้ช่วยชีวิตคนถึงสองชีวิต หนึ่งในนั้นคือลูกชายของอะแมนด้าที่ได้รับหัวใจที่บริจาค และต่อชีวิตให้กับเขา ..

..............................................................

เราคิดว่าภาพยนตร์ทำได้ซึ้งกว่ามากๆ ในหนังสือจะมีบางจุดที่ไม่เหมือนกับในหนังซึ่งมันมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเรามากๆ เราอ่านหนังสือโดยไม่ได้เสียน้ำตาให้เลยสักหยด ในขณะที่ตอนเราดูภาพยนตร์ เราร้องไห้แทบเป็นแทบตาย แต่ในหนังสือก็มีรายละเอียดบางจุดที่ในหนังไม่มี และได้เห็นมุมต่างๆของตัวละครที่แตกต่างกันออกไป

ผู้กำกับต้องนำบทประพันธ์ของสปาร์คมาเคาะใหม่หลายจุดแน่ๆ โดยในหนังสือมีการใส่ flashback เรื่องของอะแมนด้าและดอว์สันตอนวัยรุ่นเข้าไปเยอะมาก และตอนที่ดอว์สันติดคุก อะแมนด้าก็ไปเยี่ยมดอว์สันตลอดเวลาหลายปี โดยที่รู้ว่าเขาจะไม่มาพบเธอเพราะเขาอยากให้เธอได้เริ่มต้นใหม่กับคนอื่น แต่ในหนังสือ ดอว์สันเป็นคนบอกเลิกอะแมนด้าก่อน พอเขาติดคุก อะแมนด้าจึงไม่ได้ไปเยี่ยมเขาเพราะทั้งสองเลิกกันแล้ว ในหนังสือไม่มีคำพูดตรงที่ดอว์สันขอให้อะแมนด้ามารักเขาใหม่อีกครั้งได้มั้ย แล้วอะแมนด้าก็ตอบไปว่า ฉันรักคุณอีกครั้งไม่ได้หรอก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่เคยที่จะหยุดรักคุณเลย ในหนังทำเราร้องไห้ตรงนี้นี่แหละ แต่หนังสือไม่มี แสดงว่าผกก.ต้องแต่งเพิ่มชัวร์

หนังสือเล่มนี้มันไม่หวานเลยนะเอาจริงๆ แต่มัน realistic เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงปัญหาครอบครัว ความรัก และหน้าที่รับผิดชอบของคนๆหนึ่ง คือมันเรียล มันจริง ไม่ได้เพ้อฝันแบบนิยายรักโรแมนติคทั่วไปที่อะไรๆก็ลงตัวและสุดท้ายก็จบแบบ HEA เราก็เข้าใจนะว่าถ้าจะอ่านนิยายของสปาร์คต้องสูดหายใจลึกๆแล้วเตรียมทำใจตั้งแต่บทนำ ซึ่งเราก็ชื่นชมว่าผู้แต่งแต่งออกมาได้ละเอียดอ่อนและเข้าถึงอารมณ์ได้ดีจริงๆ

คะแนน 8/10

Nov 2, 2014

ม้าศึก - War Horse

ชื่อเรื่อง ม้าศึก
จากเรื่อง War Horse
ผู้แต่ง ไมเคิล มอร์พูร์โก
ผู้แปล ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ
สำนักพิมพ์ แพรวเยาวชน

เรื่องย่อ

นวนิยายสะท้อนความเลวร้ายของสงคราม ผ่านมุมมองและวีรกรรมกล้าหาญของม้าตัวหนึ่ง ม้าซึ่งซื่อสัตย์ สง่างาม และฉลาดเฉลียว ม้าซึ่งควรใช้ชีวิตทำงานอย่างเงียบสงบในฟาร์มที่ไหนสักแห่ง แต่ต้องกลายมาเป็น “ม้าศึก” ท่ามกลางอันตราย ความยากลำบาก และความทุกข์ทรมานในสนามรบที่มนุษย์สร้างขึ้น

REVIEW

โจอี้เป็นม้าที่ถูกเลี้ยงดูมาในฟาร์มธรรมดาๆ จนกระทั่งวันที่มันถูกขายให้นายทหารรายหนึ่ง เขาทำให้โจอี้กลายเป็นม้าศึกที่พร้อมจะพิชิตชัยในสงครามครั้งนี้ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่รออยู่ในสงครามคือการสูญเสียและพลัดพรากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โจอี้ต้องเอาชีวิตให้รอดจากการใช้แรงงานและได้พบผู้คนที่ทั้งใจดีและใจร้ายที่ผ่านเข้ามา

สุดท้ายแล้วโจอี้ก็หวนคืนสู่บ้านเกิดพร้อมด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส แต่ด้วยแรงกายแรงใจและความรักที่โจอี้มีต่ออัลเบิร์ต เจ้านายเก่าของมัน ทำให้โจอี้ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวงและได้กลับไปใช้ชีวิตธรรมดาๆในฟาร์มในท้ายที่สุด

.................................................................

ดูภาพยนตร์แล้วชอบมากๆ เลยหาหนังมาสืออ่าน ถึงรู้ว่าหนังสือเหมือนกับในภาพยนตร์ทุกระเบียด แต่การเล่าเรื่องจะผ่านมุมมองของม้าตัวหนึ่ง เราแปลกใจที่ม้าอย่างโจอี้สามารถได้ยินและเข้าใจภาษาทุกคำที่มนุษย์สื่อสารออกมา ทำให้เราได้เห็นมุมมองอันแสนบริสุทธิ์ของม้าที่มีต่อโลกใบนี้ แม้ว่าโจอี้จะพบการสูญเสียมากมายระหว่างการเดินทาง แต่มันก็ไม่เคยย่อท้อ กลับเดินหน้าต่อไปสู่เส้นทางข้างหน้าโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรอมันอยู่

แม้ว่าจะดูภาพยนตร์จนรู้เรื่องหมดแล้ว มาอ่านหนังสือซ้ำก็อีกรอบก็ยังประทับใจอยู่ดี ประทับใจในมิตรภาพและโชคชะตาที่รังสรรค์ให้เนื้อเรื่องของนิยายเล่มนี้ออกมาซาบซึ้งและกินใจเรารู้สึกว่าการถ่ายทอดเรื่องราวนั้นแลดูมีพลังมากๆ อ่านจบแล้วทำให้อยากอ่านซ้ำอีกรอบ ...

คะแนน 9/10

Jun 18, 2014

Fifty Shades of Grey (Fifty Shades #1)



ชื่อเรื่อง Fifty Shades of Grey
จากเรื่อง Fifty Shades
ผู้แต่ง E.L. James
แนว Erotic BDSM

เรื่องย่อ


When literature student Anastasia Steele goes to interview young entrepreneur Christian Grey, she encounters a man who is beautiful, brilliant, and intimidating. The unworldly, innocent Ana is startled to realize she wants this man and, despite his enigmatic reserve, finds she is desperate to get close to him. Unable to resist Ana’s quiet beauty, wit, and independent spirit, Grey admits he wants her, too—but on his own terms.

Shocked yet thrilled by Grey’s singular erotic tastes, Ana hesitates. For all the trappings of success—his multinational businesses, his vast wealth, his loving family—Grey is a man tormented by demons and consumed by the need to control. When the couple embarks on a daring, passionately physical affair, Ana discovers Christian Grey’s secrets and explores her own dark desires.

Erotic, amusing, and deeply moving, the Fifty Shades Trilogy is a tale that will obsess you, possess you, and stay with you forever.

This book is intended for mature audiences.

