May 7, 2022

Project Hail Mary



ชื่อเรื่อง Project Hail Mary
ผู้แต่ง Andy Weir
นิยายไซไฟ
สำนักพิมพ์ Ballantine Books

เรื่องย่อ

Ryland Grace is the sole survivor on a desperate, last-chance mission—and if he fails, humanity and the Earth itself will perish.

Except that right now, he doesn't know that. He can't even remember his own name, let alone the nature of his assignment or how to complete it.

All he knows is that he's been asleep for a very, very long time. And he's just been awakened to find himself millions of miles from home, with nothing but two corpses for company.

His crewmates dead, his memories fuzzily returning, he realizes that an impossible task now confronts him. Alone on this tiny ship that's been cobbled together by every government and space agency on the planet and hurled into the depths of space, it's up to him to conquer an extinction-level threat to our species.

And thanks to an unexpected ally, he just might have a chance.

Part scientific mystery, part dazzling interstellar journey, Project Hail Mary is a tale of discovery, speculation, and survival to rival The Martian—while taking us to places it never dreamed of going.

REVIEW

ชายคนหนึ่งตื่นขึ้นมาโคม่าเพื่อที่จะพบว่าเขาจำอะไรแทบไม่ได้ แม้กระทั่งชื่อตัวเอง มีเพียงหุ่นยนต์และสายระโยงระยางรอบตัว กับศพของคนอีกสองคนที่เขาไม่รู้ว่าอยู่ตรงนั้นข้างเขาได้อย่างไร หรือสาเหตุการตายของพวกเขาคืออะไร เขาจึงออกสำรวจ เขาอยู่บนอวกาศบนยานลำหนึ่ง ขณะเดียวกันนั้น... ความทรงจำเริ่มกลับมาทีละเศษเสี้ยว

และเขาก็เริ่มจำได้ เขาคือไรแลนด์ เกรซ ครูธรรมดาคนหนึ่งที่มีความสุขกับการสอนเด็กๆ ในโรงเรียนกระทั่งวันที่เขาได้รู้เรื่องเพโทรวาไลน์ที่วิ่งจากดวงอาทิตย์ไปยังวีนัส ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เขาจำได้ในตอนนี้และมันเกี่ยวโยงอย่างไรกับการที่เขามีอยู่บนยานอวกาศลำนี้กันแน่


วันสิ้นโลกเริ่มต้นจากการค้นพบว่าแสงของดวงอาทิตย์เริ่มหรี่ลง และอีกในระยะเพียงไม่กี่ปี โลกทั้งโลกจะตกสู่ยุคน้ำแข็ง การอวกาศจึงเริ่มต้นและค้นพบจุดสีดำบนเพโทรวาไลน์และมันเคลื่อนไหวได้ มีชีวิต เมื่อนำกลับมายังโลก ไรแลนด์ที่ถูกแสตรทพาตัวไปยังห้องวิจัยก็ได้ตั้งชื่อมันว่า Astrophage ซึ่งเดินทางไปยังวีนัสเพื่อผสมพันธุ์เพิ่มจำนวนโดยอาศัยคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของที่นั่น นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยาต่ออินฟราเรด และสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมามากมาย อุณภูมิของมันคงที่ และเมื่อเซลล์ถูกทำลาย มันก็จะสลายหายไป

พลังงานจาก Astrophage จึงถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงใน Project Hail Mary ยานอวกาศที่จะช่วยมนุษยชาติเมื่อ Tau Ceti เป็นดาวดวงเดียวที่มี Astrophage แต่ไม่ได้รับผลกระทบ แสตรทอาศัยอำนาจทั้งหมดที่เขามีในการเตรียมโปรเจคนี้ เขาต้องคัดคนที่มียีนส์ที่เอื้อต่อการเข้าสู่ภาวะโคม่าสำหรับการเดินทางอันแสนยาวนานไปยังเป้าหมาย ตัวเลือกของพวกเขามีไม่มาก ระหว่างนั้นไรแลนด์ต้องทำงานอย่างหนักในการเพิ่มจำนวน Astrophage ให้ได้ตามต้องการ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วทุกมุมโลกก็มารุมโปรเจคนี้ รวมไปถึงการสร้างมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเพิ่มแก๊สเรือนกระจกให้อุณภูมิของโลกไม่ลดลงจนเกินไป

