Apr 2, 2014
สุภาพบุรุษผู้พิทักษ์ - Lover Enshrined (BLACK DAGGER BROTHERHOOD #6)
สำนักพิมพ์ : เกรซ
ผู้เขียน : J.R.WARD
ผู้แปล : จิตอุษา
เรื่องย่อ
ฟิวรี่จงรักภักดีต่อกลุ่มภราดรอย่างที่สุด เขาอุทิศตนเพื่อความดีงามต่อเผ่าพันธุ์ และต้องกลายเป็นบุรุษผู้รับหน้าที่สืบสานสายเลือดของกลุ่มภราดรให้คงอยู่ต่อไป ในฐานะเดอะไพรเมลของบรรดาผู้ได้รับเลือก เขาจะต้องเป็นบิดาของลูกชายและลูกสาวมากมายเพื่อทำให้ขนบธรรมเนียมของเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ และสร้างเหล่านักรบที่จะต่อสู้กับผู้ต้องการล้มล้างแวมไพร์ทั้งมวล ในฐานะคู่ครองคนแรก ผู้ได้รับเลือก คอร์เมียไม่เพียงแค่อยากจะพิชิตร่างกายของเขา แต่ยังต้องการได้หัวใจเขามาครองด้วย หล่อนชื่นชมความรับผิดชอบอันมีเกียรติที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องลึกของบุรุษผู้มีริ้วรอยบาดแผลทางอารมณ์ผู้นี้ แต่ฟิวรี่ไม่เคยยอมให้ตัวเองได้รู้จักกับความสุขหรือเบิกบาน ขณะที่สงครามกับเลสเซนนิ่งโซซายตี้รุนแรงขึ้นทุกขณะ ทำให้โศกนาฏกรรมครอบคลุมทั่วคฤหาสน์ภราดร และฟิวรี่ต้องตัดสินใจเลือก...ระหว่างหน้าที่กับความรัก
REVIEW
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่านได้เรื่อยๆอีกเล่มหนึ่งและเนื้อหาจะต่อเนื่องจาก Lover unbound เล่มก่อนหน้า ...
'ฟิวรี่' ทำหน้าที่เป็นเดอะพรูมาลีแทนวิชั่นในเล่มที่แล้ว เขาต้องรับสตรีมาเป็นคู่ครองเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของเขาให้ดำรงอยู่ แต่เขาพา 'คอร์เมีย' คู่ครองคนแรกของเขาข้ามมายังโลกอีกฝั่ง มาอยู่ในคฤหาสน์ของภราดร ทำให้คอร์เมียเริ่มที่จะเรียนรู้ถึงโลกภายนอกและตกหลุมรักฟิวรี่ทีละนิด ...
เล่มนี้มาประเด็นเยอะแยะมากมาย ถ้าอ่านแล้วสมาธิไม่นิ่งอาจจะหลุดจากประเด็นที่ผู้เขียนตั้งใจจะสื่อเอาได้ง่ายๆเลยนะ ทั้งเรื่องแลชที่แท้จริงแล้วเป็นบุตรของดิโอเมก้า เรื่องของควินน์-เบลย์ที่อ่านแล้วทรมานจิตใจเหลือเกิน เรื่องของรีเวนจ์ พระเอกในเล่มถัดไป เรื่อของจอห์น-เฮ็กซ์ที่เราคิดว่าต้องเข้มข้นมากกว่านี้แน่ๆในเล่มต่อๆไป โอ๊ย ! เยอะแยะมากมายก่ายกอง
ยังมีบางช่วงที่เราอ่านแล้วรู้สึกเบื่อๆเนือยๆนะ เป็นเพราะเนื้อหาเยอะเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่บางช่วงก็สนุกจนอ่านแล้วลืมเวลาไปเลยนะ คิดว่าเล่มนี้อารมณ์ยังสู้ 4 เล่มแรกไม่ได้ อาจเป็นเพราะเจอาร์วาร์ดต้องการจะเพิ่มความตึงเครียดของสงครามเข้าไปมากขึ้นก็ได้ ทำให้เนื้อเรื่องของคู่หลัก(ฟิวรี่-คอร์เมีย)ดูจืดๆไปบ้างในความคิดของเรา ทั้งๆที่เราชอบเวลาทั้งคู่อยู่ด้วยกันนะ ดูเคมีเข้ากันได้ดีมากๆ
หัก 1 คะแนนสำหรับเนื้อเรื่องบางตอนที่อ่านแล้วง่วง แต่ก็ถือว่าเล่มนี้ยังคงสนุกใช้ได้อยู่นะแม้ว่าบทรักจะไม่ค่อยฮอตเท่าเล่มก่อนๆ แต่ปมและการดำเนินเรื่องก็ถือว่าน่าสนใจอยู่
คะแนน 9/10
Mar 29, 2014
จอมใจผู้พิทักษ์ - Lover Unbound (BLACK DAGGER BROTHERHOOD #5)
สำนักพิมพ์ : เกรซ
ผู้เขียน : J.R.WARD
ผู้แปล : จิตอุษา
เรื่องย่อ
ในเงามืดยามราตรีของเมืองคาลด์เวลล์ นิวยอร์ก สงครามเผ่าพันธุ์ระหว่างแวมไพร์กับเหล่านักฆ่ากำลังขับเคี่ยวกันอย่างหฤโหด และมีกลุ่มภราดรลึกลับกลุ่มหนึ่ง...นักรบแวมไพร์หกคนผู้ปกป้องเผ่าพันธุ์ และบัดนี้หัวใจที่เย็นชาของนักล่าผู้ปราดเปรื่องกำลังจะได้รับความอบอุ่น ทั้งๆที่ไม่ยินยอมพร้อมใจ... วิชั่นผู้ปราดเปรื่องและไร้ความปรานี เขาเป็นบุตรชายของบลัดเลตเตอร์ เป็นผู้ครอบครองคำสาปมหันตภัยและความสามารถในการมองเห็นอนาคตที่น่าตกใจ เมื่อครั้งอยู่ในค่ายนักรบของบิดา เขาเป็นแวมไพร์ก่อนผ่านการแปรสภาพ เพราะเขาต้องพบกับความทุกข์ทรมานและการถูกทำร้าย ดังนั้นเมื่อมาเป็นสมาชิกของกลุ่มภราดร เขาจึงไม่สนใจความรักหรืออารมณ์ความรู้สึกใดๆ นอกจากมุ่งมั่นอยู่กับการเปิดฉากรบกับเลสเซนนิ่ง โซซายตี้เท่านั้น แต่แล้วอาการบาดเจ็บถึงชีวิตก็ทำให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในความดูแลของศัลยแพทย์ชาวมนุษย์คนหนึ่ง แพทย์หญิงเจน วิทคอมบ์ผู้ทำให้เขาต้องเปิดเผยความเจ็บปวดในใจและได้ลิ้มรสชาติของความสุขที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต...จวบจนชะตากรรมที่เขาไม่ได้เลือกเอง นำพาเขาไปสู่อนาคตที่ไม่อาจเลือกได้...
REVIEW
เล่มนี้เป็นหนังสืออีกเล่มในชุด 'ภราดรผู้พิทักษ์' ที่น่าสนใจมากๆ
ตัวเอกของเล่มเรื่องนี้ก็คือ 'วี' หรือ 'วิชั่น' ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในเล่มที่แล้ว เขาเป็นเพื่อนสนิทของ 'บุทช์' และนอกจากนี้เขาก็ยังมีความรู้สึกที่มากกว่า 'เพื่อน' ให้กับอีกฝ่ายด้วย
วิชั่นได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงจนตกมาอยู่ในมือของศัลยแพทย์ 'เจน' หญิงสาวแปลกใจในระบบโครงสร้างร่างกายของเขาที่ไม่เหมือนกันมนุษย์ทั่วไป นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หญิงสาวถูกชักนำเข้าสู่โลกของเหล่าภราดร
ความสัมพันธ์ระหว่างเจนและวีเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อแต่ละฝ่ายต่างเปิดใจและเล่าความลับให้แก่กันและกันฟัง อุปสรรคเพียงอย่างเดียวก็คือ ... เจนเป็นมนุษย์ และวีต้องปล่อยหล่อนไปเมื่อเขาหายเป็นปกติแล้ว
วีไม่อยากปล่อยหล่อนไป เพราะเจนเป็นของเขา แต่เขาก็ยังเคลียร์ความรู้สึกของตนกับบุทซ์ไม่ได้เหมือนกัน แต่เมื่อทั้งคู่มีโอกาสได้คุยกันแล้ว วีก็ตัดสินใจเปิดอกคุยกับบุทซ์ว่าเขาเคยหอยากมีอะไรกับบุทซ์จริงๆแต่เมื่อเขารู้จักกับเจนแล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เมื่อถึงเวลาที่่วีต้องลบความทรงจำของเจนและปล่อยหล่อนไป มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต้องทำอย่างนั้นหลังจากที่ทั้งคู่ผ่านอะไรต่อมิอะไรด้วยกันมามากมายและเจนเป็นคนเดียวที่วีรู้สึกแบบนี้ด้วย
เจนถูกเลสเซอร์ยิงตายในคืนสุดท้ายของทั้งคู่ วีตัดสินใจจะคืนชีพให้เจนอีกครั้งแม้ว่านั่นเป็นความผิดมหันต์มากเพียงใดก็ตาม เดอะสไคร์บเวอร์จินมาห้ามเอาไว้ทันเสียก่อนที่วีจะพลั้งทำอะไรมากเกินไปกว่านี้ เจนสลายเป็นเถ้าถ่านต่อหน้าต่อตาวี ...
