Jun 1, 2014

ทาสเสน่หา - Night Pleasures (Dark-Hunter #1)


ชื่อเรื่อง พรานราตรี
ตอน ทาสเสน่หา
จากเรื่อง Night Plesures
ผู้แต่ง เชอริลีน แคนยอน
โรมานซ์ เหนือจริง
ผู้แปล จิตอุษา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

อแมนด้า เดเวอโรซ์ เติบโตมาในครอบครัวที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ หล่อนมีน้องสาวฝาแฝดเป็นนักล่าผีดูดเลือด ความประหลาดของครอบครัวทำให้อแมนด้าต้องเลิกรากับคนรัก คืนหนึ่งหล่อนเข้าไปในบ้านน้องสาวและถูกตีศีรษะจนสลบ เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่าถูกล่ามข้อมือติดกับชายหนุ่มแปลกหน้าผมสีทองอร่ามและมีเขี้ยวขาววาววับ
ไคเรียนแห่งเทรซเป็นพรานราตรีซึ่งมีภารกิจในการตามล่าสังหารปิศาจร้ายกลายพันธุ์ที่สูบเลือดและวิญญาณมนุษย์เลี้ยงชีพ เมื่ออแมนด้าต้องมาอยู่ภายใต้การคุ้มกันของเขา สองหนุ่มสาวต่างต้องติดใจกันและกัน แต่ทั้งสองไม่มีทางร่วมชีวิตกันได้เพราะอแมนด้าเป็นมนุษย์ ส่วนไคเรียนมีชีวิตที่เป็นอมตะและไร้วิญญาณ และอยู่ได้แต่ในยามราตรีเท่านั้น สองหนุ่มสาวจะฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้มีชีวิตร่วมกันและปราบปิศาจร้ายได้ด้วยวิธีไหน...

REVIEW

ไคเรียนแห่งเทรซเป็นชายหนุ่มที่ถูกภรรยาของเขาทรยศจนทำให้เขาต้องกลายมาเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ ไคเรียนไม่สามารถไว้ใจใครได้อีกต่อไป เขาปิดกั้นหัวใจของตัวเองเพราะเขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถที่จะเราเขาจริงๆได้ จนกระทั่งเขาได้พบกับอแมนด้า หล่อนจุดเพลิงปราถนาในตัวของเขาขึ้นมาอีกครั้ง ไคเรียนต้องปกป้องเธอจากเดซิเดอริอัส แวมไพร์ชั่วร้านที่ดูดวิญญาณของมนุษย์เพื่อให้ตนเองสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

ชีวิตของอแมนด้าเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อไคเรียนเข้ามาในชีวิตของหล่อน เขาคือชายหนุ่มที่น่าหลงใหล เร่าร้อน และหล่อนปราถนาในตัวของเขา ครั้งแรกหล่อนถูกล็อคกุญแจมือไว้กับไคเรียนทำให้ทั้งคู่ต้องระเห็ดเอาชีวิตรอดไปขอความช่วยเหลือจากจูเลียนในท้ายที่สุดก่อนที่ไคเรียนจะเริ่มเผยความลับของเขาและสิ่งที่เขาเป็นให้หล่อนได้รับรู้

ในโลกที่อแมนด้าไม่อยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริงนั้น มีเหล่าพรานที่คอยปกป้องเหล่ามนุษย์อยู่นั่นก็คือ ดาร์ค-ฮันเตอร์ เวอร์-ฮันเตอร์ และดรีม-ฮันเตอร์ ทั้งสามกลุ่มนี้มีพลังความสามารถที่แตกต่างกันออกไปและรับใช้เทพทพอาร์ทิมิส ในขณะที่อพอลไลท์คือบุตรแห่งเอพอลโลที่ทรยศหักหลังบิดาผู้ให้กำเนิดของเขาจนต้องคำสาปให้มีอายุยืนยาวแค่ยี่สิบเจ็ดปี หนทางเดียวที่พวกเขาจะสามารถต่อชีวิตตัวเองได้ก็คือการกลายเป็นดีมอนและสูบวิญญาณของมนุษย์เข้าไปเพื่อดำรงชีวิต

บ้านของอแมนด้าถูกเผานั่นทำให้หล่อนต้องมาอาศัยอยู่กัลไคเรียน คืนนั้นหล่อนฝันเห็นอดีตของไคเรียน รู้ว่าเขาถูกธีโอนี ภรรยาของเขาทรยศได้อย่างไร ธีโอนีไม่เคยรักไคเรียนเลย และทรยศเขาไปเข้าร่วมกับฝ่ายศัตรูเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไคเรียนจึงต้องตายและกลายเป็นดาร์ค-ฮันเตอร์ในเวลาต่อมา

อแมนด้าสงสารไคเรียนที่เขาต้องเผชิญกับเรื่องนี้ตามลำพังมาตลอดสองพันปี หล่อนอยากปลอบโยนเขา นั่นทำให้อแมนด้าตัดสินใจไปหาไคเรียนที่ห้อง และเป็นครั้งแรกที่เขายอมปล่อยให้ตัวเองมีเซ็กส์กับผู้หญิงสักคนในช่วงเวลาหลายปี

หลังจากทั้งคู่สุขสมแล้ว พลังของไคเรียนก็หายไปอย่างน่าประหลาด และเขาได้รับคำตอบว่าพลังดาร์ค-ฮันเตอร์ของเขาไหลออกไปจากร่างกายและมีโอกาสที่ไคเรียนสามารถกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาและมีจิตวิญญาณ บวกกับคำพยากรณ์ที่เขาได้รับมานั้นว่าดาร์ค-ฮันเตอร์ที่มีจิตวิญญาณจะสามารถฆ่าเดซิเดอริอัสได้

อแมนด้าพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษารอยแผลจากอดีตของไคเรียนให้ได้ ในขณะเดียวกันเดซิเดอริอัสได้เล่นงามไคเรียนจนเกือบตายถ้าไม่ได้อแมนด้ามาช่วยเอาไว้ เขาคงตายไปแล้ว ...

แอชรอนนับวิญญาณของไคเรียนมามอบให้อแมนด้าพร้อมกับบอกถึงวิธีที่หล่อนจะต้องทำเพื่อคืนวิญญาณให้แก่ไคเรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นหนทางที่อันตรายเพียงไหนก็ตาม เมื่อเดซฺเดอริอัสจับตัวอแมนด้าไปและครอบงำหล่อนให้กลับมาจับตัวไคเรียนไปให้เขา ไคเรียนคิดว่านี่เป็นครั้งที่สองที่คนที่เขารักทรยศเขา แต่ความจริงแล้วกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ !

หลังจากที่ไคเรียนสุขสมในตัวของอแมนด้าและพลังดาร์ค-ฮันเตอร์อ่อนกำลังลง เดซิเดอริอัสก็สังหารเขา หลังจากนั้นอแมนด้าจึงทำตามแผนการณ์ของหล่อนโดยนำเหรียญที่แอชรอนมอบให้ประทับลงบนรอยสักรูปคันธนูของไคเรียนเพื่อคืนวิญญาณให้แก่เขา

ไคเรียนฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาได้รับวิญญาณกลับคืนมาแล้วและสามารถสังหารเดซิเดอริอัสได้ในท้ายที่สุด ไคเรียนและอแมนด้าจึงลงเอยและแต่งงานกัน

เล่มนี้ข้อมูลแน่นจริงๆ ตำนานเทพเจ้าจัดเต็มมาก ถ้าไม่ตั้งใจอ่านดีๆนี่หลุดแล้วจะไม่เข้าใจเนื้อหาหลักของเรื่องได้เลยทีเดียว ทางด้านเสน่ห์ของเนื้อเรื่องเล่มนี้ก็คือ ... โทนเรื่องไม่ได้หดหู่รันทดมากมายเหมือนเล่มที่แล้ว (ทาสหัวใจ) แต่แฝงไปด้วยแววขบขันของไคเรียนที่ปล่อยมุกตลกร้ายของเขาออกมาเป็นระยะๆ ความแนวคิดของอแมนด้าที่สามารถทำให้คนอ่านอย่างเราอดเผลอยิ้มไปกับเธอไม่ได้

มีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามาเยอะแยะเลยทั้งฝั่งดาร์ค-ฮันเตอร์ที่หน่มๆแต่ละคนก็ดิบเถื่อนได้ใจ รวมถึงลูกกระจ๊อกของไคเรียน นิค โกเธียร์ที่ดูเหมือนจะมี spin-off แยกออกมาเป็นหนังสือของตัวเองด้วยแหละ ไหนจะแอชรอนที่เป็นดาร์ค-ฮันเตอร์คนแรกอีก ก็น่าสนใจไม่เบา

ครึ่งหลังเนื้อเรื่องเข้มข้นมาก ทั้งด้านอารมณ์ของตัวละครและฉากบู๊ที่ลุ้นระทึก ทำให้เรารู้สึกว่าเล่มนี้สนุกกว่าเล่มที่แล้วเสียอีก แต่เราว่าตอนจบยังเป็นอีหรอบเดิมอยู่ดีตามสไตล์เชอร์ริลีนที่ชอบปูเนื้อเรื่องและปมตัวละครมาแสนจะรันทดหดหู่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ตอนจบก็เป็นอะไรที่จบง่ายๆซะงั้น ไม่เข้าใจว่าถ้าจะจบง่ายๆแบบนี้แล้วทั้งเรื่องจะพยายามให้มันซับซ้อนมากมายไปทำไม 555 หัก 1 คะแนนตรงจุดนี้ ... 