เกิดการระเบิดระหว่างการทดลอง ทำให้ตัวเลือกของนักวิทยาศาสตร์ที่จะเดินทางไปกับ Hail Mary เหลือเพียงสอง นี่คือภารกิจพลีชีพ และสแตรทก็ตัดสินใจเลือกไรแลนด์เข้าไปแทนแม้ว่าเขาจะปฏิเสธเสียงแข็งก็ตาม เขายังไม่อยากตาย แต่ก็ถูกใช้ยาบังคับให้สูญเสียความทรงจำเพื่อที่ว่าเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเขาจะอาศัยความรู้ทั้งหมดที่มีในการหาวิธีกู้โลกก่อนที่จะจำเรื่องราวส่วนอื่นๆ ได้

ไรแลนด์เดินทางมาถึง Tau Ceti ที่นั่นเขาได้พบยานอวกาศอีกลำซึ่งมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวอยู่ด้านใน เขาตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตนั้นว่าร็อคกี้ (ขอย่อว่าร.ก. สำหรับเขียนรีวิวด้านล่าง) เพราะมีเกราะด้านนอกเป็นหิน มีห้าแขนขาคล้ายกับแมงมุม อุณหภูมิของร็อคกี้สูงมากและอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีความเข้มข้นของแอมโมเนียสูง ไรแลนด์เรียนรู้ภาษาของอีกฝ่ายที่คล้ายกับเสียงเพลงจนสามารถสื่อสารกันได้ในที่สุด ร็อคกี้เก่งในการสร้างสรรค์ซึ่งต่างๆ และใช้วัสดุประหลาดที่ใสคล้ายกับกระจกแต่แข็งแรงจนแทบไม่มีอะไรทำลายได้ ส่วนประกอบของมันคือซีนอน แต่ไม่ได้อยู่ในสภาวะแก๊ส ไรแลนด์จึงเรียกสิ่งนี้ว่า Xenonite

ร็อคกี้เดินทางมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์เดียวกับเขา บ้านเกิดของร็อคกี้กำลังประสบปัญหาจาก Astrophage ทั้งคู่จึงร่วมมือกันออกเดินทางไปยังเพโทรวาไลน์ที่ออกจาก Tau Ceti ไปยังดาวดวงหนึ่งที่ถูกตั้งชื่อว่าเอเดรียน ที่นั่นพวกเขาค้นพบสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาด หนึ่งในนั้นคือนักล่าที่กลืนกิน Astrophage และนี่อาจจะเป็นคำตอบที่พวกเขาตามหา

การเก็บตัวอย่างในชั้นบรรยากาศที่มีแรงโน้มถ่วงเป็นอุปสรรคไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าพวกเขาจะเก็บมาได้ก็ต้องต่อโซ่และลงแรงไปมากมาย เกิดสิ่งไม่คาดคิดขึ้นทำให้ร็อคกี้ยอมออกจาก airlock ของเขา เสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยไรแลนด์เอาไว้ กว่าไรแลนด์และร็อคกี้จะปลอดภัยทั้งคู่นั้นก็ใช้เวลาในการฟื้นตัวค่อนข้างนาน

หลังจากนี้คือขั้นตอนการศึกษา พวกเขาตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตใหม่ที่จับมาได้ว่า Taumoeba ระหว่างนั้นยานก็เกิดปัญหาอีกรอบ Taumoeba หลุดออกไปอยู่ในถังเชื้อเพลิงและกิน Astrophage ในนั้นจนหมด โชคดีที่ยานของร็อคกี้มีสำรอง ระหว่างที่ spin drive ของ Hail Mary ใช้ไม่ได้เพราะไม่มีเชื้อเพลิงเหลือ พวกเขาต้องใช้ beetles ซึ่งคล้ายกับกระสวยเล็กๆ สำหรับส่งข้อมูลที่ได้กลับโลก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตัว พวกเขาใช้ 3 ตัวในการขับเคลื่อนยานกลับไปยังบานของร็อคกี้เพื่อเติมเชื้อเพลิงสำเร็จ ซึ่งมากพอสำหรับให้ไรแลนด์กลับโลก บางทีนี่อาจไม่ใช่ภารกิจพลีชีพแล้วก็ได้