REVIEW

อนาสตาเซีย สตีล ต้องไปสัมภาษณ์มิสเตอร์ เกรย์ หรือ คริสเตียน เกรย์ เนื่องจากเพื่อนของเธอที่รับหน้าที่นี้ป่วย อนาเธอไม่รู้มาก่อนเลยว่ามิสเตอร์เกรย์คนนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง หรือเป็นคนแบบไหนก่อนที่เธอจะเข้าไปสัมภาษณ์ แต่วินาทีที่เธอเห็นมิสเตอร์เกรย์ เขาคือนักธุรกิจหนุ่มอายุยี่สิบปลายๆผู้ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยความสามารถและความตั้งใจของเธอตัวเอง แต่อนากลับรู้สึกว่ามีความลึกลับแปลกประหลาดบางอย่างอยู่ในทีท่าการแสดงออกของเขา
แรงดึงดูดของชายหนุ่มทำให้อนาสตาเซียเก็บเอามาเพ้อเอามาฝัน เธอเอาแต่คิดว่า ไม่นะ ! ต้องไม่ใช่มิสเตอร์เกรย์คนนี้สิ ! แต่เธอไม่เคยสนใจชายใดมาก่อนเลย จนกระทั่งเธอมาเจอมิสเตอร์เกรย์นี่แหละ

แล้วก็มีเหตุบังเอิญให้อนาสตาเซียมาเจอมิสเตอร์เกรย์อีกครั้ง ทั้งคู่เจอกันที่ร้านขายของที่อนาทำงานอยู่

จากนั้นอนาก็นัดคริสเตียนเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปเพื่อนำไปลงในบทความที่เขาให้สัมภาษณ์เอาไว้ เมื่อคริสเตียนเสร็จจากภารกิจถ่ายรูปแล้ว เขาก็ชวนอนาไปดื่มกาแฟ และทั้งคู่ก็ได้ทำความรู้จักกันและกันมากขึ้น คริสเตียนถามอนาว่าผู้ชายคนนั้นคนนี้ที่เขาเคยเห็นเธอคุยด้วยตอนกำลังทำงานใช่แฟนของเธอหรือเปล่า อนาเลยคิดว่าคริสเตียนต้องชอบเธอแน่ๆเลย ให้ตายสิ !

อนาฉลองสอบเสร็จด้วยการดื่มเหล้าจนเมา คริสเตียนโทรมาและรู้ว่าอนากำลังเมาจึงคิดจะไปหาเธอ เขาติดตามที่อยู่ของเธอจากโทรศัพท์จนพบว่าอนากำลังอยู่กับเพื่อนของเธอและเขาคนนั้นกำลังจะจูบอนา คริสเตียนโมโหที่อนากำลังจะจูบชายอื่น เขาจึงพาอนากลับโรงแรมของตัวเองเพราะเธอเมาจนไม่ได้สติ เมื่อนาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ทั้งคู่ก็คุยแลกเปลี่ยนความคิดกันเล็กๆน้อยๆ จนอนารู้ว่าคริสเตียนมีความลับบางอย่างที่ต้องการจะบอกเธอ ถ้าเธอไปหาเขาตอนเย็นหลังเลิกงาน ...

ทั้งคู่ใช้เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของคริสเตียนบินไปยังซีแอตเติล คริสเตียนบอกว่าเขามีบางอย่างที่ต้องการเปิดเผยและอนาสามารถหันหลังกลับเมื่อไรก็ได้ แต่เธอไม่สน ... เธออยากร่วมรักกับผู้ชายคนนั้นแทบขาดใจ จนคริสเตียนให้เธอเซ็นเอกสารบางอย่าง จากนั้นเขาจึงพาอนาไปดูห้องที่เก็บของเล่นของเขา

แวบแรกที่อนาเห็นของเล่นเหล่านั้น เธอถึงกับช็อค เพราะมันมีทั้ง โซ่ แส้ กุญแจมือ ! แต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากรู้อยากเห็น คริสเตียนอธิบายให้อนาฟังว่าเขาเป็น Dominant คือพวกที่ชอบออกคำสั่งกับคู่นอนของตัวเอง และหากคู่นอนขัดคำสั่งเขาละก็ ... เขาจะต้องลงโทษหล่อน

คริสเตียนให้อนาอ่านข้อตกลงของเขา ซึ่งมันยิบย่อยเหลือเกิน ทั้งเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม การออกกำลังกาย ไปจนถึงการรับประทานอาหาร จากนั้นคริสเตียนก็ตกใจด้วยความไม่อยากจะเชื่อเมื่อรู้ว่าอนายังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ เขาจึงตั้งใจสอนให้เธอได้รู้เรื่องเซ็กส์ ...

(คริสเตียนใช้คำว่า make love ในขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจลับเฉพาะกับอนา แต่เราขอเรียกว่า Fuck ดีกว่า เพราะมันไม่มีส่วนไหนที่จะทำให้เราเชื่อว่าคนสองคนกำลัง make love กันเลย)

รุ่งเช้า ... อนาตื่นขึ้นมาโดยมีคริสเตียนนอนเคียงข้าง เธอรู้สึกปลื้มปริ่ม จนเมื่อคริสเตียนชวนเธออาบน้ำกินข้าว ทั้งคู่ก็มีเซ็กส์กันอีกรอบในห้องอาบน้ำ คราวนี้เป็น Oral sex จากนั้นคริสเตียนก็ขับรถส่งอนากลับไปยังอพาร์ตเมนท์ของเธอ พร้อมกับพูดคุยถึงอดีตของเขาว่าเขาเคยเป็น submissive ให้กับเพื่อนของแม่เขาอยู่หลายปี นั่นทำให้อนารู้เรื่องเกี่ยวกับอดีตอันดำมืดของเขามากขึ้นกว่าเดิม แล้วกระหายอยากรู้มากขึ้นไปอีกเมื่อเพื่อนสาวคนสนิทของเธอดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับคริสเตียนแต่ไม่ยอมบอกเธอ

คริสเตียนให้เอกสารอนามาฉบับหนึ่งเพื่อให้เธอศึกษาข้อตกลงเกี่ยวกับการเป็น Submissive ของเขาเป็นเวลา 3 เดือน อนาอ่านข้อตกลงที่ละเอียดยิบย่อยนั่นแล้วเธอไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะสามารถทำทั้งหมดนี้ให้ จากนั้นไม่นานคริสเตียนก็ส่งแมคบุ๊คตัวใหม่มาให้อนาเอาไว้ให้เธอใช้โต้ตอบอีเมลล์กับเขา

คริสเตียนมาหาอนาถึงบ้าน เขามีเซ็กส์กับเธอ แม้ว่าอนาจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับของตัดสินใจของเธอเองที่จะเป็น Submissive ให้กับคริสเตียน เธอแอบน้อยใจเรื่องที่คริสเตียนพูดถึงเพื่อนของแม่เขาที่เคยมีเซ็กส์ด้วย อนาร้องไห้ พอเพื่อนของเธอเข้ามาปลอบ เธอก็ต้องหาข้ออ้างเพื่อปกปิดความจริงเรื่องข้อตกลงระหว่างทั้งคู่ซึ่งจะให้ใครรู้ไม่ได้ !

เมื่อถึงวันที่อนาฉลองเรียนจบ คริสเตียนก็ไปปรากฏตัวที่นั่น แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะยังตัดสินใจไม่ได้เรื่องข้อตกลงที่จะเป็น Submissive ให้แก่เขา แต่อนาก็ต้องการคริสเตียนเหมือนกัน ตกเย็น ... คริสเตียนก็เลยไปหาอนาที่บ้าน พร้อมซื้อรถคันใหม่ให้เธอ อนาเลยยอมรับข้อตกลงที่จะเป็น Submissive ให้แก่เขา คริสเตียนเริ่มด้วยการมีเซ็กส์ธรรมดากับอนาก่อนที่จะใช้มือฟาดก้นเธอ(อย่างแรง)จนอนาเก็บเอาไปร้องห่มร้องไห้ทีหลัง คริสเตียนเลยต้องย้อนกลับมาปลอบเธอและอยู่กับเธอตลอดทั้งคืน เพราะอนาอยากให้คริสเตียนอยู่กับเธอหลังจากที่ทั้งคู่มีเซ็กส์กันแล้ว

เมื่ออนาย้ายไปทำงานที่ซีแอตเติลกับเพื่อนของเธอที่ตอนนี้คบกับน้องชายของคริสเตียนอยู่ คริสเตียนก็ตามไปด้วยเพราะบ้านของเขาอยู่ที่นั่น เย็นวันนั้นคริสเตียนชวนอนาไปรับประทานอาหารที่บ้านของเขา และแนะนำเธอให้รู้จักกับพ่อแม่ของตัวเอง ระหว่างการสนทนาบทโต๊ะอาหาร เพื่อนสนิทของอนาก็เผลอหลุดปากพูดเรื่องที่อนาได้เจอกับผู้ชายที่เคยจะจูบกับเธอ แล้วอนาก็ยังปฏิเสธคริสเตียนเมื่อเขาพยายามจะเอามือสอดเข้าไปในกระโปรงของเธอใต้โต๊ะระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร นั่นทำให้คริสเตียนโมโหมาก