วีเสียใจ เขาร้องไห้เป็นครั้งแรกในชีวิตในขณะที่นอนกอดเถ้าถ่านของเจนไว้ในอ้อมแขน เดอะสไคร์บเวอร์จินมาหาวีและมองของขวัญให้กับเขานั่นก็คือเจน ... สุดที่รัดของเขา ในรูปของครึ่งวิญญาณครึ่งกายเนื้อ
สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆในเล่มนี้ก็คือ ฝ่ายตัวร้ายหรือ 'เลสเซอร์' แทบจะไม่มีบทบาทเลยในเล่มนี้ แล้วทางผู้เขียนไม่ได้มีการตัดการเล่าเรื่องไปหาฝ่ายเลสเซอร์ให้เป็นผู้เล่าด้วย เรารู้สึกว่าเล่มนี้น่ารำคาญน้อยลงเพราะเล่มก่อนๆหน้ามักจะมีการตัดเนื้อเรื่องแล้วไปเล่าในส่วนของเลสเซอร์อยู่บ่อยครั้ง ทำให้อารมณ์ไม่ค่อยปะติดปะต่อ (แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความประทับใจต่อหนังสือชุดนี้ลดน้อยลงแต่อย่างใด)
เราชอบคาแรคเตอร์ของวีมาก ด้วยความที่เป็นหนุ่มที่มี Conflict มาตั้งแต่ยังเล็ก เขาถูกบังคับให้ข่มขืนผู้ชาย และถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้ายทารุณ ทำให้ลักษณะในเรื่องเซ็กส์ของเขาออกมาราวๆ Sexual Dominant คือผู้ที่นิยมเห็นคู่นอนของตนเองเจ็บปวด มีการใช้โซ่ แส้ กุญแจมือ เทียน และไม้เท้าในหนังสือเล่มนี้ด้วย ยิ่งฉากที่วีถูกเจนล่ามไว้นะ อื้อหือ ! >//////< อ่านแล้วเขินมากมาย
แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยชอบก็คือ ... ลักษณะของความสัมพันธ์ของวีกับเจนที่มันดูคล้ายๆกับการก้าวกระโดดมากเกินไป ไม่กี่วันที่แล้ววียังรักบุทช์อยู่เลย พอเจอกับคุณหมอเจนปุ๊บ วีก็หันไปรักเจนซะงั้น ก็เข้าใจอยู่ว่าสัญชาตญาณแวมไพร์ในเรื่องที่มีเซ้นต์ในการบอกว่าใครต่อใครเป็น 'ของฉัน' แต่ตอนบุทช์ ... วีก็บอกแบบนี้ไม่ใช่หรือไงว่าบุทช์เป็น 'ของฉัน'
เล่มนี้จะมีการปูเรื่องราวสำหรับเล่มถัดไปคือ 'ฟิวรี่' และ 'คอร์เมีย' เราชอบคู่นี้นะ คอร์เมียดูบริสุทธิ์ ซื่อๆ ใสๆ ในขณะที่ฟิวรี่ก็เป็นหนุ่มพรหมจรรย์
อีกคนที่เราชอบมากๆก็คือ 'จอห์น แมธธิว' เล่มนี้ได้มีการเปลี่ยนสภาพเกิดขึ้นแล้ว จอห์นกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัวไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าเล่มต่อๆไป ... บทของจอห์นจะเด่นขึ้นอีกมาก
ตอนแรกเราจะให้เล่มนี้ 8 คะแนนด้วยซ้ำ เพราะอ่านไปแล้วรู้สึกขัดใจหลายจุด อย่างเช่นตอนต้นๆเล่ม เรารู้สึกว่าไม่ถูกชะตากับสไคร์บเวอร์จินเลยอ่ะ ให้ตายเถอะ นางดู 'เยอะ' กับทุกเรื่อง ก็เข้าใจว่ารักวี แต่บางครั้งการแสดงออกบางอย่างของนางก็ดูทิฐิและทะนงตนมากเกินไปนะ -*-
แต่พออ่านๆไปแล้วชอบคาแรคเตอร์และนิสัยของวีที่สะกดคนอ่านอย่างเราได้อยู่หมัดจริงๆ ตัวละครตัวนี้ดูมีมิติและสมจริงมากๆ บอกเลยว่าชอบตัวละครของ 'วี' พอๆกับซาดิสท์เลยก็ว่าได้ เลย +1 ให้อีกคะแนนละกันตรงจุดนี้
คะแนน 9/10
สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากๆในเล่มนี้ก็คือ ฝ่ายตัวร้ายหรือ 'เลสเซอร์' แทบจะไม่มีบทบาทเลยในเล่มนี้ แล้วทางผู้เขียนไม่ได้มีการตัดการเล่าเรื่องไปหาฝ่ายเลสเซอร์ให้เป็นผู้เล่าด้วย เรารู้สึกว่าเล่มนี้น่ารำคาญน้อยลงเพราะเล่มก่อนๆหน้ามักจะมีการตัดเนื้อเรื่องแล้วไปเล่าในส่วนของเลสเซอร์อยู่บ่อยครั้ง ทำให้อารมณ์ไม่ค่อยปะติดปะต่อ (แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความประทับใจต่อหนังสือชุดนี้ลดน้อยลงแต่อย่างใด)
เราชอบคาแรคเตอร์ของวีมาก ด้วยความที่เป็นหนุ่มที่มี Conflict มาตั้งแต่ยังเล็ก เขาถูกบังคับให้ข่มขืนผู้ชาย และถูกทารุณกรรมอย่างโหดร้ายทารุณ ทำให้ลักษณะในเรื่องเซ็กส์ของเขาออกมาราวๆ Sexual Dominant คือผู้ที่นิยมเห็นคู่นอนของตนเองเจ็บปวด มีการใช้โซ่ แส้ กุญแจมือ เทียน และไม้เท้าในหนังสือเล่มนี้ด้วย ยิ่งฉากที่วีถูกเจนล่ามไว้นะ อื้อหือ ! >//////< อ่านแล้วเขินมากมาย
แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยชอบก็คือ ... ลักษณะของความสัมพันธ์ของวีกับเจนที่มันดูคล้ายๆกับการก้าวกระโดดมากเกินไป ไม่กี่วันที่แล้ววียังรักบุทช์อยู่เลย พอเจอกับคุณหมอเจนปุ๊บ วีก็หันไปรักเจนซะงั้น ก็เข้าใจอยู่ว่าสัญชาตญาณแวมไพร์ในเรื่องที่มีเซ้นต์ในการบอกว่าใครต่อใครเป็น 'ของฉัน' แต่ตอนบุทช์ ... วีก็บอกแบบนี้ไม่ใช่หรือไงว่าบุทช์เป็น 'ของฉัน'
เล่มนี้จะมีการปูเรื่องราวสำหรับเล่มถัดไปคือ 'ฟิวรี่' และ 'คอร์เมีย' เราชอบคู่นี้นะ คอร์เมียดูบริสุทธิ์ ซื่อๆ ใสๆ ในขณะที่ฟิวรี่ก็เป็นหนุ่มพรหมจรรย์
อีกคนที่เราชอบมากๆก็คือ 'จอห์น แมธธิว' เล่มนี้ได้มีการเปลี่ยนสภาพเกิดขึ้นแล้ว จอห์นกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัวไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าเล่มต่อๆไป ... บทของจอห์นจะเด่นขึ้นอีกมาก
ตอนแรกเราจะให้เล่มนี้ 8 คะแนนด้วยซ้ำ เพราะอ่านไปแล้วรู้สึกขัดใจหลายจุด อย่างเช่นตอนต้นๆเล่ม เรารู้สึกว่าไม่ถูกชะตากับสไคร์บเวอร์จินเลยอ่ะ ให้ตายเถอะ นางดู 'เยอะ' กับทุกเรื่อง ก็เข้าใจว่ารักวี แต่บางครั้งการแสดงออกบางอย่างของนางก็ดูทิฐิและทะนงตนมากเกินไปนะ -*-