คะแนน 9/10

ทาสหัวใจ - Fantasy Lover (Dark-Hunter companion novel)


ชื่อเรื่อง พรานราตรี
ตอน ทาสหัวใจ 
จากเรื่อง Fantasy Lover 
ผู้แต่ง เชอริลีน แคนยอน 
โรมานซ์ ปัจจุบัน-เหนือจริง 
ผู้แปล จิตอุษา 
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

จงเรียกขานเขาสามครั้ง เขาจะมาหาเจ้า ปรนเปรอรักให้แก่เจ้า
จูเลียนแห่งมาเซดอน
เขาเป็นนักรบกร้าวแกร่งไร้ผู้เทียมทาน เป็นที่ครั่นคร้ามของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม และเป็นที่คลั่งไคล้ปรารถนาของอิสตรีทุกนางที่พบเห็นเขา
ทว่า ด้วยความริษยาของเทพเจ้า เขาจึงถูกลงทัณฑ์ให้ติดอยู่ในหนังสือชั่วนิรันดร์ และจะถูกเรียกใช้ตัวโดยหญิงสาวที่เอ่ยนามเขาสามครั้งในคืนพระจันทร์เต็มดวง
เมื่อเขาถูกเรียกตัวโดยเกรซ อเล็กซานเดอร์ เขาก็พบว่าหล่อนเป็นผู้หญิงคนแรกที่เห็นเขาเป็นผู้ชายที่ทุกข์ทรมาน หล่อนมุ่งมั่นจะช่วยเขาให้หลุดพ้นจากคำสาป และหล่อนก็ได้สอนให้เขาได้รู้จักความรักอีกครั้ง
แต่เขามิได้เกิดมาเพื่อรู้จักความรัก เขาถูกสาปให้อยู่โดดเดี่ยวไปตลอดกาล หากทว่าเมื่อเขาพบหล่อน จิตใจที่บาดเจ็บของเขาก็ได้รับการเยียวยา เขาตกเป็นทาสหัวใจของหล่อน แต่ความรักนี้จะทำลายคำสาปเมื่อสองพันปีก่อนให้หมดไปได้หรือไม่....

REVIEW

เล่มนี้เหมือนจะยังไม่มีเรื่องของดาร์คฮันเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องนะ แล้วก็ Goodreads จะนับเล่ม 'ทาสเสน่หา (Night Pleasures)' ซึ่งก็คือเล่มต่อไปเป็นเล่มที่ 1

จูเลียนแห่งมาเซดอน คือทาสสวาทหนุ่มที่ถูกขังไว้ในหนังสือมากกว่าพันปี เขาถูกเรียกออกมาเพื่อปรนเปรอสวาทให้กับสตรีนางใดที่เรียกเขาออกมา จนกระทั่งจูเลียนได้พบเจอกับเกรซ หญิงสาวที่มีปมฝังใจเกี่ยวกับการผูกสัมพันธ์กับชายใดก็ตาม หล่อยเคยถูกแฟนเก่าของหล่อนทำร้ายมาก่อน เมื่อเกรซได้รู้จักกับจูเลียน หล่อนก็อยากจกช่วยเหลือเขาให้พ้นจากความทุกข์ทรมานที่ต้องถูกกักขังนี้ แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตาม

จูเลียนพบกับคิวปิด พี่น้องของเขาตอนที่เกรซพาเขาออกสู่สาธารณะ นั่นทำให้เขารู้วิธีถอนคำสาปที่ตามหลอกหลอนเขามาโดยตลอด จูเลียนต้องตามผู้หญิงแห่งอเล็กซานเดอร์และต้องไม่มีอะไรกับนางจนกระทั่งวันสุดท้ายเพื่อถอนคำสาปที่ไพรอาปุส พี่ชายคนโตของเป็นคนสาปเพราะจูเลียนไปล่วงเกินสาวพรหมจารีย์ที่อยู่ภายใต้ความดูแลของไพรอาปุสเนื่องจากไพรอาปุสฆ่าภรรยาของเขา

ความจริงแล้วพีเนโลพี ซึ่งก็คือภรรยาของจูเลียน เป็นคนรักของเอียสัน พี่น้องในกองทัพของจูเลียนที่เขาออกตัวปกป้องมาโดยตลอด แต่ด้วยความคิดของจูเลียนที่ไม่มีใครรักเขาหรือเห็นฆ่าในตัวของเขาเลย กอปรกับคำพูดและการกระทำของเอียสันที่ทำให้จูเลียนเสียใจและริษยาจนต้องไปขอความช่วยเหลือจากอีรอสให้แผลงศรและทำให้พีเนโลพีรักเขาจนทั้งคู่มาลูกด้วยกัน

เมื่อเรื่องไปถึงหูไพรอาปุสซึ่งเกลียดหน้าจูเลียนเป็นทุนเดิม ไพรอาปุสจึงทำให้เอียสันและพีเนโลพีจำได้ว่าทั้งคู่เคยรักกันมากเพียงใดและจูเลียนเป็นคนทำลายความรักองพวกเขา จูเลียนพลั้งมือฆ่าเอียสัน เขาเสียใจมาก พีเนโลพีสติแตกฆ่าลูกน้อยของหล่อนและจูเลียนในที่สุด ... ซึ่งเป็นที่มาของความทรงจำของจูเลียนที่ตามหลอกหลอนเขามาโดยตลอด

จูเลียนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันกับเกรซได้ ที่ที่เขาสมควรจะอยู่ไม่ใช่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนี่ เมื่อเขาได้รับโอกาสให้สามารถกลับไปอยู่ในช่วงเวลาของเขา ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเกรศและจูเลียน เกรซรักจูเลียนเพราะเขาปกป้องหล่อนยามที่หล่อนอ่อนแอ เขาเป็นคนที่เข้าใจและดูแลหล่อนตลอดระยะเวลาสั้นๆทีทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ส่วนจูเลียนก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีใครมารักเขา โดยเฉพาะเกรซ ทุกอย่างเป็นเพราะคำสาป ไม่งั้นเกรซก็ไม่มีทางมาสนใจเขาหรอก

จนถึงครบกำนหดหนึ่งเดือน จูเลียนทนทรมานกับการที่เขากันตัวห่างออกจากเกรซ วินาทีสุดท้ายที่เขาคิดจะมีอะไรกับหล่อนเพื่อถอนคำสาป จูเลียนทำแบบนั้นไม่ได้ เขาไม่อยากทำร้ายเกรซโดยใข้เรือนร่างของหล่อนเพื่อผลประโยชน์ของเขาแบบที่แฟนเก่าของหล่อนเคยทำมาแล้ว

ด้วยความช่วยเหลือจะอโฟรไดท์ นางได้มอบโอกาสให้กับจูเลียนอีกครั้ง คราวนี้เขาได้รับอิสระจากการสอนคำสาปและได้อยู่กับผู้หญิงที่เขารัก แต่ไพรอาปุสกราดเกรี้ยวที่จูเลียนหลุดพ้นจากคำสาป เขาจับตัวเกรซไปแต่ก็พ่ายแพ้แก่จูเลียนในท้ายสุดจนเขาต้องไปอยู่ในหนังสือแล้วกลายเป็นทาสสวาทเสียเอง

หลังจากจูเลียนและเกรซตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันในยุคปัจจุบัน ทั้งคู่ก็มีลูกและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ...