คริสเตียนลากพาตัวอนาออกมายังโรงเก็บเรือ และบอกว่าจะ fuck เธอ แต่จะไม่ยอมให้อนาได้ปลดปล่อย ไม่งั้นเขาจะลงมือตีก้นเธอ อนาที่เคยขยาดกับการที่ถูกคริสเตียนฟาดก้นมาแล้วครั้งหนึ่งจนเธอเสียศูนย์นั้น ก็ทั้งหวาดกลัวและตื่นตัวภายในเวลาเดียวกัน

อนาต้องเดินทางไปเยี่ยมแม่ของเธอ คริสเตียนเลยตั้งใจที่จะเว้นช่องว่างให้เธอตัดสินใจเรื่องการเซ็นสัญญาที่จะมาเป็น Submissive ของเขา แต่เมื่ออนารู้ว่าคริสเตียนยังไปพบกับเพื่อนของแม่ที่เขาเคยมีเซ็กส์ด้วย อนาก็โกรธจัด แต่คริสเตียนก็มาหาเธอและอธิบายทุกอย่างให้อนาฟังว่าเขาไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว ทั้งสองแค่ร่วมธุรกิจกันเฉยๆ

คริสเตียนมีเรื่องต้องจัดการ นั่นทำให้อนาต้องบินเดี่ยวกับซีแอตเติลตามลำพัง เมื่อทั้งคู่ได้เจอกัน ... คริสเตียนก็บอกกับอนาว่าเขาคิดถึงเธอมากขนาดไหน ทุกคู่มีเซ็กส์กันโดยใช้อุปกรณ์ของคริสเตียน หลังจากที่อนาตื่นขึ้นมาและพบคริสเตียนเล่นเปียโนอยู่ อนาก็พูดคุยถึงเรื่องที่ตลอดเวลาทีผ่านมาคริสเตียนไม่เคยยอยให้เธอได้สัมผัสเนื้อตัวของเขาเลย อนาเลยยื่นข้อตกลงว่าถ้าเธอสามารถทนความเจ็บปวดที่เขาจะลงโทษเธอได้ คริสเตียนก็ต้องทนความเจ็บปวดของเขาได้เหมือนกัน !

คริสเตียนใช้เข็มขัดฟาดอนาถึง 6 ครั้ง เกือบๆครั้งสุดท้ายที่อนารู้สึกว่าทนไม่ไหว แต่เธอก็ทน คริสเตียนมาขอโทษอนา เธอจึงสารภาพออกมาว่าเธอรักคริสเตียน แต่คริสเตียนไม่สามารถรับรักจากเธอได้ อนาเลยตัดสินใจออกไปจากชีวิตของเขา ...

.......................................................................

อยากลองอ่าน เห็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็นหนังสือที่ขายดีแห่งปี พอลองซื้อมาอ่านแบบภาษาอังกฤษถึงรู้ว่ามีการใช้คำซ้ำเยอะมากอย่าง My Inner Goddess / Holy Cow อะไรเนี่ย มีมาบ่อยเหลือเกิน แถมนิสัยของอนายังน่ารำคาญเหลือหลายสำหรับเรา คิดเล็กคิดน้อยจนทำให้เนื้อเรื่องแทบจะไม่ขยับไปไหนเลย

คืออนาดูเหมือนจะมีปมกับปฏิกิริยาของคนอื่นมากๆ เธอเซนต์ซิทิฟมากจนขนาดคริสเตียนกำลังจะผละไปจากเธอ เธอเอาแต่คิดว่า เขาไม่ต้องการฉัน เขาไม่ต้องการฉันแล้วงั้นหรอ ? ... เราก็ไม่รู้จะช่วยเธอยังไงดีนะอนา แต่เราขอถอนหายใจกับการกระทำอันแสนน่าเบื่อของเธอละกันเนอะ

สำหรับเรา เราคิดว่าเล่มแรกเป็นการ Intro BDSM แบบเบาๆก่อน (ถ้ามาจัดหนักอะไรกัน สงสัยคนอ่านคงตกใจกันแน่ๆ) ติดตรงที่ว่าเนื้อเรื่องมันวนไปวนมาจนทำให้หนังสือมันหนาเตอะมากๆ ถ้าไม่มีความพยายามจริงๆ เราคิดว่าเราอาจจะอ่านไม่จบด้วยซ้ำ เพราะฉากเซ็กส์ก็มีอยู่แค่นั้น เน้นปริมาณอย่างเดียว 555 เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไร เราว่าที่หนังสือมันดูหนาก็เป็นเพราะความคิดของอนาที่วนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ยอมไปไหนสักทีนี่แหละ

ส่วนตัวเราคิดว่า 1/3 ของเรื่องนี้ยังอ่านได้เรื่อยๆ พอได้ครึ่งเล่มก็รู้สึกว่า อืม ... ก็ยังพออ่านได้ แต่พอเหลืออีก 1/3 ก่อนจบเล่มนี่สิ ! เป็นอะไรที่ไม่ไหวอย่างแรง ! ทั้งด้านความรู้สึก อารมณ์ความคิดของตัวละครที่สับสนยุ่งเหยิงไปหมด ตอนท้ายๆยิ่งอยากจะเลิกอ่าน มิสเตอร์เกรย์ทำตัวน่าโมโหซะเหลือเกิน ส่วนอนาก็เอาแต่น้อยอกน้อยใจ จนสุดท้ายก็แตกหักกันไปตามระเบียบ 555

เห็นมีคนบอกว่าฉบับแปลไทยตัดฉากอย่างว่าซะกระจุย แต่เราอ่านฉบับภาษาอังกฤษก็รู้สึกว่าสมควรตัดจริงๆนะ เพราะถ้ามาแปลไทยสงสัยสนพ.โดนเก็บแน่ๆ สังคมในบ้านเรายังเปิดกว้างไม่มากพอด้วยละมั้ง

ปล.ตอนนั่งพิมพ์รีวิวนี่สงสัยจะเพลินไปหน่อย ย้อนกลับไปอ่านอีกที รู้สึกว่าเราแทบจะเขียนประเด็นทั้งหมดของหนังสือออกมาจนหมดเลยนี่นา 555

คะแนน 4/10


May 2, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน วงกตมฤตยู - The Maze Runner (The Maze Runner#1)


สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

การตื่นนอนกลายเป็นฝันประหลาดน่ากลัว โทมัสลืมตาขึ้นมาพร้อมกับที่ความทรงจำทั้งหมดทั้งมวลสูญหายไป ในสถานที่ที่ไม่อาจทำความเข้าใจ รายล้อมด้วยเด็กหนุ่มวัยเดียวกันมากมายที่ต่างก็ไร้ความทรงจำ โทมัสเข้ามาเป็นสมาชิกรายล่าสุดของ ‘ทุ่ง’และต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ ‘ชาวทุ่ง’นับแต่นี้ กำแพงหินสูงเสียดฟ้าทั้งสี่ด้านเป็นดังปราการ แรกทีเดียวโทมัสเข้าใจว่ามันมีไว้ไม่ให้พวกเขาหลบหนี หากที่แท้แล้วมีไว้เพื่อกันไม่ให้ ‘บางอย่าง’ข้างนอกนั่นเข้ามาทำให้ทุ่งกลายเป็นนรกต่างหาก คืนแล้วคืนเล่าทางเดินด้านนอกขยับเคลื่อนไหว คืนแล้วคืนเล่าไม่ว่าใครเผลอล่วงล้ำออกไปไม่มีวันได้กลับมา คืนแล้วคืนเล่าก็ยังคงไม่อาจไขปริศนาใดๆ คืนแล้วคืนเล่าที่ความหวังว่าจะได้หนีออกจากโลกบ้าๆ นี้ไปค่อยๆ ริบหรี่ลง นอกกำแพงน่ากลัว... แต่โทมัสกลับมีความรู้สึกแรงกล้าว่าอยากออกไป และเขาไม่สามารถต้านทานสัญชาตญาณตัวเองได้เลย!

REVIEW

จะทำอย่างไร ... หากคุณถูกขังไว้ในเขาวงกตและความทรงจำของคุณสูญหายไปทั้งหมด ?