แต่พออ่านๆไปแล้วชอบคาแรคเตอร์และนิสัยของวีที่สะกดคนอ่านอย่างเราได้อยู่หมัดจริงๆ ตัวละครตัวนี้ดูมีมิติและสมจริงมากๆ บอกเลยว่าชอบตัวละครของ 'วี' พอๆกับซาดิสท์เลยก็ว่าได้ เลย +1 ให้อีกคะแนนละกันตรงจุดนี้
คะแนน 9/10
Mar 18, 2014
เมืองกระดูก - นครรัตติกาล (The Mortal Instrument#1)
สำนักพิมพ์ : อิ่มอ่าน
ผู้เขียน : คาสซานดร้า แคลร์
ผู้แปล : ฤทัยรัตน์ สุขถาวร
เรื่องย่อ
เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองแมนฮัตตัน คลาริสซ่า เฟรย์ บังเอิญเห็นฆาตกรรมหนึ่งในฆาตกรเป็นเด็กหนุ่มผมทองรูปงามแต่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือ ศพอันตรธานไปต่อหน้าต่อตา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดแม่ถูกลักพาตัว ชีวิตธรรมดาสามัญของคลารี่จึงเปลี่ยนไปในพริบตาเธอถูกดึงสู่โลกแห่งนักล่าเงา ผีดูดเลือด และมนุษย์หมาป่าเข้าสู่สงครามที่ผูกทุกคนไว้ด้วยความรักมิตรภาพ การหลงอำนาจและทรยศหักหลัง
คะแนน 7/10
Mar 15, 2014
วิญญาณรักข้ามเวลา - Immortal Highlander (Highlander #6)
ผู้เขียน : Karen Marie Moning
ผู้แปล : ขีดขิน จินดาอนันต์
เรื่องย่อ
"แก๊บบี้ โอคัลลาฮัน" ฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากจะมีเจ้าชายมาพาตัวเธอไป แล้วทั้งสองก็จะมีความสุขด้วยกันราวกับเทพนิยาย จนกระทั่งเธอได้เจอกับเจ้าชายตัวจริง... เจ้าชายล่องหนที่ไม่มีใครมองเห็นนอกจากเธอ "แอดัม แบล็ก" เป็นเจ้าชายแห่งเฟย์ แต่เขาอาจไม่ใช่เจ้าชายที่เธอถวิลหา เขาร้ายกาจ เซ็กซี่เกินห้ามใจ ช่างยั่วเย้า เก่งด้านลวนลามเป็นที่หนึ่ง และเอาแต่ใจเป็นที่สุด ทั้งบังคับยัดเยียดตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านของเธอ ทั้งลากเธอเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายที่ทำให้ทั้งคู่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแต่ถึงอยากจะเกลียด "แอดัม" แค่ไหน เธอก็อดไม่ได้ที่จะค่อยๆ ตกหลุมล่อ เอ่อ... หลุมรักเขาทีละนิดๆ
REVIEW
เล่มนี้เป็นเรื่องของ 'แอดัม แบล็ก' ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน Dark Highlander เรื่องราวจะต่อจากเล่มที่แล้วคือเมื่อแอดัมกลายเป็นมนุษย์ เขาก็อับจนหนทาง หวังว่าราชินีจะให้อภัยเขาและเขาจะกลับไปเป็นตูอา เด ดันนา เหมือนเดิม แต่ไม่เลย ! เขามองไม่เห็นแฟรี่ แล้วเขาจะติดต่อกับราชินีได้อย่างไร
แต่แอดัมมีบุตรชายคนหนึ่งที่เขาให้กำเนิด ลูกชายของเขาเป็นลูกครึ่งแฟรี่ ดังนั้นเขาจึงคิดตามหาลูกชายของเขา แต่เขากลับพบ 'แก๊บบี้' เสียก่อน
แก๊บบี้มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นแฟรี่ แต่ยายของห่อนห้ามไม่ให้หล่อนเผยตัวให้แฟรี่เห็นเพราะแฟรี่จะมาเอาตัวหล่อน แต่ในเมื่อแก๊บบี้เผยความสามารถพิเศษนี้ให้แอดัมรู้ แอดัมก็เกาะติดหนึบพยายามล่อลวงเธอทุกวิถีทางเพื่อให้หล่อนยื่นมือมาช่วยเขา
'ดาร์ร็อก' คือภัยคุกคามของอดัม เมื่อดาร์ร็อกพยายามจะกำจัดเขา แอดัมและแก๊บบี้หนีไปขอความช่วยเหลือที่ประสาทเคลทาร์ และนั่นทำให้พวกเขาได้พบกับ 'ดรัสติน' และ 'เดกิส'
เล่มนี้เราว่าสนุกสู้สองเล่มแรกไม่ได้ พอดีมันมีบางจุดที่เราอ่านแล้วรู้สึกหงุดหงิดว่าต่างฝ่ายต่างคิดเอาเอง ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดอยู่เรื่อยๆว่าทั้งคู่ไม่ได้มีใจให้กัน กว่าจะเปิดปากสารภาพกันได้ก็ตอนท้ายๆ แถมแอดัมยังลังเลเพราะคิดถึงอดีตที่เขาเคยทำเอาไว้กับภรรยาเก่าของเขาอยู่นั่นแหละ ทำให้เนื้อเรื่องดูยืดๆเกินความจำเป็น
ถือว่าเป็นหนังสือที่อ่านได้เพลินๆอีกเล่ม เรื่องนี้จะไม่มีการย้อนเวลาเหมือสองเล่มแรก แต่จะมีพื้นภูมิประวัติศาสตร์ของตูอา เด ตันนาเข้ามาแทน เนื้อเรื่องไม่ได้ตื่นเต้นวาบหวามอะไรอาจจะเป็นเพราะปมตัวละครไม่ค่อยน่าสนใจ เกี่ยวกับการเลือกที่จะเป็นมนุษย์ของแอดัมโดยมีเหตุผลหลายๆอย่างเข้ามาประกอบ ส่วนตัวรู้สึกไม่ค่อยชอบราชินีในเล่มนี้เลย
คะแนน 7.5/10
สาปรักข้ามเวลา - Dark Highlander (Highlander #5)
สำนักพิมพ์ : แพรว
ผู้เขียน : Karen Marie Moningผู้แปล : ขีดขิน จินดาอนันต์
เรื่องย่อ
"เดกิส แม็คเคลทาร์" ดรูอิดแห่งศตวรรษที่ 16 ย้อนเวลาไปในอดีตเพื่อช่วยชีวิต "ดรัสตัน" พี่ชายฝาแฝดไม่ให้เสียชีวิตลงในกองเพลิง แต่กฎแห่งการข้ามเวลาระบุไว้ว่า ดรูอิดจะต้องไม่เปิดสะพานข้ามเวลาด้วยเหตุผลส่วนตัว มิเช่นนั้นจะถูกปิศาจดรูอิดฝ่ายมืดทั้งสิบสามตนสิงสู่ ด้วยเหตุนี้เดกิสจึงกลายเป็นดรูอิดฝ่ายมืดและจะกลายร่างเป็นปิศาจในที่สุด... เดกิสจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะถอนคำสาป โดยหลีกหนีจากสก็อตแลนด์มาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก แหล่งรวมของพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาศิลปวัตถุโบราณที่ทรงคุณค่า เพื่อศึกษาตำราโบราณและหาวิธีถอนคำสาป เขาจะสามารถรอดพ้นจากคำสาปและช่วยชีวิตพี่ชายได้หรือไม่?
REVIEW
เล่มนี้เป็นเรื่องราวของ 'เดกิส' และ 'โคลอี้' ...