เราว่าเล่มนี้ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้เราชอบถึงขนาดอยากกลับไปอ่านใหม่ แต่ก็อ่านจบภายในวันเดียวเลยนะ เราไม่ค่อยชอบปมของจูเลียนด้วยเหตุผลส่วนตัวล้วนๆเลย - -' แต่เราก็ชอบโทนเรื่องที่เอาตำนานเทพเจ้ากรีกโรมันมาผสมผสานทำให้เกิดเรื่องราวที่แปลกใหม่มากขึ้นสำหรับหนังสือเล่มนี้

่ส่วนตัวเรายังไม่ค่อยอินกับเรื่องของทั้งคู่เท่าไร ทำให้เราไม่ค่อยซึ้งตรงท้ายๆที่ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน ถ้าเนื้อเรื่องวางปมได้ดีกว่านี้ เราอาจจะซึ้งกับเรื่องของทั้งคู่มากกว่านี้ก็ได้นะที่จริง เราว่าหนังสือเล่มนี้ก็เป็นโรมานซ์เหนือธรรมชาติอีกเรื่องที่ไม่ได้โรแมนติกจ๋า หรือบู๊ล้างผลาญอะไร แต่ก็อ่านได้เรื่อยๆ ไม่ได้ฮ็อตหรือวาบหวามมากมายเหมือนกับเรื่องอื่นๆ เพราะก่อนหน้านี้เราว่าเรื่องนี้ต้องฮ็อตแน่ๆเพราะพระเอกเปนทาสสวาท แต่ที่ไหนได้ ... กว่าทั้งคู่จะลงเอยด้วยกันก็ปาไปเกือบจบเล่มแล้ว T.T

คะแนน 8/10

May 31, 2014

เพลิงรักมนต์วนา - The Touch of Fire


ชื่อเรื่อง เพลิงรักมนต์วนา
จากเรื่อง The Touch of Fire
ผู้แต่ง ลินดา โฮเวิร์ด
โรมานซ์ ย้อนยุค
ผู้แปล พิชญา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ
แอนนี่ พาร์คเกอร์มาอยู่ที่เมืองซิลเวอร์เมซา รัฐแอริโซนา เพราะเป็นสถานที่เดียวที่ชาวพื้นเมืองคิดว่าการมีหมอผู้หญิงสักคนยังดีกว่าไม่มีหมอเลย ชีวิตอันอ้างว้างของเธอยิ่งลำเค็ญหนักขึ้นในคืนแห่งฤดูหนาว เมื่อเรฟ แมคเคย์ บุกเข้าไปในสำนักงานของเธอโดยมีลูกปืนฝังอยู่ที่สีข้าง และมีนักล่าค่าหัวตามหลังมา เขาจ่อปืนมาที่หัวใจเธอและพาเธอเดินทางลึกเข้าไปในเทือกเขาแอริโซนา เข้าสู่โลกแห่งภยันตรายและความพิศวาส
แอนนี่เริ่มเห็นใจเรฟเพราะพบว่าเขาเป็นชายที่ได้รับบาดเจ็บทั้งใจและกาย และเรฟซึ่งอาการดีขึ้นด้วยความชำนาญและมนตร์ขลังในมือเธอ ก็เริ่มผูกพันและปรารถนาในตัวหญิงสาว ทั้งสองถูกไล่ล่าด้วยความลับอันตรายแห่งอดีต ถูกกวาดเข้าสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้น การผจญภัยที่มีชีวิตชีวาทำให้ความหวังที่สูญสิ้นไปแล้วของเรฟเรืองรองขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนพรสวรรค์ในการรักษาเยียวยาของแอนนี่ให้เป็นความรักอันลึกซึ้งยั่งยืน...

REVIEW

แอนนี่เป็นหมอที่เดินทางมาอยู่ในเมืองซิลเวอร์เมซาเพราะที่ไหนๆก็ไม่ต้องการหมอผู้หญิง(ยุคสมัยก่อนจะไม่เห็นด้วยที่ผู้หญิงจะมาเป็นหมอ) เมื่อหล่อนเดินทางมาที่นี่ แอนนี่สามารถใช้วิชาแพทย์ที่เล่าเรียนมาช่วยเหลือผู้คนได้อย่างเต็มที่  ต่อมาแอนนี่ถูกเรฟ แมคเคย์ที่ได้รับบาดเจ็บลักพาตัวไป หลังจากที่เขาหนีจากนักล่าค่าหัว เรฟไม่ยอมเสียเวลาอีกแม้แต่นิดเดียวในการรักษา เขาจึงต้องพาแอนนี่ไปกับเขาด้วยท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ

เรฟเกิดความปราถนาในตัวของแอนนี่ยามที่หล่อนแตะต้องผิวกายของเขา แต่เขากลัวว่าหล่อนจะหนีเขาไปเมื่อสบโอกาส เรฟจึงให้แอนนี่แก้ผ้าในตอนกลางคืนเพื่อที่หล่อนจะไม่สามารถหนีไปจากเขาได้ แอนนี่ดูแลจนแผลของเรฟหายตัวพอๆกับที่เรฟปราถนาในตัวของหล่อน แอนนี่ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้เลยตกใจในครั้งแรกที่เรฟแตะต้องหล่อน หล่อนกลัวเขาจะข่มขืนเลยหาทางหนี แอนนี่ไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์เลยเถิดกับเรฟเพราะเมื่อหล่อนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ จิตใจของหล่อนคงจะยับเยินเพราะมัวแต่คิดถึงเรฟเป็นแน่แท้ นั่นทำให้แอนนี่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่มาโดยตลอด

สุดท้ายแอนนี่ก็ใจอ่อนยอมเรฟจนได้ เรฟทำให้แอนนี่รู้สิ่งที่หล่อนไม่เคยรู้มาก่อน แม้ว่าแอนนี่จะยังหวาดกลัวกับประสบการณ์ครั้งแรกของหล่อน แต่เรฟก็ทำให้หล่อนสุขสมไปกับมันอย่างห้ามไม่ได้ เรฟไม่อยากปล่อยหล่อนไปเลย แม้ว่าบาดแผลของเขาจะหายดีแล้วก็ตาม

นักล่าค่าหัวตามหาตัวเรฟจนพบ แต่แอนนี่ชิงฆ่าเขาได้เสียก่อน นั่นทำให้แอนนี่รู้สึกผิดบาป เธอเป็นหมอ เธอต้องช่วยชีวิตคน ไม่ใช่พรากชีวิตคนแบบนี้ ! นั่นทำให้เรฟต้องล้มเลิกแผนการณ์ที่จะพาหล่อนกลับไปยังเมืองซิลเวอร์เมซา แอนนี่อยู่กับความรู้สึกผิดไม่ได้แน่ๆ เขาต้องพาหล่อนไปด้วยและต้องปลอบประโลมหล่อน

เรฟและแอนนี่เดินทางผ่านที่อยู่ของเผ่าอปาเช่ซึ่งกำลังป่วยด้วยโรคหัด แอนนี่พยายามรักษาพวกเขาให้รอดพ้นจากโรคระบาดครั้งนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เธอจะช่วยเอาไว้ได้ ท้ายที่สุด ... เรฟจึงตัดสินใจบอกแอนนี่ว่าเธอมีมือแห่งการรักษา ที่ช่วยเขาในครั้งแรกตอนเรฟได้รับบาดเจ็บ ทำให้แอนนี่ช่วยเด็กทารกที่กำลังจะตายเอาไว้ได้

เรฟได้รับความช่วยเหลือจากนายอำเภอที่ตอนแรกต้องการจะจับเขา แต่เมื่อแอนนี่เล่าความจริงถึงเรื่องที่ว่าเรฟมีเอกสารชุดหนึ่งอยู่ในมือ เอกสารที่ทำให้เขาตกเป็นเป้าตลอดสี่ปีที่ผ่านมา สุดท้ายด้วยความร่วมมือจากนายธนาคารมอร์แกนจึงทำให้เรฟสามารถนำเอกสารที่เขามีไปใช้ประโยชน์และล้างมลทินได้สำเร็จ เรฟกับแอนนี่ให้กำเนิดลูกสาวคนแรกออกมา พร้อมๆกับชีวิตที่ไม่ต้องอยู่นอกกฎหมายอีกต่อไป

เล่มนี้เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่หวือหวา แต่ก็ละเมียดละไม ความสัมพันธ์ของตัวละครค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆอย่างสมเหตุสมผล กับจรรยาบรรณแพทย์ของแอนนี่ที่คอยทำให้เนื้อเรื่องดูยากขึ้น ไม่ได้ง่ายเกินไปสำหรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ มีเรื่องของการเมืองและสงครามเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เราไม่ค่อยเก็ตตรงจุดนี้เท่าไร ตอนจบปัญหาก็ดูเหมือนจะเคลียร์ง่ายๆไปหน่อย แต่ก็โอเค ...

สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรหวือหวาทั้งในแง่สถานการณ์ แต่เราชอบคาแรคเตอร์ของพระเอกที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่แข็งนอกอ่อนใน แต่ปมของเรฟก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสมากมายแบบที่เราคิดไว้ตอนแรกก่อนที่จะเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นเพราะการเมืองและสงครามมากกว่าที่ทำให้เรฟต้องกลายมาเป็นคนแบบที่เขาเป็นอย่างทุกวันนี้โดยไม่มีทางเลือก ส่วนเรื่องมือแห่งการรักษาของแอนนี่เราว่ามันดูเหลือเชื่อไปหน่อย แต่ก็คงเกิดจากความเชื่อของคนในสมัยนั้นด้วยแหละมั้ง ^.^

คะแนน 8.5/10

May 29, 2014

โรมันรัญจวน - Enslaved


ชื่อเรื่อง โรมันรัญจวน
จากเรื่อง Enslaved
ผู้แต่ง เวอร์จิเนีย เฮนรี่
โรมานซ์ ย้อนยุค
ผู้แปล สีตา
สำนักพิมพ์ แก้วกานต์

เรื่องย่อ

ผู้ชายแท้ ๆ อยู่ที่ไหนกันหมด? หล่อนนึกสงสัย... สำหรับเลดี้ไดอาน่า เดเวนพอร์ตแล้ว ชายชาตรีที่แท้จริงมีอยู่แต่ในหนังสือและในความฝันของหล่อนเท่านั้น เมื่ออยู่ในโลกของหนังสือและโลกแห่งความฝันแล้ว หล่อนสามารถปล่อยใจให้แล่นเตลิด กลายเป็นไดอาน่าผู้เย้ายวน ห่างไกลจากกฎเกณฑ์เคร่งครัดของลอนดอนในศตวรรษที่สิบแปดอย่างลิบลับ

ไดอาน่าเฝ้าใฝ่ฝันถึงบุรุษเพศที่กร้าวแกร่งอย่างไร้ความหวัง จนกระทั่งหล่อนลองสวมหมวกโรมันในร้านขายของโบราณ แล้วถูกเหวี่ยงย้อนกาลเวลา ร่อนลงสู่อ้อมแขนของมาร์คัส แม็กนัสพอดิบพอดี

นี่ไม่ใช่ความฝัน! หล่อนหลงเข้ามาในอเควซูลิส เมืองในอดีตกาลที่หล่อนรู้จักในชื่อเมืองบาธ กลายเป็นนักโทษของนายพลโรมันทรงอำนาจ ที่กล่าวหาสาวน้อยแสนสวยผู้มีดวงตาสีม่วง ว่าเป็นสายลับของดรูอิด แล้วบังคับให้หล่อนเป็นทาสเขา...

REVIEW

เลดี้ไดอาน่า เดเวนพอร์ตคือเด็กสาวที่อายุยังไม่ถึงที่จะสามารถจัดการทรัพย์สินและมรดกของหล่อนได้ นั่นทำให้อำนาจทั้งหมดตกไปอยู่ที่คุณน้าและคุณอาของหล่อน หลังจากที่ไดอาน่าโดนบังคับให้เข้าสังคมแม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หล่อนก็ถูกชักจูงให้รู้จักกับปีเตอร์ ที่กลายเป็นคู่หมั้นของเลดี้ไดอาน่า แม้ว่าจิตใต้สำนึกของหล่อนจะบอกว่าหล่อนชอบพี่ชายของปีเตอร์ที่มีรูปลักษณ์ดิบเถื่อนมากกว่าก็ตาม

เมื่อถึงคราวที่เลดี้ไดอาน่าต้องเดินทางไปเมืองบาธอย่างเรื่องไม่ได้ โชคชะตาก็นำพาให้หล่อนเข้าไปในร้านขายของเก่า ที่นั่นเลดี้ไดอาน่าได้ลองสวมหมวกโรมันใบเก่าใบหนึ่ง ส่งผลให้หล่อนเดินทางย้อนเวลากลับไปยังศตวรรษที่หนึ่ง ...

หลังจากนั้นเลดี้ไดอาน่าถูกมาร์คัส แม็กนัสจับตัวไปเป็นทาสของเขา !!!!!! ...

มาร์คัสหลงใหลในตัวของเลดี้ไดอาน่าครั้งแรกที่เขายลโฉมของหล่อน หล่อนคือผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครในยุคโรมันของเขา เขาปราถนาในตัวหล่อนและต้องการร่วมเตียงกับหล่อน แต่เลดี้ไดอาน่ากลับประวิงเวลาและยื่นข้อเสนอเพื่อหล่อนจะได้เป็นฝ่ายควบคุมเขา

มาร์คัสตกหลุมรักไดอาน่าในที่สุด ขณะหญิงสาวก็ภูมิใจที่ทำให้ท่านนายพลอย่างเขามาสนใจหล่อนได้ เมื่อมาร์คัสมีแผนการณ์ที่จะกลับไปโรมพร้อมกับขอหล่อนแต่งงาน ทีแรกไดอาน่าไม่ยอมไปเพราะหล่อนรับไม่ได้กับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของที่นั่น แต่ผลสุดท้ายหล่อนก็พ่ายแพ้แก่มาร์คัสจนได้

ที่โรม ... ไดอาน่าผูกสัมพันธ์กับพ่อของมาร์คัสได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าหล่อนจะตะขิดตะขวงใจเรื่องที่น้องชายของมาร์คัสหนีทหารแล้วกลับมาโรมกับมาร์คัสจนได้ เพราะน้องชายของมาร์คัสเคยคิดที่จะข่มขืนหล่อนมาแล้วแม้ว่าตอนนั้นไดอาน่าจะไม่ได้บอกมาร์คัสเพราะคิดว่าน้องชายของเขาต้องเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งไว้ในสนามรบ แต่หากลับได้เป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อน้องชายของมาร์คัสมีแผนแย่งชิงมรดกทุกอย่างที่กำลังจะตกทอดมาทางมาร์คัสสู่ไดอาน่า พ่อของมาร์คัสถูกวางยาจนถึงแก่ชีวิตโดยไดอาน่าถูกป้ายความผิดว่าหล่อนเป็นคนวางยาพ่อของมาร์คัส

ไดอาน่าถูกจับตัวไปด้วยแผนการณ์อันโฉดชั่วของน้องชายมาร์คัส หล่อนถูกลงโทษด้วยไฟและสิงโต มาร์คัสสังหารไดอาน่าในวินาทีสุดท้ายเพื่อไม่ให้หล่อนต้องทรมาน นั่นทำให้ไดอาน่าถูกส่งตัวกลับมายังปัจจุบันทันที

มาร์ค พี่ชายของปีเตอร์ คู่หมั้นของไดอาน่าคือบุคคลที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมาร์คัสทุกระเบียดนิ้ว ไม่เพียงแต่เขาเกิดเพลิงปราถนาในตัวหล่อนตั้งแต่ครั้งแรกที่สบตา ตอนนี้เขากลับหลงรักหล่อน แต่ก็ยากที่จะเชื่อว่าตลอดเวลาที่ไดอาน่าหายตัวไปจนกลับมาหาเขานั้น หล่อนไปอยู่ในอีกกาลเวลาหนึ่งมา ...

มาร์คค่อยๆยอมเชื่อไดอาน่าในที่สุดว่าหล่อนหลงไปในอีกยุคนึงมาจริงๆ ในขณะที่ไดอาน่าโดนภัยคุกคามจากญาติของหล่อนที่ต้องการจะฮุบสมบัติ จึงเป็นหน้าที่ของมาร์คที่จะต้องพาหล่อนกลับมาให้ได้ สุดท้ายทั้งคู่ก็ลงเอยอยู่ด้วยกัน ปีเตอร์ น้องชายของมาร์คเสียชีวิตในวินาทีสุดท้ายที่เขาจ้องจะปองร้ายไดอาน่าหลังพิธีแต่งงานแต่กลับพลาดพลั้งเสียเอง ทั้งคู่จึงลงเอยด้วยกันอย่างมีความสุข

เล่มนี้ฮ็อตมาก และแต่ละคำที่มาร์คัสพูดจาโลมเลียเลดี้ไดอาน่านี่แบบ ... ทำเอาคนอ่านอย่างเราๆเขินไปตามๆกันเลยนะ ความคลาสสิคของเรื่องนี้ก็คือการนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาร้อยเรื่องใหม่ทำให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้นเมื่อชีวิตของมาร์คัสและไดอาน่าดำเนินไปภายในอารยธรรมของโรมัน บวกกับความร้อนแรงของเนื้อเรื่องและตัวละครทำเอาเราวางแทบไม่ลงแหน่ะ แต่เราว่าเนื้อเรื่องตอนที่ย้อนเวลาสนุกมากเสียจนกลบเนื้อเรื่องตอนยุคปัจจุบันจนหมดเลยนะ แล้วก็มีบางจุดที่ดูง่ายๆไม่ค่อยเมคเซนต์ไปหน่อย แต่โดยรวมก็ถือว่าสนุกเลยทีเดียวแหละ อ่านเพลินๆได้อีกเรื่อง เราว่าที่นิยายเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงก็น่าจะมาจากฉากฮ็อตนี่แหละ