นั่นคือจุดเริ่มตอนของเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ เมื่อโทมัสคือเด็กหน้าใหม่ของ 'ทุ่ง' เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และเขาเป็นใคร ? แต่ยังไงเขาก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เขาวงกตแห่งนี้กับเด็กวัยเดียวกับเขา ผู้ที่ซึ่งไม่รู้อะไรเลยเหมือนกับเขา

มีปริศนาบางอย่างที่โทมัสสงสัยว่าทำไมแต่ละวันก่อนที่ประตูจะปิด มีเด็กหลายคนวิ่งกลับเข้ามาจากเขาวงกต และมีตัวอะไรอันตรายอยู่ข้างนอกนั่นกันแน่ !?

เมื่อโทมัสเริ่มที่จะเรียนรู้และมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ เขาก็อยากเป็น 'นักวิ่ง' เพื่อสำรวจเส้นทางเขาวงกต เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเป็นใครและที่นี่คือที่ไหน ถ้าโชคดี ... เขาอาจจะหาทางออกออกจากที่นี่ก็เป็นไปได้

เมื่อการสำรวจเขาวงกตไม่รุกคืบไปไหน มีแต่อันตรายที่ต้องผจญ ตัวโศกาที่บุกทำลายสิ่งมีชีวิตในเขาวงกตจนเสียหาย และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึง เด็กสาวคนแรกและคนสุดท้ายถูกส่งตัวมายังเขาวงกตพร้อมกับความทรงจำที่ขาดๆหายๆของเธอและของโทมัส เด็กทั้งหมดของทุ่ง ... ต้องไขปริศนาให้ได้ว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้คืออะไร เขาวงกตมีทางออกไหม ? และพวกเขาจะจัดการอย่างไรกับอันตรายที่รายล้อมเข้ามา

เราว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจมากๆเลยนะตอนได้อ่านครั้งแรก ... แต่โดยรวมแล้วเราให้หนังสือเล่มนี้อยู่เกรด B นะ เพราะว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจแต่การเล่าเรื่องมีบางช่วงที่เราว่าเอื่อยๆไปหน่อย เนื้อหาแต่ละตอนก็สั้นมากๆ อ่านไปได้ 2-3 หน้าก็ขึ้นตอนใหม่ซะแล้ว เราว่าอารมณ์มันไม่ค่อยประติดประต่ออ่ะ

แถมตอนจบ ! ... ความลับของเขาวงกต เราว่านักอ่านหลายคนเดาได้แน่ๆ เพราะเราอ่านไปได้ไม่ถึงครึ่งเล่มด้วยซ้ำ เราก็เดาได้แล้วนะว่า เขาวงกตที่จริงคือการทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเด็กกลุ่มหนึ่งโดยมีการควบคุมตัวแปรและปัจจัยต่างๆ

บอกตรงๆว่าเราแอบเสียดายไอเดียของผู้แต่งมาก เราว่าตอนเฉลยปมมันดูง่ายไปหน่อย คนที่เคยดูภาพยนตร์แนวนี้มาน่าจะเดากันออกตั้งแต่เงื่อนงำบางอย่างปรากฏออกมาแล้วด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นหนังสือสำหรับเยาวชนอ่ะเนอะ เราว่าเด็กๆหลายคนที่เริ่มต้นอ่านหนังสือแนวนี้คงรู้สึกถึงความแปลกใหม่ของวรรณกรรมเล่มนี้แน่ๆ ความน่าตื่นตาตื่นใจขององค์ประกอบต่างๆที่ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละบท รวมถึงการเล่าถึงที่ผู้แต่งดูเหมือนจะกั๊กๆเอาไว้ ค่อยๆปล่อยออกมาทีละนิดให้เราลุ้นจนใจหายเล่นๆ

คะแนน 8/10


ฉบับภาพยนตร์กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้แล้ว ได้พระเอกจาก Teen Wolf ด้วย (ยังติดภาพสไตล์อยู่เลย 555)

Apr 10, 2014

ม็อกกิ้งเจย์ - Mockingjay (The Hunger Games#3)

สำนักพิมพ์ : Post book
ผู้เขียน : Suzanne Collins
ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์

เรื่องย่อ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา งานรบก็เช่นกัน และนี่คือบทจบของ "เกมล่าชีวิต" ซึ่งยังคงเข้มข้นและพลิกผันตลอดเวลาเช่นเดียวกับสองภาคที่ผ่านมา ในภาค 2 "ปีกแห่งไฟ" แคตนิสและพีต้าต้องเข้าสู่เกมอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน แต่คราวนี้ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือทำทุกทางเพื่อรักษาชีวิตของอีกฝ่าย ซึ่งแน่ละว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง และแคปิตอลคงไม่ยินยอมให้มีผู้พิชิตสองคนอีกเป็นครั้งที่สองแน่ แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้น แคตนิสพบว่า นอกจากตัวเธอเองแล้ว ผู้ร่วมแข่งขันอีกจำนวนหนึ่งต่างก็ยอมสละชีวิต เพื่อให้พีต้ารอดเช่นกัน มีอะไรหรือใครอยู่เบื้องหลังเกมนี้อีกอย่างนั้นหรือ แคตนิสพยายามหาคำตอบเรื่องนี้ แต่ก่อนจะรู้ที่มาของมัน เธอก็ทำในสิ่งไม่คาดฝันอีกครั้ง... แคตนิสระเบิดสนามประลองด้วยธนูดอกเดียว... ธนูดอกเดียวนั้นพลิกประวัติศาสตร์แห่งพาเน็ม และก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงตามมาอีกมากมาย รวมทั้งความลับอันน่าตกใจซึ่งถูกปิดซ่อนมาตลอด 75 ปี นับตั้งแต่ยุคมืดและเกมล่าชีวิตเริ่มต้น อำนาจเป็นสิ่งหอมหวานเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าคนเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง การส่งเด็กไปฆ่ากันเองในสนามประลอง อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับอีกหลายๆ "เกม" ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงในโลกจริงใบนี้

REVIEW

เขต 12 ถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง แคตนิสกลายมาเป็นสมาชิกของเขต 13 และเธอยังต้องเป็น 'ม็อกกิ้งเจย์' ของเหล่ากบฏตามเขตต่างๆอีกด้วย

นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลังจากที่แคตนิสต้องฝ่าฝันเรื่องราวมามากมาย ภาระหน้าที่นี้ดูเหมือนจะหนักเกินไปเมื่อฝันร้ายเรื่องพีต้าถูกลักพาตัวและเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดตามหลอกหลอนเธอ เธอรับหน้าที่นี้ไม่ได้ แต่เธอก็ต้องทำ !

เมื่อแคปปิตอลรุกคืบมากขึ้นเรื่อยๆ การปรากฎตัวของแคตนิสคือสิ่งเดียวที่ทำให้การก่อกบฎยังคงเดินหน้าต่อไป โดยแกนนำที่ควบคุมการก่อกบฎทั้งหมดคือประธานาธิบดีคอยน์ การกระทำบางอย่างของเธอก็ดูเหมือนจะบีบคั้นแคตนิสมากเกินไป แต่นั่นก็เป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือไว้ ทางเลือกที่แคตนิสต้องเดินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อสถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤติ พีต้าถูกช่วยออกมาจากแคปปิตอล แต่เขากลับมาในสภาพที่สมองถูกไฮแจ็กซ์ เขาคิดว่าแคตนิสเป็นศัตรู ความรู้สึกของเขาพังทลาย รวมถึงหัวใจของแคตนิสด้วยที่ถูกทำลายจนย่อยยับ

การตัดสินใจครั้งสุดท้ายคือการบุกเข้าแคปปิตอล ที่นั่น ... กองทัพของแคตนิสต้องเจอะเจออะไรมากมายและเหนือความคาดคิด ฟินนิกซ์ตายในระหว่างการต่อสู้ เมื่อการบุกทำลายลามมาถึงใจกลางของแคปปิตอล วินาทีที่ความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อม พริมกลับปรากฏตัวขึ้นและถูกระเบิดคร่าชีวิตต่อหน้าต่อตาแคตนิส

ประธานาธิบดีสโนว์ถูกจับได้ในท้ายที่สุด แคตนิสสติแตกและย่อยยับในท้ายที่สุด เมื่อวินาทีแห่งการตัดสินใจครั้งสุดท้ายมาถึง...วินาทีที่คันของธนูกำลังจะปลิดชีพต้นตอของเรื่องรางทั้งหมดนั่นก็คือประธานาธิบดีสโนว์ ชั่ววินาทีสุดท้าย ... คันศรกลับเล็งไปยังคอยน์ ว่าแคตนิสตระหนักได้ในท้ายสุดว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร เมื่อสิ่งที่คอยน์กำลังจะทำหลังการจบสงครามคือการแก้แค้นแคปปิตอลด้วยการจัดเกมส์ล่าชีวิตครั้งสุดท้ายที่จะก่อให้เกิดวังวนแห่งหายนะที่ไม่รู้จบ

แคตนิสกลับมาอาศัยอยู่กับพีต้า กระนั้นรอยแผลเป็นอย่างสงครามก็ยังไม่ยอมไปไหน มันฝังอยู่ในหัวของเธอทุกครั้งที่ตื่นและตามไปหลอกหลอนเธอในทุกห้วงที่เธอหลับตา ...