ด้วยความที่เดกิสช่วยเหลือ 'ดรัสตัน' พี่ชายฝาแฝดของเขาเอาไว้ในเล่มที่แล้ว ทำให้เขาต้องยอมรับปีศาจมาสิงสู่ร่างกายตนเอง แล้วผลตามมาก็คือ ... เขาต้องนอนกับผู้หญิง นั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ปีศาจในตัวของเขาสงบลงได้
การพบกันครั้งแรกของเดกิสเป็นโคลอี้เป็นอะไรฮามาก โคลอี้นำหนังสือโบราณไปส่งให้เดกิส แต่เดกิสไม่อยู่ห้อง เจ้าหล่อนก็ดันบังเอิญเข้าห้องนอนของเขาแล้วก็เจอถุงยาง วัตถุโบราณ ทำให้เจ้าหล่อนตาเป็นประกาย เมื่อเดกิสกลับมาเห็น ชายหนุ่มเลยต้องจัดการโคลอี้โดยการมัดมืดมัดเท้าไว้กับเตียง
ในที่สุดเดกิสก็ตัดสินใจกลับไปหาดรัสตันที่ใช้ชีวิตอยู่กับเกว็นที่ไฮแลนด์ ส่งผลให้ทั้งคู่ย้อนเวลากลับไปเพื่อค้นหาตำราโบราณว่ามีวิธีที่จะช่วยให้เดกิสหลุดพ้นจากคำสาปนี้ได้หรือไม่ ?
เล่มนี้ยังมี 'แอดัม แบล็ก' ที่มีส่วนสำคัญในเนื้อเรื่องอีกด้วย แอดัมเป็นดูอา เต ตาแนนและกลายเป็นมนุษย์ในท้ายเล่มเพราะเดิมพันกับราชินีเอาไว้ในเรื่องของเดกิส
เล่มนี้ HOT มาก แต่ก็เสียอารมณ์ตรงที่แพรว 'ตัดเลิฟซีน' ออกจนแทบไม่เหลือ แล้วเลิฟซีนที่ตัดไปนั้นมีบางส่วนที่มีส่วนสำคัญต่อเนื้อเรื่องด้วย ทำให้อารมณ์ค่อนข้างขาดๆหายๆไปเวลาอ่านเจอฉากที่ถูกตัด แต่เราก็ไปหาต้นฉบับมาอ่านควบคู่กันไป ถึงรู้ว่าฉบับแปลไทยตัดเลิฟซีนออกไปเยอะมากมายแค่ไหน
เล่มนี้มีความดาร์คและแฟนตาซีมากกว่า Kiss of the Highlander มากพอสมควร รวมถึงการเล่าเรื่องให้เห็นอีกด้านของเดกิสและยังมีความเป็นมาของดูอิสที่ก่อให้เกิดการเดินทางข้ามเวลาอีกด้วย ถือว่าสาระสำคัญในเล่มนี้สำคัญและละเอียดมากกว่าเล่มที่แล้วจริงๆ
คะแนน 8/10
มนตร์รักข้ามเวลา - Kiss of the Highlander (Highlander #4)
ผู้เขียน : Karen Marie Moning
ผู้แปล : ขีดขิน จินดาอนันต์
เรื่องย่อ
"ดรัสตัน แม็คเคลทาร์ แลร์ด" แห่งไฮแลนด์ต้องมนต์สะกดให้หลับใหล เขาตื่นมาในอีกห้าร้อยปีให้หลัง เพราะหญิงสาวผู้หนึ่งถอนคำสาปโดยบังเอิญ ดรัสตันไม่เคยพบหญิงใดเหมือนเช่นเธอ "คาสซิดี้" เป็นคำไอริส แปลว่า ฉลาด เกว็นโดลิน หมายถึง เทพีจันทรา เขาคิด เมื่อได้พบเธอ ดรัสก็รู้ว่า โชคชะตานำพาทั้งสองให้มาพบกัน และชะตากรรมของเขาก็อยู่ในกำมือของเธอ...
"เกว็น คาสซิดี้" แสนจะเพลียกับบรรดาลูกค้าประกันจอมงก เธอตัดสินใจกระโจนขึ้นรถทัวร์สกอตแลนด์ กับผู้สูงอายุอีกเป็นโขยง หมายจะหาความตื่นเต้นให้ชีวิตจืดชืด เธอโหยหาอะไรสักอย่างที่ยังระบุออกมาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หรือสิ่งนั้นจะเนแค่ความต้องการทางกายที่บรรจุอยู่ในยีน แต่แล้วเธอก็หล่นตุ้บลงบน "โชคชะตา" เข้าเต็มรัก...
**Kiss of the Highlander เป็นหนังสือเล่มที่ 4 ในชุด Highlander แต่สำหรับฉบับแปลจะนับเล่มนี้เป็นเล่มที่ 1 เพราะทางสนพ.ไม่ได้นำเอา 3 เล่มก่อนหน้านี้มาแปล**
เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในบรรยากาศนิยายชุดนี้แล้วนะ ด้วยความที่พลอตใช้ฉากหลังเป็นสกอตแลนด์ ทุ่งหญ้าป่าเขาสีเขียวขจี หนุ่มสก็อตใส่ผ้านุ่ง ตัวล่ำกล้ามใหญ่บึกบึน อะไรประมาณนี้
แต่ที่ทำให้นิยายเล่มนี้มีจุดน่าสนใจขึ้นมาก็คือ ผู้เขียนได้มีการดึงเอาตำนานของดรูอิดและการ 'ย้อนเวลา' เข้ามาใช้ในการเล่าเรื่อง ทำให้มีกลิ่นอายความเป็นแฟนตาซีมากขึ้น การพบเจอกันครั้งแรกของ 'เกว็น' กับ 'ดรัสตัน' ก็ถือว่าเริ่มได้น่าสนใจพอสมควร
ส่วนตัวเราแล้ว เราชอบนิสัยของดรัสตันมากอ่ะ ตอนแรกๆที่พยายามจะบอกเกว็นว่าเขาไม่ได้บ้า เขาย้อนเวลามาจากอดีตจริงๆ แล้วพยายามจะพิสูจน์ให้เกว็นดูว่าเขาสามารถย้อนเวลากลับไปได้
สุดท้ายนางเอกเลยถูกดูดเข้าไปสู่อดีตโดยไม่รู้ตัวในสภาพเปลือยเปล่า พระเจ้า ! ทำไมน่ะรึ ? ก็สองคนนี้เล่นมีอะไรกันก่อนที่นางเอกจะย้อนเวลามาได้คนเดียวนะสิ ส่วนพระเอกดรัสตันของเราไม่สามารถย้อนกลับมาได้เพราะกฏทางฟิสิกส์ที่กล่าวถึงการมีสองตัวตนอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน (นางเอกเป็นนักฟิสิกส์นะเล่มนี้)
คราวนี้เกว็นเลยต้องมารับมือกับดรัสตันในอดีตที่จำหล่อนไม่ได้ แต่ลึกๆแล้วดรัสตันคนนี้กลับรู้สึกผูกพันธ์กับนางเอก เกว็นก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ดรัสตันจำตัวเองได้ ! มันฮาตรงนี้นี่แหละ ก็เจ้าหล่อนเล่นซะ ดรัสตันกลัวจนหางจุกตูดไปเลย ฮ่าๆ
ตอนจบก็ทิ้งประเด็นไว้ได้ดี กล่าวถึง เดกิส ... น้องชายฝาแฝดของดรัสตันที่จะมามีบทบาทในเล่มนี้
เล่มนี้อ่านเพลินๆ ... พลอตเรื่องไม่หนัก เบาสมอง ความซับซ้อนมีไม่มาก แต่ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลินเล่มหนึ่งเลยทีเดียว
คะแนน : 9/10
ทัณฑ์เทวา - The Fallen : Raziel
ชื่อเรื่อง : The Raziel ทัณฑ์เทวา
สำนักพิมพ์ : แพรว
ผู้เขียน : Kristina Douglas
ผู้แปล : ต้องตา สุวรรณรังษี
REVIEW
ขอออกตัวก่อนเลยว่า ... ตอนก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะออกนั้น เราได้ให้ความสนใจกับซีรีส์ชุดนี้มาก ซึ่งซีรีส์ชุดนี้เป็นผลงานของ Kristina Douglas หรือ Anne Stuart นั่นเอง คิดว่าหลายคนคงรู้จัก
เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับเทวดาตกสวรรค์ที่ลงมาทำหน้าที่นำส่งดวงวิญญาณผู้หลงทางในโลกมนุษย์นั่นเอง โดยหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึง 'ราซิเอล' เทวดาหนุ่มรูปงามที่ 'อัลลี' นางเอกของเรื่องเห็นแล้วเนื้อตัวร้อนฉ่า ปราถนาคลั่งไคล้ในตัวพระเอกจนอยากจะขึ้นเตียงด้วย
ความสนุกของเนื้อเรื่อง เราคิดว่าสนุกอยู่พอสมควรนะ พระเอกเป็นเทวดาตกสวรรค์ โดยยูริเอลเป็นจ้าวแห่งเทวดาที่ทำหน้าที่ตัดสินมนุษย์ว่าควรจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก แล้วก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าซึ่งยูริเอลกำลังจะหาทางกำจัดพวกพระเอกโดยส่งเนฟิลิมออกมาเพื่อไล่ล่าเหล่าเทวดาตกสวรรค์