คะแนน 9/10

May 25, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน ไข้มรณะ - The Death Cure (The Maze Runner #3)


สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

ทั้งแดนสังหารและแดนมอดไหม้คือด่านทดสอบอันจะนำไปสู่การผลิตวัคซีนป้องกันไข้วาบ วิคเค็ดอ้างว่าที่ทำลงไปทั้งหมดคือความจำเป็น และผลที่จะได้รับกลับมามันคุ้มค่า ต่อให้มีเด็กๆ ต้องตายลงก็ตาม

แต่มันจะไม่มีการทดสอบใดๆ อีกต่อไปแล้ว นับจากนี้คือความร่วมมืออย่างเท่าเทียมระหว่างวิคเค็ดกับชาวทุ่งทั้งสองกลุ่มการทดลอง และวิคเค็ดยังแสดงเจตนาดีด้วยการสัญญาว่าจะคืนความทรงจำให้ทุกคน

สำหรับโทมัส เขาเกลียดตัวเองในอดีตพอๆ กับที่เกลียดวิคเค็ด ไม่สิ เกลียดมากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อเขาคือคนต้นคิดบททดสอบนรกพวกนั้นเอง เขาจึงไม่ต้องการจะจำอะไรได้ทั้งสิ้น

แต่เรื่องที่ได้รับแจ้งยังไม่หมดแค่นั้น นี่อาจเป็นไปเพื่อหว่านล้อม... หรือข่มขู่... วิคเค็ดบอกกับทุกคนว่าในกลุ่มพวกเขามีทั้งคนที่มีภูมิคุ้มกันไข้วาบและคนที่ไม่มี โดยหนึ่งในคนที่ไม่มีภูมิและตอนนี้ก็ติดเชื้อไข้วาบไปเรียบร้อยแล้วคือเพื่อนคนหนึ่งซึ่งสนิทกับโทมัสที่สุด!

REVIEW

หลังจากเล่มที่แล้วที่เทเรซาบอกว่าโทมัสติดไข้วาบอย่างร้ายแรง ปรากฏว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหกของวิคเค็ดเพื่อเป็นการทดสอบปฏิกิริยาของกลุ่มตัวอย่าง (พูดง่ายๆว่าเป็นการทดสอบขั้นที่ 3 นั่นเอง)

แจนสัน(ไอ้หน้าหนู)ตัดสินใจจะคืนความทรงจำให้กับทุกคน แต่โทมัส มินโฮและนิวท์ กลับปฏิเสธซะงั้น(ด้วยเหตุผลที่ไม่ไว้ใจวิคเค็ด กลัวว่าพวกนั้นจะมายุ่งกับสมองพวกเขาอีก) ทั้งสามจึงวางแผนหลบหนีออกโดยใช้เบิร์กโดยมีฮอร์เก้และเบรนดาคอยหนุนหลัง

โทมัส มินโฮ นิวท์ ฮอร์เก้ เบรนดา หลบหนีมายังเดนเวอร์ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเทเรซามาที่นี่ จิตใต้สำนึกของโทมัสไม่ไว้ใจเทเรซาอีกแล้ว แต่ก็ยังอยากจะร่วมมือกับเธออยู่ดี (หงุดหงิดเหตุผลตรงนี้มากอ่ะ) ไหนจะมีเรื่องของกัลลี่ที่เคยฆ่าชัค เมื่อโทมัสรู้ว่าเขาถูกวิคเค็ดควบคุม ความโกรธที่เคยมีก็หายไปเป็นความรู้สึกผิดที่เคยทำร้ายกัลลี่ปางตายแทน (อะไรจะเปลี่ยนอารมณ์ง่ายขนาดนั้น หงุดหงิดเหตุผลตรงนีอีกแล้ว)

โทมัสมาอยู่ในเดนเวอร์ไม่เท่าไร ก็ถูกเชิ้ตแดงจับ ทั้งๆที่แบรนดาบอกให้รีบออกไปจากร้านกาแฟ แต่โทมัสก็นั่งบื้อ ชมเหตุผลที่เกิดขึ้นแล้วปล่อยให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้พาตัวไปอีก (มันไม่ make sense หลายจุดเลยอ่ะ ทั้งๆที่โทมัสผ่านเขาวงกต แดนมอดไหม้อะไรมาแล้ว แต่กลับไม่มีไหวพริบและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเอาเสียเลย)

นิวท์ถูกจับตัวไปเพราะเขาติดไข้วาบจนเกินเยียวยาแล้ว โทมัสตามไปช่วยแต่นิวท์ไม่ยอมกลับมากับเขา

โทมัสถูกกลุ่มแขนขวาจับตัวไปเพื่อรับฟังแผนการณ์ของเขาในที่สุด โทมัสต้องเข้าไปในวิคเค็ดแล้วติดตั้งเครื่องระบบสัญญาณให้อาวุธของคนในนั้นใช้งานไม่ได้ โทมัสเกือบจะถูกผ่าตัดสมองซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทดลอง แต่เขาก็หลบหนีมาได้เสียก่อน แผนการณ์ของเขาก็คือโทมัสต้องกลับไปช่วยคนที่มีภูมิคุ้มกันซึ่งตอนนี้ถูกพาตัวไปไว้ในเขาวงกต ดังนั้นโทมัสรวมถึงชาวทุ่งที่เข้าร่วมกับกลุ่มแขนขวาต้องย้อนกลับไปในเขาวงกตแล้วช่วยคนที่เหลืออกมาในคณะที่วินซ์ ผู้นำกลุ่มแขนขวามีเป้าหมายในการระเบิดตึกของวิคเค็ดให้ราบคาบ

สปอยล์ตอนจบล้วนๆเลยนะ หากไม่อยากเสียอรรถรสในการอ่านหนังสือเล่มนี้ โปรดข้ามส่วนนี้ไป ...

เทเรซ่าโดนตึกถล่มลงมาทับจนเสียชีวิต(คิดว่าผู้เขียนไม่รู้จะจบประเด็นความสัมพันธ์ของโทมัส-เทเรซายังไงดีแน่ๆถึงได้ฆ่าตัวละครตัวนี้ทิ้ง) ส่วนโทมัส มินโฮ เบรนดา และพวกที่เหลือสามารถเดินทางผ่านระนาบเคลื่อนย้ายไปยังโลกใหม่ซึ่งมีธรรมชาติสีเขียว แสงอาทิตย์ ตามจุดมุ่งหมายสุดท้ายของประธานเพจของวิคเค็ดนั้นก็คือเพาะพันธุ์มนุษยชาติขึ้นมาใหม่ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เ่ผ่าพันธุ์มนุษยชาติมีชีวิตรอดต่อไปหลังจากการพัฒนาคิดค้นวัคซีนล้มเหลว

... หนังสือเล่มนี้สนุกน้อยที่สุดในบรรดาสามเล่ม อาจจะเป็นเพราะผู้เขียนหมดมุกในการเล่าเรื่องให้น่าติดตามไปแล้ว เล่มนี้ไม่มีประเด็นที่น่าสนใจเลย เนื้อเรื่องหลักๆค่อนข้างจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือแปลกใหม่เลยด้วยซ้ำต่างจากสองเล่มแรกที่มีประเด็นความแปลกใหม่เข้ามาเรื่อยๆทำให้เราแปลกใจได้เสมอ เล่มนี้เนื้อเรื่องกลับเนือยๆ เอื่อยๆ อย่างบอกไม่ถูกอ่ะ

แถมตอนจบยังเรียบง๊าย เรียบง่ายยยยยย เรียกว่าง่ายจน 'น้ำเน่า' เลยก็ได้ สำหรับการผจญภัยในเขาวงกตมาจนถึงดินแดนมอดไหม้ ทุกคนเสี่ยงชีวิตไปเท่าไร แต่ทางออกกลับเป็นอะไรที่ง่ายๆและขอไปที ถึงแม้ว่ามันจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับมวลมนุษยชาติก็ตามเถอะ (และสำหรับตอนจบโลกสวยสำเร็จรูปสำหรับนิยาย YA)

ยังมีประเด็นที่ไม่เคลียร์อยู่นะ เช่น โทมัสยังไม่ได้รับความทรงจำกลับคืนมา แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจของตัวละครด้วยแหละที่ไม่ต้องการการรับรู้อดีตและพอใจกลับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

ให้ 6.5 สำหรับเล่มนี้ สำหรับเนื้อเรื่องที่ตื้นเขินไม่มีมิติหรือความสมเหตุสมผลเท่าสองเล่มก่อนหน้า กับตอนจบที่ง่ายเกินไปสำหรับนิยายชุดนี้ ....