Taumoeba ทีแรกมันไม่สามารถอยู่ในสภาวะอากาศที่มีไนโตรเจนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงผสมพันธุ์มันซ้ำๆ ให้เกิดการกลายพันธุ์เพื่อต้านทานไนโตรเจนได้สำเร็จ นั่นทำให้ Taumoeba สามารถกลืนกิน Astrophage เหนือวีนัสและทรีเวิร์ลของร็อคกี้ได้ ภารกิจของพวกเขาใกล้สำเร็จ ร็อคกี้และไรแลนด์ร่ำลากัน พวกเขาสนิทจนเป็นเพื่อนกัน ไรแลนด์มีอาหารแทบไม่พอต่อการเดินทางขากลับครั้งนี้ เขาจึงต้องหาวิธี

เกิดการรั่วไหลของ Taumoeba อีกครั้ง คราวนี้ไรแลนด์ได้รู้ว่านอกจากเขาจะทำให้มันต้านทานต่อไนโตรเจนแล้ว มันยังสามารถทะลุเข้าไปใน Xenonite ซึ่งเป็นวัสดุที่แข็งแรงมากๆ ที่เขานำมาใช้เป็นภาชนะในการทดลองเพื่อหลบไนโตรเจนได้อีกด้วย จึงเกิดปัญหาว่ายานของร็อคกี้ที่เป็น Xenonite ทั้งลำกำลังแย่ เชื้อเพลิงที่เป็น Astrophage ทั้งหมดอาจจะถูกกินจนเสียหมดก็ได้

การตัดสินนี้ยากลำบาก หากไรแลนด์ทิ้งร็อคกี้เอาไว้และกลับไปยังโลก เขาจะกลายเป็นฮีโร่ในสายตาคนอื่น แต่นั่นหมายถึงการทิ้งร็อคกี้เอาไว้กลางอวกาศเพียงลำพัง และร็อคกี้อาจช่วยโลกของเขาไม่ได้ แต่ถ้าหันยานกลับไปช่วยอีกฝ่าย เพื่อไปถึงดาวบ้านเกิดของร็อคกี้ เขาจะไม่มีอาหารเหลือพอสำหรับการเดินทางกลับไปยังโลกอีกแล้ว เขาจะตายที่ Erid ซึ่งเป็นดาวของร็อคกี้ เพราะสภาพอากาศและอาหารเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เขาก็ยังส่ง beetles กลับไปยังโลกพร้อม Taumoeba ที่มีประสิทธิภาพได้

ไรแลนด์เลือกอย่างหลัง เขากลับไปหาร็อคกี้ ช่วยร็อคกี้กลับไปยัง Erid และอาศัยอยู่ที่นั่นกับร็อคกี้โดยอาศัยความรู้ของนักวิทยศาสตร์ที่นั่นในการสร้างอาหารและสภาพแวดล้อมขึ้นมาให้เหมาะแก่การดำรงชีพ จนกระทั่งวันหนึ่ง... ร็อคกี้มาหาเขาพร้อมกับข่าวดีว่าโลกของไรแลนด์นั้นปลอดภัย ดวงอาทิตย์กลับมาเป็นดังเดิมและมนุษยชาติได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวกับประชากรบนดาวดวงนี้

ไรแลนด์ใช้ชีวิตอยู่ที่ดาวของร็อคกี้จนแก่ วันหนึ่งวันใดนั้นเขาก็หวังที่จะกลับโลก ไปดูว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้เขาได้กลับมาทำอาชีพเก่าซึ่งก็คือเป็นครูสอนเด็กๆ อยู่ที่ดาวดวงนี้...


........................................................

เมื่อหลายปีก่อน เราได้อ่าน The Martin ของคุณ Andy Weir และพบว่าเราไม่ชอบเอาเสียเลย ได้ดูภาพยนตร์แล้วก็ยังเฉยๆ ต้องยอมรับว่าการอ่าน The Martian เป็นอุปสรรคสำหรับเราในทุกทาง ทำให้เราหวาดกลัวนิยาย Sci-Fi ไปตั้งแต่ตอนนั้น ไม่กล้าหยิบเรื่องไหนขึ้นมาอ่านอีก เราไม่ชอบความประโคมวิทยาศาสตร์หนักๆ ลงไปในเล่ม (สงสัยแล้วจะหาเรื่องอ่านไซไฟทำไม งงตัวเองเหมือนกัน หาทำมาก) มีแต่คำว่างงมากและงงมากๆ อยู่ในหัวของเราตลอดเวลาที่อ่าน The Martian อารมณ์ขันของพระเอก ที่คงตลกสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับเราคือได้แต่ยิ้มแห้งๆ การเล่าเรื่องที่เป็นไปในรูปแบบของไดอารี่ ซึ่งแน่ละว่ามัน routine การเอาตัวรอดบนดาวอังคาร แก้ปัญหาเฉพาะหน้า พระเอกพูดกับตัวเองทั้งเรื่อง ซึ่งเราว่ามันเป็นหนังสือที่ดี แต่เหมาะกับคนที่ nerdy หน่อยๆ หรือมากๆ