คาแรคเตอร์ของพระเอกเชื่อว่าคงถูกใจใครหลายๆคนแน่ พระเอกออกแนวปากร้ายนิดๆ เซ็กซี่ๆ แล้วก็เข็ดขยาดกับความรักครั้งเก่า ไม่อยากรักใครอีกแล้วเพราะกลัวความเจ็บปวด จนนางเอกเริ่มเข้ามาในจิตใจแล้วทำให้พระเอกหวั่นไหว เรื่องราวจึงดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนถึงจุดไคลแม็กซ์ที่ทำให้ทั้งคู่ต่างยอมรับความรู้สึกของตนเอง
เอาล่ะ ... มาถึงตรงส่วนบทเลิฟซีนหรือการอธิบายเรื่องบนเตียงระหว่างพระนางนั้น เรื่องนี้ไม่ได้มีการตัดทอนเนื้อหาออกเลย เพราะหลังอ่านจบเราเอามาเปิดเทียบกับฉบับอังกฤษจึงพบว่าคนแปลแปลตามต้นฉบับเป๊ะ
สำหรับใครที่คิดจะหานิยายโรมานซ์แนวเหนือธรรมชาติมาอ่าน เราขอแนะนำเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่อ่านเพลินได้สนุกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
ขอติตรงการแปลนิดนึงที่ยังมีบางจุดที่อ่านแล้วรู้สึกยังไม่ค่อยไหลลื่นหรือมีอารมณ์ร่วมกับฉากนั้นๆเท่าที่ควร แถมเนื้อเรื่องตอนท้ายๆที่ดูรีบๆไปหน่อยเหมือนพยายามจะทำให้จบเล่มซะงั้น ทั้งๆที่สามารถนำประเด็นตรงนั้นมาเล่นน่าจะเข้าถึงอารมณ์มากกว่านี้ เพราะในหนังสือตอนบทท้ายๆมันดูห้วนๆ เหมือนไม่มีความสำคัญแต่เราว่ามันเป็นไคลแมกซ์ตอนนึงของเรื่องเลยก็ว่าได้นะ
คะแนน 8.5/10
Insurgent - ปริศนาสยบโลก (Divergent #2)

ชื่อเรื่อง Insurgent
จากชุด Divergent
ผู้เขียน Veronica Roth
ผู้แปล นลิญ
สำนักพิมพ์ Spell
เรื่องย่อ
ภาคต่อของ "ไดเวอร์เจนท์" โรแมนติกแอ๊คชั่นแฟนตาซีสุดระทึกที่ทุกคนรอคอย
เสียสละแปรเป็นสิ้นสูญ สิ้นสูญแปรเป็นพันธะ พันธะแปรเป็นสงคราม หนึ่งทางเลือกจักทำลายจิตวิญญาณ
'ทริซ' กำลังจะค้นพบความลับสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เธอเคยรู้จัก และเป็นคำตอบของคำถามทั้งมวล...
จากชุด Divergent
ผู้เขียน Veronica Roth
ผู้แปล นลิญ
สำนักพิมพ์ Spell
เรื่องย่อ
ภาคต่อของ "ไดเวอร์เจนท์" โรแมนติกแอ๊คชั่นแฟนตาซีสุดระทึกที่ทุกคนรอคอย
เสียสละแปรเป็นสิ้นสูญ สิ้นสูญแปรเป็นพันธะ พันธะแปรเป็นสงคราม หนึ่งทางเลือกจักทำลายจิตวิญญาณ
'ทริซ' กำลังจะค้นพบความลับสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่เธอเคยรู้จัก และเป็นคำตอบของคำถามทั้งมวล...
REVIEW
ถ้าเปรียบหนังสือ Divergent เล่มที่แล้ว เป็นออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย Insurgent จะกลายเป็นอาหารจานหลักสุดหรูที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ
ถือว่าเล่มนี้ทำได้ดีกว่าเล่มที่แล้วอยู่พอสมควร ทั้งในด้านพัฒนาการของตัวละครที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นรวมถึงเนื้อเรื่องที่เริ่มตึงเครียดมากขึ้น
เรื่องราวจะต่อจากเล่มที่แล้วคือ 'ทริซ' ไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าอมิตี ผู้นำเผ่าที่ประกาศจุดยืนเป็นกลางยอมให้ผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ด้วย แต่แล้วเมื่อ 'เจอนีน' ตามตัวพวกที่รอดชีวิตจากเล่มที่แล้ว ทำให้ 'ทริซ' ต้องระหกระเหินไปหลบอยู่กับแม่ของ 'โฟร์' ซึ่งเป็นผู้นำของพวกไร้เผ่า
ต่อจากนั้น ... เด็กสาวก็เริ่มรับรู้ถึงความลับอันน่าสะพรึงเบื้องหลังของสงครามที่เกิดขึ้นว่าจุดหมายไม่ใช่แค่เพียงยึดอำนาจมาอยู่ในมือ แต่ที่ทำไปนั่นก็เป็นเพราะว่า ... เจอนีนต้องข้อมูลลับสุดยอดที่อยู่ในมือของผู้นำชาวแอ๊บเนเกชั่น
การต่อสู้เพื่อแย่งชิงข้อมูลกลับคืนมาดำเนินไปอย่างดุเดือด เมื่อทริซต้องเข้าร่วมกลุ่มกับมาร์คัส พ่อแท้ๆของโฟร์ที่เคยทำร้ายเขาตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก อันเป็นเหตุผลให้โทไบอัสหรือโฟร์ต้องย้ายเผ่าจากแอ๊บเนเกชั่นมาสู่ดอนท์เลส
spoiler: คลิกเพื่อดู Spoiler
สุดท้ายแล้ว ... ความลับที่ทุกคนต่อสู้เพื่อแย่งชิงก็ถูกเปิดเผยว่ายังมีโลกภายนอกที่ยังรอพวกไดเวอเจนท์ให้เข้าไปแก้ไขอยู่ และนั่นคือความลับที่ทำไมเจอนีนถึงต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา เพราะเธอไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความลับนี้ให้ใครได้รู้ หากนั่นจะหมายถึงการที่ผู้คนอยากออกไปสู่โลกภายนอก และอำนาจการปกครองของเธอต้องลดถอยลงไป
เราเลือกที่จะแตกต่าง ... เราคือ 'ไดเวอร์เจนท์'
เราเลือกที่จะก่อกบฎ ... เราคือ 'อินเซอร์เจนท์'
เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้สามารถที่จะตอบโจทย์ในแง่ของตัวละครและปมของเนื้อเรื่องได้ดีพอสมควร การต่อสู้ที่ขับเคี่ยวมากขึ้นจากเล่มที่แล้ว(ไดเวอร์เจนท์) ที่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเผ่าอีกต่อไป แต่อินเซอร์เจนท์คือการต่อสู้ระหว่างเผ่าและคนไร้เผ่าที่ต้องการปฏิวัติและยึดอำนาจการปกครองมาเป็นของตัวเองทั้งสิ้น
คะแนน 9/10
Divergent - มายาเร้นโลก (Divergent #1)

ชื่อเรื่อง Divergent
จากชุด Divergent
ผู้เขียน Veronica Roth
ผู้แปล นลิญ
สำนักพิมพ์ Spell
เรื่องย่อ
"ไดเวอร์เจนท์" คือหนังสือแอ๊คชั่นผจญภัยท่ามกลางโลกอนาคต ที่ผู้คนถูกแบ่งออกเป็นเผ่าตามนิสัยพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
เมื่อเข้ารับการทดสอบเลือกเผ่า ผลการทดสอบระบุว่า 'ทริซ ไพร์เออร์' เป็น "ไดเวอร์เจนท์" ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่อาจตกอยู่ภายใต้การควบคุมใดๆ ไม่มีวันอยู่เผ่าไหนได้ และถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบการปกครอง และเธอจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะมันมีค่าเท่ากับชีวิตของเธอ ทริซค้นพบแผนการลับที่มุ่งทำลายเหล่าไดเวอร์เจนท์ เธอต้องสืบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ไดเวอร์เจนท์เป็นอันตรายถึงขั้นต้องถูกกำจัด เป็นอันตรายต่อใครหรืออะไรกันแน่ ก่อนจะสายเกินไป
จากชุด Divergent
ผู้เขียน Veronica Roth
ผู้แปล นลิญ
สำนักพิมพ์ Spell