คะแนน 6.5/10

May 24, 2014

เกมล่าปริศนา ตอน สมรภูมิมอดไหม้ - The Scorch Trials (The Maze Runner #2)



สำนักพิมพ์ : Enter books
ผู้เขียน : James Dashner
ผู้แปล : แสงตะวัน

เรื่องย่อ

ความจริงเศษเสี้ยวหนึ่งเผยออกมาแล้วว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหมดที่โทมัสและเพื่อนๆ ผ่านออกมาได้คือกาทดลองเพื่อเป้าหมายบางอย่าง แต่มันมีคนที่ต้องเป็นบ้า คนที่ได้รับบาดเจ็บ และคนที่ตาย... การทดลองพรรค์ไหนกันจึงต้องทำถึงขนาดนี้

ผู้รอดชีวิตจากวงกตมฤตยูมีเพียงยี่สิบคน พวกเขาต่างคาดหวังว่าอะไรๆ จะดีขึ้น ว่าได้หนีพ้นจากนรกกันมาแล้ว หากความหวังก็อยู่กับพวกเขาสั้นเหลือเกิน แค่ข้ามคืนภาพนรกขุมใหม่ก็ปรากฏตรงหน้า การลุกวาบของดวงอาทิตย์ ไข้วาบ เหล่าผู้ติดเชื้อ ฯลฯ นี่ไม่ใช่โลกในแบบที่ใครอยากหนีออกมาเจอเลย

คลื่นความแตกตื่นยังคงโหมซัดไม่หยุด เมื่อเทเรซา เด็กสาวเพียงคนเดียวจู่ๆ ก็หายตัวไป ที่มาแทนคือเด็กหนุ่มแปลกหน้าซึ่งบอกว่าตนมาจากอีกกลุ่มหนึ่งของการทดลอง!

‘วิคเค็ด’ปูทางให้พวกเขาเข้าสู่การทดสอบขั้นต่อไป ความทรมาน ความทุกข์ยาก และความตายกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง ทั้งกลุ่มคนปริศนาพวกนั้นยังรับประกันด้วยว่าหนนี้... มันจะหนักหนากว่าเดิม

REVIEW

หลังจากที่โทมัสและผองเพื่อนหลุดออกมาจากเขาวงกตได้แล้ว เขาคิดว่าการทดลองบ้าๆนี่จะจบลงเสียที แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อเทเรซ่าหายตัวไปและมีเด็กหนุ่มอีกคน อริส มาแทนที่เธอเสียนี่

ภารกิจขั้นต่อไป นำเด็กยี่สิบคนที่รอดชีวิตเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ ณ บัดนี้กลับกลายเป็นสมรภูมิที่ลุกโชนด้วยความร้อน พายุ และสายฟ้า ไข้วาบทำให้ผู้คนเป็นบ้า โทมัสได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ติดไข้วาบแต่ยังไม่กลายเป็นบ้า เพื่อเดินทางไปยังหนึ่งร้อยไมล์ทางทิศเหนือตามที่เขาได้รับภารกิจ

โทมัสได้พบกับเทเรซ่าอีกครั้ง บัดนี้เธอกลับกลายเป็นอีกคนที่โทมัสไม่รู้จัก ท่ามกลางสมรภูมิมอดไหม้ที่โทมัสต้องเอาชีวิตรอด อุปสรรคกลับยากยิ่งขึ้นเมื่อเด็กสาวจากกลุ่มบีที่เหลือรอดมาจากเขาวงกตเช่นเดียวกับโทมัสที่มาจากกลุ่มเอ กลับหมายปองที่จะเอาชีวิตพวกเขาเสียนี่โดยอ้างว่าการฆ่าโทมัสคือภารกิจที่พวกเธอได้รับมอบหมายมา

ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเทเรซ่าทรยศโทมัส อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเขา แม้ว่าเหตุผลที่เทเรซ่ายกมาอ้างหลังจากที่เธอทำทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นการทรยศหักหลังโทมัสจะเป็นแค่การช่วยโทมัสให้มีชีวิตรอดต่อไปก็ตาม แต่ลึกๆในใจของโทมัส ความรู้สึกๆดีที่มีให้กับเทเรซ่านั้นหายไปจนไม่เหลือแล้ว

เมื่อมาถึงแหล่งปลอดภัยตามที่ภารกิจบอกไว้ กลับกลายเป็นพื้นที่โล่งกว่าง ไม่มีอะไรนอกจากทะเลทรายที่ไร้จุดสิ้นสุด แต่ก่อนที่เวลาแห่งการสิ้นสุดของภารกิจจะมาถึง สัตว์ประหลาดกลับจู่โจมเด็กจากกลุ่มเอและบี โทมัสต้องต่อสู้ทั้งกับสัตว์ประหลาดและพายุฝนฟ้าคะนองจนในที่สุดยานลำหนึ่งก็จอดมารับโทมัสและเพื่อนๆขึ้นไปพร้อมกับบอกว่า 'บททดสอบสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากนี้จะไม่มีการทดสอบอะไรอีก'

โทมัสจะสามารถเชื่อคำบอกกล่าวนั้นได้หรือ ? หลังจากสิ่งเลวร้ายที่เขาต้องเผชิญทั้งหมดนี่ แถมตอนท้ายเขาถึงถูกจับไปขังไว้ในห้องสีขาวพร้อมกับคำบอกเล่าของเทเรซ่าในโทรจิตว่าเขาติดไข้วาบและไข้วาบฝังลึกในตัวของเขามากเกินไปจนเกินเยียวยาแล้ว ...

เล่มนี้ตอนต้นๆสนุกมาก เหมือนกับเปิดเข้าสู่ความแปลกใหม่อีกอย่างที่แตกต่างจากเล่มที่แล้ว แต่กลางๆเรื่องกลับอืดอาดยืดยาดเสียนี่ เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างไม่มีความสลักสำคัญอะไร ไม่ค่อยน่าตื่นเต้น ส่วนตอนจบก็ธรรมดาไม่ได้หักมุมหวือหวาอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับนิยายแนวนี้หรือแนวทางในการเขียนของนักเขียนที่พยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับชิ้นส่วนปริศนาที่ค่อยๆปรากฏขึ้นทีละชิ้นพร้อมกับการตลบหลังในตอนท้ายที่ทำให้ผู้อ่านรู้ตัวว่าพวกเขาคิดผิดมาตลอด

แต่มันกลับไม่ใช่แบบนั้น ... การกระทำบางอย่างของตัวละครขาดแรงจูงใจไปมาก แม้ว่าจะมีผลกระทบมาจากไข้วาบหรืออะไรก็ตาม โดยส่วนตัวเราคิดว่าเล่มที่แล้วมีความสมเหตุสมผลในแง่มุมของการดำเนินเรื่องมากกว่าเล่มนี้ (ยกเว้นตอนแรกๆของหนังสือที่ยังมีความตื่นเต้นอยู่กับตอนท้ายๆที่สามารถดึงเสน่ห์ของนิยายชุดนี้กลับมาได้)

ให้ 8 คะแนนเท่ากับเล่มแรก เพราะคิดว่าเนื้อเรื่องยังไม่หลุดออกจากกรอบมากนักและมีความสนุกเพิ่มจากในส่วนที่เล่มแรกยังไม่มี

คะแนน 8/10

May 23, 2014

สายัณห์สีเพลิง - When Twilight Burns (The Gardella Vampire Chronicles #4)



สำนักพิมพ์ : แก้วกานต์
ผู้เขียน : Colleen Gleason
ผู้แปล : เฟิร์น

เรื่องย่อ

วิกตอเรียกลับจากอิตาลีมาลอนดอนเพื่อจัดการกับชีวิตของตัวเอง เธอย้ายออกจากเซนต์ฮีธส์โรว์มาอยู่ที่ทาวน์เฮาส์ซึ่งคุณยายยูสเตเซียยกให้เธอ แวมไพร์ออกอาละวาดในลอนดอนอีกครั้ง คราวนี้เล่นงานเหยื่อตอนกลางวันแสกๆ วิกตอเรียถูกปรักปรำว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมสยองที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เธอจึงต้องพยายามสืบหาความจริงให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น


เพราะมีเลือดของแวมไพร์ปนเปื้อนในตัว ประสาทสัมผัสของวิกตอเรียจึงยกระดับสูงขึ้น รับรู้ชัดเจนขึ้นเมื่อแวมไพร์ปรากฏตัว วิกตอเรียต้องเผชิญกับศึกสองด้าน ทั้งผีดิบพันธุ์ใหม่ที่คุกคามลอนดอนและสิ่งชั่วร้ายภายในตัวเธอ มิหนำซ้ำปัญหาหัวใจยังตามรุมเร้า เซบาสติยง วิโอเฌต์ผู้ลึกลับพร้อมจะอยู่เคียงข้างวิกตอเรีย แต่ใจของเธอกลับปรารถนาแมกซ์ เปซาโร มือปราบแวมไพร์ที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน...