แต่พอมา Project Hail Mary เล่มนี้ ต้องพูดได้ว่าคนละเรื่องกับ The Martian เลย อะไรที่เราไม่ชอบในเล่มนั้นแทบจะไม่ถูกเอามาใส่ในเล่มนี้ แน่ละว่ามันมี elements เล็กๆ ที่คงเป็นซิกเนเจอร์ของคุณ Andy ไปแล้ว แต่พอมาอยู่คู่กับส่วนประกอบอื่นๆ ใน Project Hail Mary แล้วมันกลมกล่อม เป็นหนังสือที่เรื่องราวซับซ้อนมีมิติและระหว่างนั้นก็ให้ความบันเทิงในการอ่านตั้งแต่ต้นจนจบจนเราไม่รู้สึกว่าหนังสือมันยาวเลย ทั้งๆ ที่มันก็หนาเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

และเราก็ได้รู้แล้วว่าทำไมเราถึงไม่ชอบ The Martian นั่นก็คือความเนิร์ดจัดๆ ของตัวพระเอก เวลาพระเอกร่ายอะไรออกมาคือเราไม่เข้าใจสักอย่าง แต่สำหรับ Project Hail Mary พระเอกมีอาชีพเป็นครูมาก่อน มีความเนิร์ดอยู่ในตัวแต่ไม่มาก เวลาเขาร่ายบทฟิสิกส์ เคมี ชีวะอะไรขึ้นมา มันมีลำดับขั้นตอนและเข้าใจได้ง่ายกว่า ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของนักเขียนหรือตัวละครกันแน่ เพราะย่อหน้าถัดมามันจะมีสรุปให้สั้นๆ อีกว่าที่ร่ายมายาวๆ นั้นมันคืออะไร และส่งผลอะไรกับสถานการณ์ ณ ตอนนั้นของเรื่อง ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับเรา เพราะมันทำให้เราเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้น แทบไม่ต้องมาเสริจเน็ตเลยว่า วิทยาศาสตร์ตรงนี้มันคืออะไร ทำงานอย่างไร แล้วมันจะช่วยพระเอกเราได้อย่างไร เล่มนี้ไม่ต้อง มีคำอธิบายสั้นๆ ในตัว มันคือ TL;DR สำหรับเราดีๆ นี่เอง

แน่นอนว่าพาร์ท Sci-Fi ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่ส่วนที่เราประทับใจอยู่ดี การสำรวจอวกาศ กอบกู้มนุษยชาติจากภัยล้างโลก หนังหรือซีรีส์หลายอย่างก็เล่นพล็อตนี้กันเกร่อ เรียกว่าเปิด netflix มาก็ต้องเจอหนังไซไฟแนวนี้โชว์ขึ้นมาแล้ว และส่วนตัวเรามีความรู้สึกว่า Project Hail Mary เหมือนถูกเขียนมาเสิร์ฟให้กับ Hollywood โดยเฉพาะ วัตถุดิบในเรื่องเรียกได้ว่ายกเข้าไปในฉากภาพยนตร์ได้ทั้งยวง หลายฉากหลายโมเมนต์ เรามองภาพออกเลยว่าถ้าอยู่บนจอแล้วจะออกมาเป็นยังไง ทว่าสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังสือเล่มนี้มากๆ กลับเป็นสายสัมพันธ์ในเรื่อง (ถ้าใครงงว่าเราพูดถึงอะไรอยู่ กดอ่านสปอยล์ด้านบนได้) มันสวยงาม ทำให้คนอ่านอินตามไปด้วยและเราคิดว่านี่คือส่วนที่งดงามและดีที่สุดในเรื่องสำหรับนักอ่านสายที่ไม่ได้ชื่นชอบความ Sci-Fi อะไรเลยแบบเรา

แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าร.ก. ถูกคุณ Andy ใช้เป็น plot device หนักมาก เรียกได้ว่ามากจนรู้สึกได้ชัดเจนเลย แต่มันก็ยังมีความดีงามในเนื้อเรื่องส่วนนี้ ซึ่งถ้าขาดไป หนังสือเล่มนี้คงจะเหมือน The Martian ที่เราอ่านแล้วคงจะไม่ชอบแน่นอน รู้สึกว่ามันแห้งแล้งเหมือนกับปกสีส้มๆ นั่น แต่สำหรับ Project Hail Mary เรารู้สึกว่ามันชุ่มฉ่ำ อ่านแล้ว feel good สุขใจ แม้สองบทสุดท้ายจะรวบรัดไปหน่อยจนรู้สึกเหมือนภาพตัดเร็วเกิ๊น แต่ก็ยังถือว่าเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่งอยู่ดี อ่านเพลิน อ่านจนลืมเวลา เพราะ Project Hail Mary มีความ Interstellar + Arrival (นิดหน่อย) ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราชอบมากๆ ทั้งหมด เราเลยจูนติดตั้งแต่เริ่มแรกเลย มีความเอาความรู้ภาษาศาสตร์มาใช้ด้วย ทำให้เราประทับใจมากๆ เพราะเรียนสายนี้มาเลยอินเป็นพิเศษ

พระเอกในเล่มนี้ยังคงมีอารมณ์ขัน ตลก ไม่ได้ทำให้เราขำก๊าก แต่ก็ทำให้เรายิ้มออกมาได้ การดำเนินเรื่องจะตัดสลับกับพาร์ทปัจจุบันซึ่งก็คือการออกสำรวจอวกาศ กับอดีตซึ่งก็คือความทรงจำของไรแลนด์ก่อนที่เขาจะมาขึ้นยาน Hail Mary ซึ่งคุณ Andy ทำให้มันออกมาน่าสนใจทั้งคู่ ไม่มีเลยความรู้สึกที่ว่า flashback อีกละ รู้สึกเบื่อจัง ไม่อยากอ่านละ อยากอ่านสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า ไม่มีแม้แต่นิดเดียว ผู้แต่งยังใส่ใจในพัฒนาการของตัวละครหลักซึ่งทำให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของเขา ทำให้เขามีการพูดถึงวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่การเทรายละเอียดครมลงไปโครมเดียว แต่ใน Project Hail Mary มันคือการสื่อสารโดยตรงกับคนอ่านที่มากขึ้น ให้เวลาในการพยายามทำความเข้าใจตามไปด้วย เราเลยค่อยๆ รู้สึกผูกพันธ์กับพระเอกมากขึ้นตลอดทั้งเรื่องกระทั่งจนจบ

หนังสือเล่มนี้ควรจะได้ 10/10 จากเราด้วยซ้ำที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะบทท้ายๆ กำลังจะร้องไห้ มือคว้าทิชชู่ละ พอพลิกหน้ากระดาษ เอ้าตัดจบขึ้นบทใหม่เฉย ปรับอารมณ์ไม่ทันกันเลย แต่เราก็ยังแนะนำให้อ่านนะ ถึงจะไม่แน่ใจว่าคนที่ชอบ The Martian มากๆ เนิร์ดๆ จะชอบเล่มนี้ไหมนะ เพราะมันไม่เนิร์ดเท่า เนื้อเรื่องก็ฉีกไปคนละทาง เพราะ The Martian มันแนวเอาตัวรอดบนดาวอังคาร ส่วน Project Hail Mary มันแนวกอบกู้โลกซึ่งมีชะตากรรมของมนุษยศาสตร์เป็นเดิมพัน แต่สำหรับเรา เราชอบ มันเหมาะกับคนที่ไม่ได้เข้าใจและไม่ชอบเรื่องวิทยาศาสตร์รวมไปถึงไม่ได้อินอะไรมากมายกับนิยายไซไฟแบบเรา 

รอฉบับภาพยนตร์เลย เห็นว่าได้ Ryan Gosling มาแสดงนำด้วย

คะแนน 9/10

No comments:

Post a Comment