เรื่องย่อ
"ไดเวอร์เจนท์" คือหนังสือแอ๊คชั่นผจญภัยท่ามกลางโลกอนาคต ที่ผู้คนถูกแบ่งออกเป็นเผ่าตามนิสัยพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
เมื่อเข้ารับการทดสอบเลือกเผ่า ผลการทดสอบระบุว่า 'ทริซ ไพร์เออร์' เป็น "ไดเวอร์เจนท์" ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่อาจตกอยู่ภายใต้การควบคุมใดๆ ไม่มีวันอยู่เผ่าไหนได้ และถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบการปกครอง และเธอจะต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะมันมีค่าเท่ากับชีวิตของเธอ ทริซค้นพบแผนการลับที่มุ่งทำลายเหล่าไดเวอร์เจนท์ เธอต้องสืบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ไดเวอร์เจนท์เป็นอันตรายถึงขั้นต้องถูกกำจัด เป็นอันตรายต่อใครหรืออะไรกันแน่ ก่อนจะสายเกินไป
REVIEW
เมื่อโลกอยู่ในยุคที่ทุกคนถูกจัดแบ่งเผ่าออกเป็น 5 เผ่า เมื่อเด็กทุกคนถูกบังคับให้เลือกเผ่าเมื่อเวลาของตนเองมาถึง เบียทริซ ไพรเออร์ คือเด็กสาวที่อยู่ในเผ่าแอ๊บเนเกชั่น เธอถูกปลูกฝังมาให้ใช้ชีวิตโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว แต่เธอคิดว่านั่นไม่ใช่ตัวเธอ เมื่อท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจไปอยู่กับดอนท์เลส แม้ว่าผลการทดสอบจะบ่งบอกว่าเธอเป็น ไดเวอร์เจนท์ ก็ตาม ซึ่งก็คือเธอมีคุณสมบัติของเผ่าต่างๆมากกว่า 1 เผ่าอยู่ในตัวของเธอ ยีนของเธอ
ชีวิตใหม่ ชื่อใหม่ ทริซ ไพรเออร์ ต่อสู้กับการทดสอบเพื่อเข้าร่วมกับเผ่านี้ มิฉะนั้นหากเธอไม่ผ่านการทดสอบ เธอจะกลายเป็นพวกไร้เผ่า ทริซต้องผ่านการทดสอบทั้งในเรื่องของการต่อสู้ และการเอาชนะความกลัวของเธอในสมรภูมิความกลัว
ทริซได้รู้จักกับโฟร์ และโฟร์สอนการต่อสู้และอะไรหลายๆอย่างให้แก่เธอ ทริซได้พบกับเพื่อนใหม่ มีทั้งเพื่อนแท้และเพื่อนที่พร้อมจะทรยศหักหลังเธอได้ทุกเวลา
เมื่อแผนการณ์ของเจอนีน ผู้นำเผ่าของเออรูไดต์ถูกเปิดเผยมาว่าเธอต้องการกองทัพของดอนท์เลสเพื่อบุกโจมตีแอ๊บเนเกชั่น โดยเธออ้างเหตุผลว่าการปกครองของแอ๊บเนเกชั่นคือความล้มเหลว จึงเป็นหน้าที่ของทริซและโฟร์ซึ่งเป็นไดเวอเจนทั้งคู่ต้องหยุดสงครามครั้งนี้ ...
เชื่อว่าหลายคนคงหลายเห็นหนังสือเล่มนี้วางโชว์เด่นหราอยู่ในร้านหนังสือ และคงมีอีกหลายคนที่หยิบซื้อมาโดยไม่ลังเล และมีหลายคนที่ลังเลว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี
ขอออกตัวก่อนเลยนะว่า ... เราลังเลอยู่นานกว่าจะซื้อหนังสือเล่มนี้ เพราะก่อนหน้านั้นเคยค้นหาข้อมูลในเน็ต มีนักอ่านหลายท่านรีวิวว่าความสนุกของซีรีส์ชุดนี้ดรอปลงไปเรื่อยๆตามจำนวนเล่มที่ออก ซึ่งเราก็คิดว่า ... มันจะดรอปลงได้ยังไง คนเขียนจะยอมฆ่าตัวตายเขียนงานเน่าๆออกมาขายในขณะที่ผลงานตัวเองติดอันดับหนังสือขายดีอย่างงั้นหรอ
แล้วเราก็ตัดสินไปซื้อมาอ่านจนได้ ... ตอนแรกอ่านแบบไม่ตั้งความหวังไว้มาก กะจะอ่านฆ่าเวลาด้วยซ้ำ ด้วยแนวคิดว่าคล้ายๆกับ The Hunger Games(THG) แต่พล็อตเรื่องต่างกันสิ้นเชิง พูดง่ายๆคือทั้งสองเรื่องใช้แบล็คกราวน์แบบดิสโทเปียเหมือนกันทั้งคู่ แต่เนื้อเรื่องไม่มีไหนที่เหมือนกันเลย จะมีแต่คล้ายกันก็แค่บางประเด็น
เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงนางเอกที่มีปมขัดแย้งอยู่ในใจตลอดเวลาว่าตัวเองเข้ากับสภาพสังคมที่กำลังอาศัยอยู่ไม่ได้จนต้องตัดสินใจย้ายเผ่า เมื่อเธอได้เข้าไปอยู่ในเผ่าใหม่ เธอได้รับการฝึกฝนร่างกายและจิตใจ และในที่สุด ... เธอก็ล่วงรู้ถึงชนวนสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ...
ตอนจบทิ้งปมไว้น่าสนใจพอสมควร ทำให้คนอ่านเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ? แล้วนางเอกจะทำยังไงต่อไป ?
ต่างกับ The Hunger Games โดยมาก เรื่องนั้นเนื้อเรื่องจะเน้นไปทางด้านการกดขี่ทางสังคมอย่างชัดเจน ความโหดร้ายของสังคมแบบดิสโทเปีย นางเอกต้องต่อสู้ดิ้นสนสุดขีดเพื่อชีวิตของตัวเองและคนรอบข้าง แต่เรื่อง Divergent นั้นสภาพสังคมไม่ได้บีบบังคับมากเท่ากับ THG เลย นางเอกแค่ต้องฝึกฝนพัฒนาตนโดยมีเรื่องรักๆใคร่ๆให้คนอ่านรู้สึกวาบหวิวอยู่มากกว่า THG พอสมควร
ถือว่าเรื่องนี้มีกลิ่นอายความเป็น YA อยู่มากพอสมควร อ่านแล้วไม่ได้กดดันหรือบีบเค้นอารมณ์มากมายเหมือน THG แต่ก็มีเสน่ห์อยู่ในตัว
พูดถึงคาแรคเตอร์ของโฟร์หรือโทเบียสที่ทำให้สาวๆหลายคนกรี๊ดกร๊าดกันอย่างมากเนื่องจากพระเอกรายนี้จะมีปมความขัดแย้งในจิตใจถึงเรื่องในอดีตว่าทำไมโฟร์ถึงมาอยู่ดอนท์เลส ความสัมพันธ์ของพระนางเรื่องนี้ก็ถือว่าน่าสนใจถือเดียว ดูค่อยๆเติบโตขึ้นมาจากความใกล้ชิดแล้วก็เคมีแลดูเข้ากันได้ตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก
ถือว่า Divergent เป็นนิยายอีกเรื่องที่สามารถขึ้นแท่นคู่กับ The Hunger Games ได้อย่างสบายๆเลยเพราะกระแสหนังสือที่อเมริกาถือว่ามาแรงมาก ขึ้นชาร์ต#1มาหลายอาทิตย์อย่างเหนียวแน่น ยิ่งก่อนหนังจะเข้าโรง คนก็ยิ่งสนใจที่จะซื้อมาอ่านกันมากยิ่งขึ้นแน่นอน
คะแนน 8.5/10
ยอดรักผู้พิทักษ์ - Lover Revealed (BLACK DAGGER BROTHERHOOD #4)
สำนักพิมพ์ : เกรซ
ผู้เขียน : J.R.WARD
ผู้แปล : จิตอุษา
เรื่องย่อ
บุทช์ โอ'นีลเป็นนักสู้โดยธรรมชาติ อดีตนายตำรวจหนุ่มแผนกอาชญากรรมผู้มีชีวิตลำเค็ญ เขาเป็นมนุษย์เพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้เขาสู่วงในของกลุ่มภราดรแบล็กแด็กเกอร์ และอยากจะเข้ามาสู่โลกของแวมไพร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น...เพื่อร่วมวงไพบูลย์ในศึกหนักกับพวกเลสเซอร์ เขาไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่หัวใจก็เป็นของแวมไพร์สาว แม่ดอกฟ้าโฉมงามที่สูงเกินเอื้อมสำหรับหนุ่มเหน้าชาวดินอย่างเขา ถ้าเขาไม่อาจเคียงคู่กับเมริสสาได้ อย่างน้อยเขาก็ขอสู้ตายเคียงข้างเหล่าภราดรก็แล้วกัน...