REVIEW

วิกตอเรียมีเลือดของแวมไพร์ปนเปื้อน แต่หล่อนไม่กลายเป็นแวมไพร์ แม้ว่าเซบาสติยงจะสามารถสัมผัสได้ว่าทุกครั้งที่อยู่ใกล้หล่อนต้นคอของเขาจะเย็นเฉียบแค่ไหนก็ตาม

ศพของหญิงสาวที่ถูกพบในเวลากลางวันทำให้วิกตอเรียสันนิษฐานว่าตอนนี้มีแวมไพร์บางกลุ่มออกมาเดินเพ่นพล่านและฆ่าผู้คนตามใจชอบ สาเหตุก็มาจากหน้ากระดาษที่เซบาสติยงเคยขโมยจากคอนซิเลียมไปให้โบรีการ์ด(เล่มที่แล้ว)

วิกตอเรียตกเป็นผู้ต้องสงสัยในทันทีที่มีคนมาพบเธออยู่กับศพ แม้ว่าวิกตอเรียจะสะกดรอยตามซารา อดีตคู่หมั้นของแม็กซ์มาก็ตามที ทุกอย่างถูกจัดฉากขึ้นโดยไม่่ต้องสงสัย

ลิลลิธจับตัววิกตอเรียไปในที่สุดเพราะเชื่อว่าเธอกำลังจะกลายเป็นแวมไพร์ในไม่ช้า วิกตอเรียปฏิเสธเซบาสติยง หล่อนมีความสัมพันธ์กับเขาไม่ได้หลังจากเพิ่งผ่านเรื่องของโบรีการ์ดมา แต่วิกตอเรียกลับมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับแมกซ์แทน

ซาราจับตัวเซบาสติยงและคริสตานูไป แมกซ์ก็โดนจับไปให้ลิลลิธอีกเช่นเดียวกัน วิกตอเรียตามไปช่วยและพิสูจน์ตัวเองว่าหล่อนจะไม่มีทางกลายเป็นแวมไพร์ชั่วร้ายพวกนั้น ก่อนทีลิลลิธจะหลบหนีไปในท้ายสุดเมื่อรู้ว่าตัวเองจะไม่มีทางชนะในการต่อสู้ครั้งนี้

เราพยายามจะทำความเข้าใจกับประเด็นความสัมพันธ์รักสามเศร้าระหว่างเซบาสติยง-วิกตอเรีย-แมกซ์ ปกติเราจะชอบแนวรักสามเศร้านะ แต่สำหรับเล่มนี้เรารู้สึกเบื่อมากกว่า วิกตอเรียเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าเบลล่าจาก Twilight เสียอีก ลังเลไม่แน่นอนกับใครสักคน ตอนท้ายที่วิกตอเรียมีความสัมพันธ์กับแมกซ์นะ ตอนอ่านเล่มหนึ่งเราคิดว่าเราต้องกรี๊ดตรงจุดนี้แน่ๆ แต่เอาจริงๆ ... แมกซ์ทำเราเสียอารมณ์มาก เขาหลบหน้าวิกตอเรีย ไม่พอใจหล่อน พอมีอะไรกันเสร็จก็ผละทันที

เซบาสติยงก็พระเอ๊ก พระเอกสำหรับเล่มนี้ เขารักวิกตอเรียแล้วก็สารภาพไปแล้วด้วย แต่กลับกลายเป็นว่าวิกตอเรียไม่มีใจให้เขาแล้วแต่ไปมีใจให้แมกซ์แทน แลดูไม่มีเหตุผลมากเลยอ่ะ ไม่มีลำดับขั้นตอน ค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเป็นไปตามความตั้งใจของนักเขียนมากกว่าตัวละครอีกอ่ะ

เนื้อเรื่องก็อ่อนปวกเปียก เบาโหวง ยิ่งกว่าพายเรือวนไปวนมาในอ่างอีก ไม่มีอะไรนอกจากลิลลิธกลับมาเพราะแมกซ์ตัดสินใจใช้ยาขี้ผึ้งและเสียความสามารถในการเป็นวีเนเตอร์ไป ซาราก็ตายง่ายไปทั้งๆที่นางร้ายกาจอย่างไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากวิกตอเรียฆ่าพ่อตัวเอง แต่นางก็พาลไปทั่ว อะไรก็ไม่รู้

สรุปคือ ... เนื้อเรื่องยุ่งเหยิงมากๆ เนื้อเรื่องวนไปวนมาไม่มีอะไรแปลกใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครก็ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ อะไรๆก็หมุนรอยตัวของวิคตอเรียมากเกินไป จนเรารู้สึกว่ามันเริ่มเยอะเกินไปแล้วในความรู้สึกเรา

คะแนน 6/10

May 22, 2014

เงารักข้ามเวลา - Spell of the Highlander (Highlander #7)


สำนักพิมพ์ : แพรว
ผู้เขียน : Karen Marie Moning
ผู้แปล : ขีดขิน จินดาอนันต์

เรื่องย่อ

กว่าพันปีที่คิออนถูกกักอยู่ในห้องหินเล็กๆ ที่แสนจะน่าเบื่อ มองโลกผ่านกระจกอย่างซังกะตายและเฝ้าแต่รอโอกาสที่จะได้ล้างแค้น จนกระทั่งเขาได้พบกับสาวน้อยในฝันอย่าง 'เจสซิกา เซนต์เจมส์' เธอช่วยเขาจากคำสาป ปลดปล่อยเขาออกจากกระจกที่คุมขัง และแม้จะเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ถาวร แม้ว่าเธอจะทำไปเพื่อช่วยชีวิตตนเอง แต่คิออนก็ซึ้งใจมาก มากเสียจนอยากจะเกาะติดกับเธอทุกวินาที แถมยังลากเธอไปที่นู่นที่นี่โดยบอกว่าเพื่อความปลอดภัยของเธอเอง

ตลอดหลายปีแห่งความโสดสนิท เจสซิกาเฝ้ามองคนอื่นมีความรักด้วยความริษยา ปลอบใจตัวเองว่า รอให้จบปริญญาเอกก่อนเถอะ เธอจะกระโจนเข้าใส่ทุกเรื่องที่อยากทำให้เต็มที่! จนกระทั่งเธอได้พบกับชายในฝันอย่าง 'คิออน แม็คเคลทาร์' เขาช่วยเธอให้รอดจากการถูกปองร้าย แต่ก็บังคับลากเธอไปผจญกับอันตรายอย่างอื่นแทนเสียนี่ แล้วนี่...เธอเชื่อเขาจะดีแน่นะ ก็เขาถูกจอมเวท (จอมเวท!) ตามล่าจนต้องพาเธอหนีหัวซุกหัวซุน แถมยังเรื่องที่เขาแสนจะมือไม้อยู่ไม่สุข โอเค เธออาจจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา...แต่เธอจะปลอดภัยจากเขาละหรือ?