ตอนจบของวรรณกรรมเยาวชนไตรภาคชุดนี้ขอบอกเลยว่าเป็นอะไรที่ไม่นึกไม่ฝันมาก่อน ตอนจบที่หม่นหมอง มีแต่ความเสียหาย อาจทำให้ใครหลายคนไม่ชอบเล่มนี้ไปได้เลยง่ายๆ แต่เรากลับชอบ ... ชอบตรงที่ว่า ม็อกกิ้งเจย์ไม่ได้เป็นเพียงตอนจบของหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง แต่มันทำให้เรารู้ว่าหนังสือเล่มนี้คือตอนจบของสงครามที่เกิดขึ้น สงครามไม่ได้ทิ้งเพียงซากแห่งความเสียหายไว้เบื้องหลัง กระนั้นสงครามยังทิ้งอะไรต่อมิอะไรมากมายรวมถึงจิตใจที่ถูกทำลายจนย่อยยับไม่แพ้สมรภูมิรบภายหลังที่ทุกอย่างจบสิ้น

หนังสือ The Hunger Games เป็นชุดหนังสือที่ทิ้งให้หลายๆอย่างหลังอ่านจบ รวมถึงแง่คิด คติเตือนใจที่ทำให้นักอ่านทุกคนได้ฉุกคิดถึงผลเสียหายของสงคราม ที่สามารถเกิดขึ้นจริง และความเสียหายในตอนจบของหนังสือเล่มนี้ ก็เป็นความเป็นจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ

สรุปแล้ว The Hunger Games เป็นมากกว่าหนังสือนิยายเพื่อความบันเทิง แต่หนังสือชุดนี้คือสิ่งเตือนใจ และข้อคิดสำหรับใครหลายๆคนซึ่งเราอยากให้ทุกคนได้ลองอ่านดู และคุณจะพบว่าหนังสือชุดนี้มีอะไรมากกว่าที่คุณคิดมากนัก

คะแนน 9.5/10

ปีกแห่งไฟ - Catching Fire (The Hunger Games#2)



สำนักพิมพ์ : Post book
ผู้เขียน : Suzanne Collins
ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์

เรื่องย่อ

หลังจากอาสาเข้าสู่สนามประลองแทนน้องสาว แคตนิส เอฟเวอร์ดีน “เด็กสาวผู้มากับไฟ” วัย 16 ก็ใช้ทั้งประสบการณ์จากการล่าสัตว์ ฝีมือการยิงธนู และเล่ห์เหลี่ยมไหวพริบทุกชนิด จนสามารถเอาตัวรอดแถมยังพ่วงเด็กหนุ่มจากเขตเดียวกัน ให้รอดชีวิตออกมาในฐานะ “คู่รักที่ชะตาไม่ชักนำ” นับว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของเกมล่าชีวิตที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึง 74 ปีเต็ม ชัยชนะของเธอนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผู้คนในเขต 12 โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของเธอเอง เพราะนั่นหมายความว่าทุกคนจะมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ไม่ต้องอดอยากหิวโหยอย่างที่เป็นมา ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี แม้ว่าความโหดเหี้ยมรุนแรงในสนามประลองจะยังคงฝังลึกเป็นฝันร้ายที่มาเยี่ยมกรายทุกคืนก็ตาม แต่มีอีกหลายสิ่งที่แคตนิสยังไม่รู้ การกระทำของเธอในเกมล่าชีวิต เป็นการท้าทายอำนาจของ “แคปิตอล” อย่างรุนแรง มันทำให้ผู้คนในเขตต่างๆ ได้ตระหนักถึงพลังของตนเอง พลังที่จะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจแห่งแคปิตอลอีกต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าประธานาธิบดีสโนว์ย่อมวางเฉยไม่ได้ และแผนการอันล้ำลึกของเขาก็ย่อมลึกล้ำและโหดเหี้ยมอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง เพียงแต่ว่า ตอนนี้แคตนิสไม่ใช่เด็กสาวผู้มากับเปลวไฟปลอมๆบนชุดที่สวมใส่อีกต่อไปแล้ว เธอกลายเป็นเปลวไฟของจริง เปลวไฟที่สามารถเผาผลาญพาเน็มให้ย่อยยับ ความโหดร้ายในสนามประลองและในชีวิตจริงทำให้เธอเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น และไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ ประวัติศาสตร์ของพาเน็มกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยสัญลักษณ์บางอย่างที่เธอนำเข้าสู่สนามประลองในคราวก่อน

REVIEW

เล่มนี้แคตนิสต้องกลับเข้าสู่เกมส์ล่าชีวิตกับพีต้าอีกครั้งในฐานะเครื่องบรรณาการจากเขต 12 ในการแข่ง Quarter Quell ครั้งที่ 75

ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องทั้งหมดเป็นแผนการประธานาธิบดีสโนว์หลังจากที่เบอร์รี่เพียงไม่กี่ลูกในเล่มที่แล้วก่อให้เกิดการต่อต้านระบอบการปกครอง ถ้าเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ระบบระเบียบทั้งหมดต้องพังลงมาต่อหน้าต่อตาเขา

หนังสือเล่มนี้เราคิดว่าเป็นเล่มที่สนุกที่สุดในบรรดา 3 เล่มของ The Hunger Games แล้วนะ

ด้วยความรู้สึกที่ตัวละครมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นหลังจากเล่มที่แล้ว ความสัมพันธ์ของพีต้ากับแคตนิสที่รักกันปานจะกลืนกลายเป็นแค่หน้าฉากที่ต้องแสดงให้คนทั้งแคปปิตอลเห็น ผู้พิทักษ์สันติภาพที่มาใหม่ของเขต 12 ทำให้อะไรๆเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง

เมื่อแคตนิสกับพีต้าเข้าสู่สนามประลอง ทั้งคู่ได้ฟินนิกและป้าแม็กซ์เป็นพันธมิตร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความทุกอย่างจะไปได้สวย เมื่อสนามประลองครั้งนี้คือนาฬิกาที่เหตุการณ์แปลกประหลาดจะเกิดขึ้นทุกๆ 1 ชั่วโมง ในแต่ละพื้นที่ของหน้าปัดนาฬิกา (ตรงนี้ขอชื่นชมว่าผู้เขียนไอเดียเจ๋งมาก)

สุดท้ายด้วยแผนของบรูตัส ทำให้การแข่งขันครั้งนี้กลายเป็นชนวนสงครามไปอย่างสิ้นเชิง แคตนิสถูกช่วยออกมาจากสนามประลองแต่พีต้ากับโจแอนนากลับถูกแคปปิตอลจับไว้เป็นตัวประกัน เขต 12 ทุกทำลายหลังจากสโนว์เห็นถึงการก่อกบฏภายในและภายนอกเกมส์

หนังสือจะมีฉากที่ในภาพยนตร์ไม่มีคือฉากที่เกี่ยวกับเขต 12 มีผู้อพยพได้บอกแคตนิสว่าพวกเขาจะเดินทางไปเขต 13 ซึ่งตอนนั้นแคตนิสไม่เชื่อว่าเขต 13 จะยังมีอยู่เพราะได้ถูกทำลายไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ประเด็นตรงนี้นี่แหละที่จะหยิบไปขยายความในเล่มต่อไป(เล่มจบ) เมื่อแคตนิสถูกส่งตัวไปยังเขต 13 และเธอต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ก็คือ

เธอต้องเป็น 'ม็อกกิ้งเจย์'

ส่วนตัวแล้วเราชอบเล่มนี้มาก ชอบทั้งหนังสือและภาพยนตร์ เนื้อเรื่องสนุกเข้มข้นน่าติดตามกว่าเล่มแรก แฝงไปด้วยแง่มุมและแนวคิดหลายเรื่องที่หยิบจับได้ในชีวิตจริง รวมถึงปมสำคัญบางอย่างที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์กว่าเล่มก่อนหน้า ...