REVIEW
ด้วยเหตุผลบางประการจากเล่มก่อนหน้านี้ ขอสารภาพเลยว่า ... ตอนแรกเราไม่ค่อยอยากอ่านเล่มนี้เสียเท่าไร เพราะเรารู้สึกว่าคู่ 'บุทช์' กับ 'เมริสสา' ไม่ค่อยน่าสนใจเท่ากับ 3 คู่ก่อนหน้า
แต่เมื่อเราได้ลงมืออ่านแล้ว บอกได้คำเดียวว่า 'เราคิดผิด'
'บุทช์' ตำรวจหนุ่มที่ต้องเข้ามามีเอี่ยวกับกลุ่มภราดรอย่างเลี่ยงไม่ได้ในหนังสือเล่มแรก 'ราชันผู้พิทักษ์' เล่มนี้เขาถูกเลสเซอร์จับตัวไปและดิโอเมก้ากระทำการบางอย่างกับเขา ทำให้ในตัวเขาเต็มไปด้วยความดำมืดและสิ่งชั่วร้าย
'เมริสสา' เข้ามาดูแลบุทช์ตลอดที่ชายหนุ่มเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของพี่ชายหล่อน และนั่นทำให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ความปราถนาอันเร่าร้อนในร่างกายของบุทช์ทำให้หล่อนลุกเป็นไฟตลอดเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน
เล่มนี้ 'รีเวนจ์' พี่ชายของเบลล่าจากเล่มที่แล้วจะมีบทบาทเยอะขึ้นเพราะเขาต้องมาเป็นคู่ดื่มกินของเมริสสาในเล่มนี้ เพราะบุทช์เป็นมนุษย์ เมริสสาจึงดื่มกินจากเขาไม่ได้ ลองคิดดูสิคุณ ! คู่รักของตัวเองไปดื่มกินจากชายอื่น ผู้ชายอย่างบุทช์จะเดือดขนาดไหนที่ต้องทนเห็นเมริสสาไปใกล้ชิดกับรีเวนจ์ในยามที่หล่อนกระหายการดื่มกิน
ตรงนี้ว่ากรี๊ดนะ ... แต่ท้ายเล่มนี่กรี๊ดกว่า
ฉากที่ 'เบธ' ต้องช่วยชีวิตบุทช์ โดยการยอมให้บุทช์ดื่มกินของหล่อนในขณะที่ 'ราธ' ต้องทนยืนดูเชลแลนของเขาเสียสละตนเองให้ผู้ชายอื่นดื่มกิน ราธเดือดมาก ต้องให้ 'วี' กับ 'เมริสสา' มารั้งตัวเขาไว้ ไม่งั้นเขาจะฆ่าบุทช์
แล้วยังมีอีกคู่นึง ... 'วี' กับ 'บุทช์' ตอนแรกเราคิดว่าคู่นี้เป็นแค่เพื่อนกัน แต่ที่ไหนได้ วีกลับแอบชอบบุทช์ซะงั้น !? สงสารวีมาก สงสารสุดๆ ยิ่งตอนที่วีต้องกัดคอบุทช์นะ โอ้โห ! ตอนนั้นอ่านแล้วน้ำตาตกในมาก เพราะยังไงทั้งคู่ก็เป็นได้เพียงเพื่อนกันเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ T_T
เล่มนี้สนุก ประเด็นหลายๆอย่างมีปมซับซ้อนขึ้นกว่าเล่มก่อนๆ ความสัมพันธ์ของตัวละครน่าสนใจมากขึ้นและน่าติดตามมากขึ้น J.R.WARD เขียนได้ดีมากจริงๆที่ทำให้ซีรีส์ชุดนี้ยิ่งอ่านยิ่งติด อยากอ่านเล่มต่อๆไปเรื่อยๆ
คะแนน 10/10
มัจจุราชผู้พิทักษ์ - Lover Awakened (BLACK DAGGER BROTHERHOOD #3)
จากเรื่อง Lover Awakened
ผู้แต่ง เจ.อาร์. วาร์ด
โรมานซ์ เหนือจริง
ผู้แปล จิตอุษา
สำนักพิมพ์ เกรซ
เรื่องย่อ
ในเงามืดยามราตรีของเมืองคาลด์เวลล์ นิวยอร์ก สงครามเผ่าพันธุ์ระหว่างแวมไพร์กับเหล่านักฆ่ากำลังขับเคี่ยวกันอย่างหฤโหด และมีกลุ่มภราดรลึกลับกลุ่มหนึ่ง...นักรบแวมไพร์หกคนผู้ปกป้องเผ่าพันธุ์ ในบรรดานักรบทั้งปวง ซาดิสท์คือสมาชิกผู้น่าสะพรึงกลัวที่สุดในกลุ่มภราดรแบล็คแด็กเกอร์ อดีตทาสโลหิต...แวมไพร์ซาดิสท์ยังคงมีรอยแผลเป็นแห่งอดีตที่เปี่ยมด้วยความ ทุกข์ทรมานและอับอายอดสู ชื่อเสียงของเขาลือกระฉ่อนเพราะความกราดเกรี้ยวไร้เทียมทานและพฤติกรรมน่ากลัว เขาเป็นมหันตภัยร้ายแรงของทั้งมนุษย์และแวมไพร์ โทสะคือมิตรสนิทแต่เพียงอย่างเดียวของเขา และความโหดเหี้ยมเป็นเพลิงพิศวาสประการเดียวที่เขามี
จนกระทั่งในวันที่เขาช่วยเหลือสตรีเฉิดโฉมออกจากเงื้อมมือชั่วช้าของเลสเซนนิ่งโซซายตี้ แต่แล้วแวมไพร์พลเรือนสาวสวยกลับต้องเป็นผู้ช่วยนำพาเขาฟันฝ่าและข้ามพ้นอดีตอันทุกข์ทรมาน เพื่อเสาะหาอนาคตร่วมกัน...
REVIEW่
เล่มนี้เป็นเล่มที่เราชอบมากในซีรีส์ชุดนี้ ...
'ซาดิสท์' ถูกจับตัวไปเป็นทาสโลหิตตั้งแต่เด็ก แต่ได้รับการช่วยเหลือจาก 'ฟิวรี่' น้องชายฝาแฝดของเขา แต่ถึงกระนั้น ... ฝันร้ายที่สุดในชีวิตของเขาก็ยังตามหลอกหลอนเขาเรื่อยมาก ซาดิสท์ไม่ดื่มเลือดจากแวมไพร์ด้วยกัน แต่เขากลับดื่มเลือดจากโสเภณี
'เบลล่า' ถูกเลสเซอร์จับตัวไปและถูกทรมาน ในขณะที่เหล่าภราดรเชื่อว่าหล่อนตายไปแล้ว ซาดิสท์กลับหาตัวหล่อนอย่างบ้าคลั่งเพราะเชื่อว่าเบลล่ายังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง
เมื่อเขาได้พบกับเบลล่าในสภาพที่หล่อนถูกทำร้ายอย่างสาหัส ซาดิสท์ดูแลเบลล่าจนหายดี ร้องเพลงให้ฟัง อาบน้ำให้หล่อน และเมื่อเวลาต้องการของเบลล่ามาถึงเขาก็ดูแลปรนนิบัติหล่อนเป็นอย่างดี ...