หากใครไม่เคยอ่านฉบับหนังสือ เราแนะนำว่าหนังสือ Catching Fire จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน !

คะแนน 10/10

เกมล่าชีวิต - The Hunger Games (The Hunger Games#1)


สำนักพิมพ์ : Post book
ผู้เขียน : Suzanne Collins
ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์

เรื่องย่อ

กฎของเกมล่าชีวิตเรียบง่าย เพื่อเป็นการลงทัณฑ์สำหรับการจราจลนั้น เขตทั้งสิบสองเขตต้องส่งเด็กหญิงหนึ่งคนเด็กชายหนึ่งคน เรียกว่าเครื่องบรรณาการมาเข้าร่วมการแข่งขัน เครื่องบรรณาการทั้งยี่สิบสี่คนจะต้องถูกขังไว้ในลานประลองกลางแจ้งขนาดมหึมา ที่ซึ่งสามารถมีทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ทะเลทรายที่แผดเผาไปจนถึงที่รกร้างอันหนาวเหน็บตลอดช่วงเวลาหลายสัปดาห์ ผู้แข่งขันจะต้องต่อสู้กันจนถึงตาย...

REVIEW

The Hunger Games คือหนังสือไตรภาคที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา ...

หากลองนึกถึงสังคมแบบดิสโทเปีย ทุกอย่างล้วนโหดร้าย คุณต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด คุณจะทำอย่างไร ...
'แคตนิส' อาสาเป็นเครื่องบรรณาการจากเขต12 แทนน้องสาวอันเป็นที่รักยิ่งของตนเอง 'พริม' และนั่นทำให้เธอได้เจอกับ 'พีต้า' ในฐานะบรรณาการชายเขตเดียวกับเธอ

กฎของเกมนั้นง่ายแสนง่าย .... ฆ่ากันจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว

ในสนามประลอง แคตนิสต้องตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างระมัดระวัง เด็กสาวตัดสินใจเข้าร่วมกับ 'ริว' สาวน้อยที่มีหัวใจอันบริสุทธิ์  แต่การพบกันของทั้งคู่ คือรอยแผลเป็นที่จะฝากฝังไว้ในใจของแคตนิสตลอดกาล

เมื่อริวตาย  นั่นคือการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแคตนิส  แคตนิสกับพีต้ารวมพลังเพื่อต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อหนทางสุดท้ายในเกมล่าชีวิตครั้งนี้

โดยหารู้ไม่ว่า ... ผลลัพธ์ที่เกิดจากผลเบอร์รี่เพียงไม่กี่ลูก คือการท้าทายอำนาจแคปปิตอล ทำให้ผู้คนลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง และแคตนิสกลายเป็น Mockingjay สัญลักษณ์ของการกบฏ

หนังเล่มนี้แฝงไว้ด้วยความสนุกและข้อคิดมากมาย อารมณ์เฉือดเฉือนที่จะทำให้คุณต้องรีบพลิกหน้าต่อไปเพื่อลุ้นชะตากรรมของตัวละครแบบหน้าต่อหน้า

โดยส่วนตัว ... เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการเปิดมุมมองสู่ 'โลกใหม่' สำหรับเราเลยทีเดียว เพราะ The Hunger Games ไม่ใช่หนังสือแนว YA ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับโลกแห่งจินตนาการที่ตัวละครทุกตัวจบลงด้วยความสุขตามแบบฉบับ แต่หนังสือเล่มนี้ ... สะท้อนความเป็นจริงของสังคมปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา ทำให้คุณได้รู้ว่า ... สงคราม นำมาซึ่งความสูญเสีญและยากเกินเยียวยา

เป็นหนังสืออีกเล่มนี่อยากแนะนำให้ 'เยาวชน' ทุกคนได้อ่าน ส่วนฉบับแปลไทยนั้น ... ในความคิดของเราว่า ภาษาไม่ได้แย่มากมายแบบที่ใครเขาว่ากัน อาจจะเป็นเพราะนักแปลใช้ภาษาแปลตรงตัว ไม่ได้ขัดเกลาให้สวยหรูเหมือนนิยายเรื่องอื่นๆ ทำให้ใครหลายคนรู้สึกขัดใจกับสำนวนการแปลแบบนี้ก็ได้


คะแนน 9.5/10

Apr 9, 2014

THE FAULT IN OUR STARS - ดาวบันดาล

" The fault, dear brutus is not in our stars, but in our selves. "
" อันความผิด มิตรเอยเฉลยเอา  ใช่ดวงดาวพราวเพรา เจ้าบันดาล"



สำนักพิมพ์ : คลาสแอดท์

ผู้เขียน : John Green

ผู้แปล : เขมรินทร์ พงษ์สุวรรณ

(ปกฉบับภาษาไทย)

(ปกฉบับ Movie tie-in)

REVIEW

เป็นหนังสือที่เรียกได้ว่าเลอค่ามากที่สุดในทศวรรษนี้ ...

เนื้อเรื่องกล่าวถึง 'เฮเซล' เด็กสาวที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์แล้วมีอาการติดเชื้อที่ปอด ได้พบกับ 'ออกัสตัส' เด็กหนุ่มนิสัยยียวน แต่มีเสน่ห์โดยบังเอิญ

ทั้งคู่ถูกโชคชะตาบันดาลให้แบ่งปันและใช้ชีวิตร่วมกัน โดยมีหนังสือนิยายเล่มหนึ่งเป็นตัวเชื่อมและดำเนินเรื่อง the imperial affliction เป็นหนังสือที่ 'ปีเตอร์' เป็นคนเขียนขึ้นมา แต่ตอนจบของหนังสือเล่มนี้กลับจบดื้อๆ ทั้งเฮเซลและออกัสจึงเดินทางสู่อัมสเตอร์ดัมส์เพื่อค้นหาตอนจบของหนังสือนิยายเล่มนี้จากนักเขียนโดยตรง

ออกัสตัสได้ใช้ 'คำอธิษฐาน' ของเขาเป็นตั๋วเครื่องบินเพื่อบินไปยังอัมเตอร์ดัมส์  ก่อนที่เขาทั้งคู่จะรู้ว่า ... มะเร็งของออกัสตัสได้ลุกลามไปจนถึงขั้นเกินที่จะเยียวยาแล้ว ออกัสไม่ต้องการที่จะรั้งรอแม้แต่วินาทีเดียวเพื่อเดินทางไปค้นหาคำตอบที่อัมเตอร์ดัมส์กับเด็กสาวที่เขาหลงรัก เขาปฏิเสธการให้คีโมก่อนเดินทาง และไม่บอกเฮเซลเพราะกลัวว่าเด็กสาวจะเสียใจ ถึงแม้ว่าการพบปะกับนักเขียนปีเตอร์จะไม่เป็นที่น่าประทับใจสักเท่าไร แต่อย่างน้อยทั้งคู่ก็มีความสุขเมื่ออยู่ด้วยกันและได้ใช้เวลาร่วมกัน

ตรงนี้คือจุดหักมุมที่ทำร้ายจิตใจเราอย่างมาก แทนที่เฮเซลจะเป็นเด็กสาวที่ต้องจมอยู่กับความสิ้นหวัง แต่เพียงไม่กี่หน้าหนังสือ เนื้อเรื่องก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ แท้จริงแล้ว ... ออกัสตัสป่วยมาโดยตลอด อาการของเขาไม่ได้ดีขึ้นเลย เขาแค่แสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเท่านั้น

ยิ่งตอนใกล้จบนะ เราไม่ถึงกับร้องไห้แต่รู้สึกจุกๆในอก กับความทรมานของออกัสตัส  ไม่ใช่เขาคนเดียวที่ต้องทรมาน คนรอบข้าง ครอบครัว รวมถึงคนรักที่ต้องทนทุกข์กับเรื่องเหล่านี้ไปพร้อมกับๆเขา ยิ่งฉากที่ออกัสตัสติดอยู่ที่ปั๊มแล้วโทรหาเฮเซลให้ไปหานะ เรานี่เกือบจะร้องไห้ เจ็บมากๆ ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วรู้สึกเจ็บหน่วงๆในอกเช่นนี้มาก่อนเลย