มีฉากนึงที่เราชอบมากคือฉากในห้องน้ำที่ซาดิสท์อาบน้ำให้เบลล่าและร้องเพลงกล่อมอ่ะ คือเรารู้เลยว่าซาดิสท์แท้จริงแล้วเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนมาก (แข็งนอกอ่อนใน) ประมาณนั้น
แต่ซาดิสท์กลับคิดว่าเขาไม่มีคุณค่าคู่ควรกับเบลล่า เขาจึงพยายามผลักไสหล่อนไปให้กับฟิวรี่ แต่เบลล่าก็รักซาดิสท์ หล่อนพยายามจะเข้าถึงตัวเขาทุกวิธีทาง
เบลล่าสอนซาดิสท์ให้รู้จักความรักในรูปแบบของหล่อน หัวใจของนักรบหนุ่มจึงเริ่มอ่อนลง ยิ่งตอนที่เบลล่าอยู่ในช่วงเวลาต้องการนะ โอ๊ย ! อ่านตอนนั้นแล้วเขินมาก แบบซาดิสท์เอ้ย ! ที่จริงนายก็รักเบลล่าใช่มั้ยล่ะ แต่ทำไมถึงยังปากแข็งอยู่ฮะ
สุดท้ายซาดิสท์ก็ปล่อยเบลล่าไปหลังจากการต่อสู้ที่เขาดึงชีวิตเบลล่าเข้าไปเสี่ยง แม้ว่านั่นจะทำให้เขาตายทั้งเป็น แต่เขาก็สัญญาที่จะพัฒนาตัวเองโดยการขอคำปรึกษาจากแมรี่ เขาเรียนรู้การอ่าน การเขียนหนังสือ เวลาผ่านไปหลายเดือนเมื่อเบลล่ากลับมาหาซาดิสท์เพื่อบอกว่าหล่อนกำลังจะมีลูกกับเขา ซาดิสท์เขียนคำๆหนึ่งด้วยลายมือหวัดๆ แต่เป็นคำที่สื่อถึงความรู้สึกทั้งหมดของเขาให้เบลล่าได้รับรู้
'ผมรักคุณ'
เล่มนี้ทุกอย่างลงตัวมาก ทั้งในด้านเนื้อเรื่องและมิติทางอารมณ์ของตัวเองที่ดึงผู้อ่านเข้าไปในโลกนิยายโดยไม่รู้ตัว อ่านจบแล้วยิ่งกว่าประทับใจ เหมือนมันมีตะกอนบางอย่างที่ยังอยู่ในใจของเรา เป็นอะไรที่มากกว่าความชอบและความประทับใจอ่ะ บอกไม่ถูก ! ต้องลองไปอ่านเองแล้วจะรู้
น่าเสียดายที่เรื่องนี้มีการโทนดาวน์เนื้อเรื่องในฉากเลิฟซีนอยู่บ้าง เช่น ประโยคบางประโยคในต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ติดเรทมากเกิน ในฉบับภาษาไทยก็เลยต้องถูกตัดออก แต่ก็ถือว่าไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่านเท่าไรนะ แต่เนื้อเรื่องเล่มนี้เราให้ใจไปเต็มๆเลย
ชอบ ... ชอบมาก แต่เสียดายที่เล่มนี้หนังสือบางกว่าเล่มอื่น ทำให้เราได้อ่านเรื่องของซาดิสท์กับเบลล่าไม่ค่อยอิ่มเท่าไรเลย แต่ไม่เป็นไร ยกโทษให้ เพราะสุดท้ายเจอาร์วาร์ดก็ออกหนังสือตอนพิเศษของคู่นี้มา เดี๋ยวรีวิวจะตามมาทีหลังนะ ^^
สำหรับเล่มนี้ให้ 10 เราว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ
คะแนน 10/10
มฤตยูผู้พิทักษ์ - Lover Eternal (BLACK DAGGER BROTHERHOOD #2)
สำนักพิมพ์ : เกรซ
ผู้เขียน : J.R.WARD
ผู้แปล : จิตอุษา
เรื่องย่อ
ในบรรดากลุ่มภราดร เรจคือแวมไพร์หนุ่มผู้แข็งแรงที่สุดเขาเป็นนักสู่ชั้นยอด เป็นนักรักผู้ลือลั่น...ในตัวเขาร้อนระอุด้วยคำสาปร้ายจากสไครบ์เวอร์จิน และด้านมืดนี้ทำให้เรจกลัวว่าทุกครั้งที่มังกรร้ายในตัวเตลิดหลุดออกไป เขาจะกลายเป็นมหันตภัยร้ายต่อทุกคนที่อยู่รอบตัว
แมรี่ ลูซ...ผู้รอดชีวิตจากความยากลำบากนานัปการ...ถูกชะตากรรมโยนเข้าสู่โลกของแวมไพร์และต้องพึ่งพาการคุมครองจากเรจ แมรี่มีชะตากรรมติดตัว หล่อนไม่คิดจะมองหาความรักและสูญสิ้นศรัทธาในปาฏิหาริย์มานานปีแต่เมื่อความติดเนื้อต้องใจที่เรจมีกลายเป็นสิ่งที่มากกว่าแค่อารมณ์ชั่ววูบ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าจะต้องทำให้แมรี่เป็นของเขาคนเดียวเท่านั้น และเมื่อบรรดาศัตรูร้ายใกล้เข้ามาทุกที แมรี่จำต้องสู้สุดฤทธิ์เพื่อจะได้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์กันชายในดวงใจ...
REVIEW
เล่มนี้ HOT มากและสนุกมากๆเช่นกัน
คู่หลักของเล่มนี้จะเป็น 'เรจ' ภราดรหน้าตาหล่อเหลาผู้มีฉายาว่า 'ฮอลลีวู้ด' กับ 'แมรี่' สาวน้อยมนุษย์ธรรมดาที่ป่วยเป็น leukemia
ด้วยนิสัยของพระเอกที่ออกแนวเพลย์บอย เพราะเรจต้องหาทางควบคุมปีศาจที่อยู่ในตัวของเขาเอาไว้ ทำให้เขาต้องนอนกับผู้หญิงไปเรื่อย แต่เมื่อครั้งแรกที่เขาได้พบกับแมรี่ เพียงแค่เสียงของหล่อน ก็ทำให้จิตใจของเขารู้สึกสงบ
นึกถึงตอนที่อ่านบทที่เรจได้ยินเสียงของแมรี่ที่ไปบ้านของเหล่าภราดรเพื่อปรึกษาเรื่องของหนุ่มน้อย 'จอห์น แมทธิว' ในขณะที่เรจเพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้และการแปลงร่างมาอย่างสาหัส เขามองไม่เห็นอะไร แต่เรจก็ยังอยากได้ยินเสียงของแมรี่ เขาจึงสั่งให้แมรี่พูดอะไรกับเขาก็ได้
หลังจากนั้นเรจก็พยายามตามตื๊อแมรี่ แต่แมรี่ไม่อยากจะเชื่อว่าหนุ่มหล่อระดับเรจจะมาสนใจคนอย่างหล่อน ทำให้แมรี่ผลักไสเรจไปในตอนแรก ถึงกับมีอยู่ครั้งนึง แมรี่ด่าเรจว่า 'คุณนี่มันเหมือนหมาข้างถนนเลยนะ ' ตอนนั้นสงสารเรจมากที่โดนแมรี่ว่าไปแบบนั้น
เล่มนี้การขับเคี่ยวระหว่างเลสเซอร์และเหล่าภราดรเริ่มเข้มข้นขึ้นกว่าเล่มที่แล้ว และในตอนท้ายๆเล่มก็มีเรื่องของซาดิสท์และเบลล่าที่จะมาเป็นคู่หลักในเล่มถัดไป ขอบอกว่าเราชอบเรื่องของคู่นี้มาก พระเอกมีปมอะไรอย่างนี้เนี่ย ชอบมากๆ
บทรักของเล่มนี้เร่าร้อนและ 'เยอะมาก' โดยเฉพาะฉากที่เรจพยายามจะคุมปีศาจที่อยู่ในร่างของเขาที่ต้องการจะครอบครองร่างกายของแมรี่เนี่ย เห็นได้ชัดว่า ... มันไม่ง่ายเลยที่จะต่อสู้กับอีกสิ่งที่อยู่ในตัวเพื่อคนที่เรารักเนี่ย
ส่วนตอนจบก็เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายเรานิดหน่อย แต่ก็ถือว่าโอเคสำหรับตอนจบแบบนี้
ยังยืนยันคำเดิมว่า เราอยากให้ทุกคนได้ลองอ่านซีรีส์ชุดนี้ สนุกและวางไม่ลงจริงๆ ...
คะแนน 9/10
Subscribe to:
Posts (Atom)












.jpg)
.jpg)
.jpg)