ตอนจบก็เป็นแบบไม่ได้สวยหรู แต่เป็นตอนจบที่เรียบง่ายตรงกับชีวิตจริง แม้ว่าเฮเซลอาจไม่ได้รับคำตอบอะไรมากมายเกี่ยวกับหนังสือนิยายที่เธอชอบอ่าน แต่อย่างน้อย ... ชีวิตของเธอก็ได้รับรู้แล้วว่า "คุณเลือกไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่ แต่คุณเลือกได้ว่าใครจะเป็นคนที่ทำให้คุณเจ็บ"

เป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ ระหว่างที่อ่านอาจมีเบื่อบ้าง ไม่อยากอ่านต่อบ้าง แต่เชื่อเราเถอะ ... เราอยากให้ทุกคนลองอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วลองพลิกไปให้ถึงหน้าสุดท้าย แล้วคุณจะรู้ว่า ... สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่บทประพันธ์ชั้นเลิศของ John Green แต่มันคือมุมมองความคิดของคุณที่จะเปลี่ยนไปเมื่อคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบอย่างแน่นอน


คะแนน 10/10



ฉบับภาพยนตร์ ที่กำลังจะเข้าฉาย ... น่าดูมากๆ ^___________^


Mar 18, 2014

เมืองกระดูก - นครรัตติกาล (The Mortal Instrument#1)




สำนักพิมพ์ : อิ่มอ่าน
ผู้เขียน : คาสซานดร้า แคลร์
ผู้แปล : ฤทัยรัตน์ สุขถาวร

เรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองแมนฮัตตัน คลาริสซ่า เฟรย์ บังเอิญเห็นฆาตกรรมหนึ่งในฆาตกรเป็นเด็กหนุ่มผมทองรูปงามแต่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือ ศพอันตรธานไปต่อหน้าต่อตา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดแม่ถูกลักพาตัว ชีวิตธรรมดาสามัญของคลารี่จึงเปลี่ยนไปในพริบตาเธอถูกดึงสู่โลกแห่งนักล่าเงา ผีดูดเลือด และมนุษย์หมาป่าเข้าสู่สงครามที่ผูกทุกคนไว้ด้วยความรักมิตรภาพ การหลงอำนาจและทรยศหักหลัง

REVIEW

'เมืองกระดูก' เป็นหนังสือแปลไม่กี่เล่มที่เราอ่านแล้วรู้สึกขัดใจที่สุด ...

ที่ขัดใจไม่ได้เป็นเพราะหนังสือเขียนออกมาไม่ดี แต่ขัดใจเพราะ ... สำนวนการแปลไทยของเล่มนี้ต่างหาก ไม่เข้าใจว่าเล่มนี้การแปลยังไม่เข้าที่เข้าทางหรือว่าการใช้ภาษาที่ค่อนข้างอ่านแล้วสะดุด อ่านจบย่อหน้าบางครั้งต้องอ่านทวนอีกรอบนึงเพราะงงๆกับการสื่อความหมายของผู้แปล

เนื้อเรื่องสนุก อ่านเพลิน หากใครเคยรับชมภาพยนตร์มาแล้ว จะรู้ได้เลยว่าเนื้อเรื่องส่วนแรกกับส่วนกลางจะคล้ายๆกับในหนังสือเปี๊ยบ แต่ตอนจบกลับต่างจากในหนังสือคนละเรื่อง

โดยเนื้อเรื่องจะกล่าวถึง 'นักล่าเงา' และ 'เจซ' เด็กหนุ่มที่อาจจะมีนิสัยถูกใจใครหลายๆคน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ 'คลารี่' ได้เห็นเจซฆ่าคนแล้วศพหายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งสองเลยต้องมายุ่งเกี่ยวอย่างช่วยไม่ได้

ชอบตอนจบที่ผู้เขียนทิ้งระเบิดไว้ให้นักอ่านหลายคนถึงกับช็อคทำอะไรไม่ถูกไปเลยทีเดียว นั่นคือเสน่ห์ของหนังสือชุดนี้แต่ต้องหยิบเล่มต่อไปมาอ่านเพื่อที่จะได้รู้ว่าตกลงเจซกับคลารี่เป็นพี่น้องกันหรือเปล่า ?

คะแนน 7/10

Mar 15, 2014

Insurgent - ปริศนาสยบโลก (Divergent #2)



ชื่อเรื่อง Insurgent
จากชุด Divergent
ผู้เขียน Veronica Roth
ผู้แปล นลิญ
สำนักพิมพ์ Spell

เรื่องย่อ

ภาคต่อของ "ไดเวอร์เจนท์" โรแมนติกแอ๊คชั่นแฟนตาซีสุดระทึกที่ทุกคนรอคอย
เสียสละแปรเป็นสิ้นสูญ สิ้นสูญแปรเป็นพันธะ พันธะแปรเป็นสงคราม หนึ่งทางเลือกจักทำลายจิตวิญญาณ
'ทริซ' กำลังจะค้นพบความลับสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เธอเคยรู้จัก และเป็นคำตอบของคำถามทั้งมวล...



REVIEW

ถ้าเปรียบหนังสือ Divergent เล่มที่แล้ว เป็นออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย Insurgent จะกลายเป็นอาหารจานหลักสุดหรูที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ถือว่าเล่มนี้ทำได้ดีกว่าเล่มที่แล้วอยู่พอสมควร ทั้งในด้านพัฒนาการของตัวละครที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นรวมถึงเนื้อเรื่องที่เริ่มตึงเครียดมากขึ้น

เรื่องราวจะต่อจากเล่มที่แล้วคือ 'ทริซ' ไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าอมิตี ผู้นำเผ่าที่ประกาศจุดยืนเป็นกลางยอมให้ผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ด้วย แต่แล้วเมื่อ 'เจอนีน' ตามตัวพวกที่รอดชีวิตจากเล่มที่แล้ว ทำให้ 'ทริซ' ต้องระหกระเหินไปหลบอยู่กับแม่ของ 'โฟร์' ซึ่งเป็นผู้นำของพวกไร้เผ่า

ต่อจากนั้น ... เด็กสาวก็เริ่มรับรู้ถึงความลับอันน่าสะพรึงเบื้องหลังของสงครามที่เกิดขึ้นว่าจุดหมายไม่ใช่แค่เพียงยึดอำนาจมาอยู่ในมือ แต่ที่ทำไปนั่นก็เป็นเพราะว่า ... เจอนีนต้องข้อมูลลับสุดยอดที่อยู่ในมือของผู้นำชาวแอ๊บเนเกชั่น

การต่อสู้เพื่อแย่งชิงข้อมูลกลับคืนมาดำเนินไปอย่างดุเดือด เมื่อทริซต้องเข้าร่วมกลุ่มกับมาร์คัส พ่อแท้ๆของโฟร์ที่เคยทำร้ายเขาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก อันเป็นเหตุผลให้โทไบอัสหรือโฟร์ต้องย้ายเผ่าจากแอ๊บเนเกชั่นมาสู่ดอนท์เลส

สุดท้ายแล้ว ... ความลับที่ทุกคนต่อสู้เพื่อแย่งชิงก็ถูกเปิดเผยว่ายังมีโลกภายนอกที่ยังรอพวกไดเวอเจนท์ให้เข้าไปแก้ไขอยู่ และนั่นคือความลับที่ทำไมเจอนีนถึงต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา เพราะเธอไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความลับนี้ให้ใครได้รู้ หากนั่นจะหมายถึงการที่ผู้คนอยากออกไปสู่โลกภายนอก และอำนาจการปกครองของเธอต้องลดถอยลงไป

เราเลือกที่จะแตกต่าง ... เราคือ 'ไดเวอร์เจนท์'

เราเลือกที่จะก่อกบฎ ... เราคือ 'อินเซอร์เจนท์'


เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้สามารถที่จะตอบโจทย์ในแง่ของตัวละครและปมของเนื้อเรื่องได้ดีพอสมควร การต่อสู้ที่ขับเคี่ยวมากขึ้นจากเล่มที่แล้ว(ไดเวอร์เจนท์) ที่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเผ่าอีกต่อไป แต่อินเซอร์เจนท์คือการต่อสู้ระหว่างเผ่าและคนไร้เผ่าที่ต้องการปฏิวัติและยึดอำนาจการปกครองมาเป็นของตัวเองทั้งสิ้น

คะแนน 9/10

Divergent - มายาเร้นโลก (Divergent #1)



ชื่อเรื่อง Divergent
จากชุด Divergent
ผู้เขียน Veronica Roth
ผู้แปล นลิญ
สำนักพิมพ์ Spell

เรื่องย่อ

"ไดเวอร์เจนท์" คือหนังสือแอ๊คชั่นผจญภัยท่ามกลางโลกอนาคต ที่ผู้คนถูกแบ่งออกเป็นเผ่าตามนิสัยพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

เมื่อเข้ารับการทดสอบเลือกเผ่า ผลการทดสอบระบุว่า 'ทริซ ไพร์เออร์' เป็น "ไดเวอร์เจนท์" ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่อาจตกอยู่ภายใต้การควบคุมใดๆ ไม่มีวันอยู่เผ่าไหนได้ และถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบการปกครอง และเธอจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะมันมีค่าเท่ากับชีวิตของเธอ ทริซค้นพบแผนการลับที่มุ่งทำลายเหล่าไดเวอร์เจนท์ เธอต้องสืบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ไดเวอร์เจนท์เป็นอันตรายถึงขั้นต้องถูกกำจัด เป็นอันตรายต่อใครหรืออะไรกันแน่ ก่อนจะสายเกินไป

REVIEW

เมื่อโลกอยู่ในยุคที่ทุกคนถูกจัดแบ่งเผ่าออกเป็น 5 เผ่า เมื่อเด็กทุกคนถูกบังคับให้เลือกเผ่าเมื่อเวลาของตนเองมาถึง เบียทริซ ไพรเออร์ คือเด็กสาวที่อยู่ในเผ่าแอ๊บเนเกชั่น เธอถูกปลูกฝังมาให้ใช้ชีวิตโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว แต่เธอคิดว่านั่นไม่ใช่ตัวเธอ เมื่อท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจไปอยู่กับดอนท์เลส แม้ว่าผลการทดสอบจะบ่งบอกว่าเธอเป็น ไดเวอร์เจนท์ ก็ตาม ซึ่งก็คือเธอมีคุณสมบัติของเผ่าต่างๆมากกว่า 1 เผ่าอยู่ในตัวของเธอ ยีนของเธอ

ชีวิตใหม่ ชื่อใหม่ ทริซ ไพรเออร์ ต่อสู้กับการทดสอบเพื่อเข้าร่วมกับเผ่านี้ มิฉะนั้นหากเธอไม่ผ่านการทดสอบ เธอจะกลายเป็นพวกไร้เผ่า ทริซต้องผ่านการทดสอบทั้งในเรื่องของการต่อสู้ และการเอาชนะความกลัวของเธอในสมรภูมิความกลัว

ทริซได้รู้จักกับโฟร์ และโฟร์สอนการต่อสู้และอะไรหลายๆอย่างให้แก่เธอ ทริซได้พบกับเพื่อนใหม่ มีทั้งเพื่อนแท้และเพื่อนที่พร้อมจะทรยศหักหลังเธอได้ทุกเวลา

เมื่อแผนการณ์ของเจอนีน ผู้นำเผ่าของเออรูไดต์ถูกเปิดเผยมาว่าเธอต้องการกองทัพของดอนท์เลสเพื่อบุกโจมตีแอ๊บเนเกชั่น โดยเธออ้างเหตุผลว่าการปกครองของแอ๊บเนเกชั่นคือความล้มเหลว จึงเป็นหน้าที่ของทริซและโฟร์ซึ่งเป็นไดเวอเจนทั้งคู่ต้องหยุดสงครามครั้งนี้ ...

เชื่อว่าหลายคนคงหลายเห็นหนังสือเล่มนี้วางโชว์เด่นหราอยู่ในร้านหนังสือ และคงมีอีกหลายคนที่หยิบซื้อมาโดยไม่ลังเล และมีหลายคนที่ลังเลว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี

ขอออกตัวก่อนเลยนะว่า ... เราลังเลอยู่นานกว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้ เพราะก่อนหน้านั้นเคยค้นหาข้อมูลในเน็ต มีนักอ่านหลายท่านรีวิวว่าความสนุกของซีรีส์ชุดนี้ดรอปลงไปเรื่อยๆตามจำนวนเล่มที่ออก ซึ่งเราก็คิดว่า ... มันจะดรอปลงได้ยังไง คนเขียนจะยอมฆ่าตัวตายเขียนงานเน่าๆออกมาขายในขณะที่ผลงานตัวเองติดอันดับหนังสือขายดีอย่างงั้นหรอ

แล้วเราก็ตัดสินไปซื้อมาอ่านจนได้ ... ตอนแรกอ่านแบบไม่ตั้งความหวังไว้มาก กะจะอ่านฆ่าเวลาด้วยซ้ำ ด้วยแนวคิดว่าคล้ายๆกับ The Hunger Games(THG) แต่พล็อตเรื่องต่างกันสิ้นเชิง พูดง่ายๆคือทั้งสองเรื่องใช้แบล็คกราวน์แบบดิสโทเปียเหมือนกันทั้งคู่ แต่เนื้อเรื่องไม่มีไหนที่เหมือนกันเลย จะมีแต่คล้ายกันก็แค่บางประเด็น

เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงนางเอกที่มีปมขัดแย้งอยู่ในใจตลอดเวลาว่าตัวเองเข้ากับสภาพสังคมที่กำลังอาศัยอยู่ไม่ได้จนต้องตัดสินใจย้ายเผ่า เมื่อเธอได้เข้าไปอยู่ในเผ่าใหม่ เธอได้รับการฝึกฝนร่างกายและจิตใจ และในที่สุด ... เธอก็ล่วงรู้ถึงชนวนสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ...

ตอนจบทิ้งปมไว้น่าสนใจพอสมควร ทำให้คนอ่านเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ? แล้วนางเอกจะทำยังไงต่อไป ?

ต่างกับ The Hunger Games โดยมาก เรื่องนั้นเนื้อเรื่องจะเน้นไปทางด้านการกดขี่ทางสังคมอย่างชัดเจน ความโหดร้ายของสังคมแบบดิสโทเปีย นางเอกต้องต่อสู้ดิ้นสนสุดขีดเพื่อชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง แต่เรื่อง Divergent นั้นสภาพสังคมไม่ได้บีบบังคับมากเท่ากับ THG เลย นางเอกแค่ต้องฝึกฝนพัฒนาตนโดยมีเรื่องรักๆใคร่ๆให้คนอ่านรู้สึกวาบหวิวอยู่มากกว่า THG พอสมควร

ถือว่าเรื่องนี้มีกลิ่นอายความเป็น YA อยู่มากพอสมควร อ่านแล้วไม่ได้กดดันหรือบีบเค้นอารมณ์มากมายเหมือน THG แต่ก็มีเสน่ห์อยู่ในตัว

พูดถึงคาแรคเตอร์ของโฟร์หรือโทเบียสที่ทำให้สาวๆหลายคนกรี๊ดกร๊าดกันอย่างมากเนื่องจากพระเอกรายนี้จะมีปมความขัดแย้งในจิตใจถึงเรื่องในอดีตว่าทำไมโฟร์ถึงมาอยู่ดอนท์เลส ความสัมพันธ์ของพระนางเรื่องนี้ก็ถือว่าน่าสนใจถือเดียว ดูค่อยๆเติบโตขึ้นมาจากความใกล้ชิดแล้วก็เคมีแลดูเข้ากันได้ตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก

ถือว่า Divergent เป็นนิยายอีกเรื่องที่สามารถขึ้นแท่นคู่กับ The Hunger Games ได้อย่างสบายๆเลยเพราะกระแสหนังสือที่อเมริกาถือว่ามาแรงมาก ขึ้นชาร์ต#1มาหลายอาทิตย์อย่างเหนียวแน่น ยิ่งก่อนหนังจะเข้าโรง คนก็ยิ่งสนใจที่จะซื้อมาอ่านกันมากยิ่งขึ้นแน่นอน

คะแนน 8.5/10