REVIEW

ในที่สุดก็กลับมาแนวย้อนเวลาเบาสมองของโมนนิ่งอีกรอบ หลังจากดองหนังสือเล่มนี้มานานแล้วไปหมกมุ่นอยู่กับแนวพาราของแก้วกานต์กับเกรซ ฮี่ๆ

เจสซิกา นักศึกษาปริญญาเอกทำงานให้ศาสตราจารย์ที่ลาป่วยและนั่นทำให้เธอพบกันกระจกเงาบานยักษ์ที่ถูกส่งมาให้ศาสตราจารย์ของเธอ แวบแรกที่เธอมองกระจก เธอเห็นเงาร่างของหนุ่มรูปร่างกำยำจนกระทั่งเธอจิตนาการไปไกลหาว่าเขาคนนั้นเป็นเทพแห่งเซ็กส์กันเลยทีเดียว เพียงแต่เมื่อเจสซิกาเผชิญกับชายแปลกหน้าที่จะมาแย่งชิงกระจกและขู่จะทำร้ายเธอ ผู้ชายคนนั้นที่อยู่ในกระจกกลับออกมาช่วยเธอเสียนี่ หรือว่า ! นี่เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ไม่สิ ! เธอต้องกำลังฝันอยู่แน่ๆ

แล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เจสซิกาต้องย้อนกลับมาในห้องที่เก็บกระจกเงาบานนั้นอีกครั้งสิน่า คราวนี้เธอเห็นผู้ชายคนนั้นจริงๆ หนุ่มสกอตเปลือยอกรูปร่างสูงใหญ่ยื่นข้อเสนอขอให้เจสสิกาปลดปล่อยเขาออกไปจากกระจกเงาบานนี้ แล้วเขาจะเป็นโล่ป้องกันอันตรายให้เธอเอง

ตอนแรกเจสสิกาลังเลในข้อตกลงกับชายแปลกหน้า แต่เมื่อเธอรับรู้ข่าวการตายของคนที่เกี่ยวข้องกับกระจกเงาบานนี้และศาสตราจารย์ของเธอที่มาเสียชีวิตอย่างปุบปับ ด้วยความที่เป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเอง เจสซิกาเลยตกปากรับคำกับ คิออน แมคเคลทาร์ อย่างเลี่ยงไม่ได้

ชีวิตของเจสซิกาพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเธอหนีหัวซุกหัวซุนจากการตามล่าของลูแคนที่ส่งลูกน้องมาขโมยกระจกเงากลับไปเพื่อส่งส่วยแลกกับชีวิตอันเป็นอมตะของเขา คิออนไม่ได้ยอมให้ศัตรูของเขาได้กระจกกลับไปอีกครั้งแน่ๆ เป็นหน้าที่ของเจสซิกาที่จะนำหนุ่มสกอตคนนี้เดินทางไปยังที่ต่างๆที่ปลอดภัย เพราะอีกแค่ยี่สิบวัน ... คิออนจะเป็นอิสระจากกระจกเงาบานนี้หากไม่ถูกลูแคนจับได้เสียก่อน

การใช้ชีวิตกับหนุ่มสกอตที่ถือว่าเป็นวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งสำหรับเจสซิกาไม่ได้เรียบหรูนักเมื่อคิออนจะโดนกระจกดูดเข้าไปในแต่ละวัน และเวลาในการออกมานอกกระจกยังไม่แน่นอนอีกด้วย คราวนี้เธอจะทำยังไงถ้าเธอตกอยู่ในอันตรายตอนที่คิออนเข้าไปอยู่ในกระจก

การเดินทางไปยังไฮแลนด์ แผ่นดินเกิดของคิออนดูท่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่หนุ่มสาวทั้งคู่คิดออก แต่ปัญหาก็คือพวกเขาจะขึ้นเครื่องบินไปยังไงเพื่อไม่ให้ถูกฝ่ายศัตรูตามจับตัวได้จากร่องรอยการซื้อตั๋วและการรูดบัตรเครดิต

เป็นหน้าที่ของคิออนที่ต้องใช้ความสามารถดรูอิดของเขาหว่านล้อมผู้คนหลากหลายเพื่อให้การเดินทางของทั้งคู่เป็นไปอย่างราบรื่น แต่ก็ไม่วาย ... ขณะที่กำลังเดินทางอยู่บนเครื่องบิน คิออนกลับโดนดูดกลับเข้าไปในกระจกอีกครั้ง กระจกที่ถูกส่งตามมาเป็นสัมภาระ เจสซิกาไม่มีใบรับสัมภาระ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเธอในการบุกฝ่าเจ้าหน้าที่หญิงโฉดประจำเคาน์เตอร์เพื่อไปยังห้องเก็บสัมภาระ แล้วนำคิออนออกมาจากกระจกให้ได้ ส่วนหลังจากนั้นน่ะเหรอ ... ค่อยว่ากันอีกทีละกัน

คิออนและเจสซิกาเดินทางมาถึงไฮแลนด์และพบกับเดกิส ทั้งคู่เดินทางไปยังปราสาทแม็คเคลทาร์และได้รับความช่วเหลือจากดรัสตินและเดกิสเพื่อปกป้องคุ้มครองจนกว่าจะถึงวันส่งส่วย

คิออนกับเจสซิกาเปิดเผยความรู้สึกต่อกันและกันว่าแต่ละฝ่ายต่างต้องกันกันมากเพียงใด และนั่นทำให้เจสซิกาหลงรักคิออนอย่างหมดหัวใจเช่นเดียวกับชายหนุ่ม แต่เมื่อเจสซิการู้ความจริงว่าถ้าคิออนจัดให้ไม่มีการส่งส่วย ตัวเขาและลูแคนเองก็จะตาย และนั่นคือการแก้แค้นอย่างที่คิออนเคยกล่าวเอาไว้

เมื่อวันส่งส่วยมาถึง เดกิสเป็นคนจัดฉากโดยการวางเดิมพันทั้งหมดให้ขึ้นอยู่กับเจสซิกาและคิออน อาศัยความรักอันไม่เห็นแก่ตัวของคิออนที่จะทำให้พันธสัญญาระหว่างเขากับกระจกเป็นโมฆะและทำให้ลูแคนไม่เป็นอมตะอีกต่อไปเพื่อจะได้ฆ่าเขา คิออนยอมสละชีวิตตนเองเพื่อเจสซิกา เขาทำลายกระจกเพื่อให้ลูแคนผละออกจากการทำร้ายเจสซิกาและนั่นก็คือการปลดปล่อยตัวเขาออกมาจากกระจกได้สำเร็จ

เล่มนี้ฮามากกกก อ่านไปขำไป เจสซิกาคือผู้หญิงที่มีครบทุกรสจริงๆ เนื้อเรื่องเบาๆใสๆในบรรยกาศไฮแลนด์ที่มีทุ่งหญ้า เนินเขา สายลมโชยพัด อ่านแล้วรู้สึกเพลิดเพลิน ยิ่งสำนวนการแปลที่ถ่ายทอดความตลกโปกฮาออกมาได้อย่างสุดขั้วแล้ว ทำให้คนอ่าน(อย่างเรา)เพลิดเพลินไปกับหนังสือเล่มนี้ได้อย่างสบายๆเลยแหละ

ส่วนตอนท้ายก็เศร้าน้ำตาคลอเลยตอนที่เจสซิการู้ความจริงว่าการล้างแค้นลูแคนของคิออนนั้นก็การที่เขาต้องสละชีวิตตนเอง ทำให้เธอนับวันที่ทั้งคู่จะมีความสุขด้วยกัน แต่งงานกัน ร่วมรักกัน คิออนกล่าวคำปฏิญาณที่จะผูกตัวเขาไว้กับเจสซิกาทุกชาติภพ ตอนนั้นเราน้ำตาไหลเลย

แถมยังมีทิ้งท้ายเรื่องสงครามที่จะเกิดขึ้นอีกห้าปีหลังจากนั้น ราชินีอาวีลวางหมากของเธอทั้ง 5 ตัว ตอนนี้มี 3 ตัว (เดกิส ดรัสติน คิออน) เพื่อใช้ต่อกรกับตูอา เดฝ่ายมืด

สำหรับชุด Highlander ยังเหลือหนังสืออีกหนึ่งเล่มในชุดนี้ เห็นสำนักพิมพ์แพรวบอกว่ากำลังจะออกเร็วๆนี้ด้วยแหละ ชื่อหนังสือภาษาอังกฤษก็คือ Into The Dreaming

คะแนน 9.5/10

May 21, 2014

สนธยาสีเลือด - The Bleeding Dusk (The Gardella Vampire Chronicles #3)


สำนักพิมพ์ : แก้วกานต์
ผู้เขียน : Colleen Gleason
ผู้แปล : เฟิร์น

เรื่องย่อ

เลดี้วิกตอเรีย การ์เดลลา แกรนท์เวิร์ธ เดอ เลซีรับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของเหล่านักล่าแวมไพร์เป็นภาระอันหนักหน่วงสำหรับเธอที่ยังด้อยประสบการณ์ ในระหว่างที่วิกตอเรียทำใจกับความสูญเสียและดำเนินชีวิตต่อไป ลางหายนะก็เริ่มก่อตัวในกรุงโรม จอมอสูรอัควานกลับมายังโลกหลังจากโอเบลิสก์ของเขาถูกทำลาย อัควานมาพร้อมกับแผนการร้าย ผู้คนมากมายตกเป็นเหยื่อของอสูรร้ายและแวมไพร์

คฤหาสน์ปาลอมบาราซึ่งเป็นของนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีชื่อเสียงในตำนานมีสิ่งสำคัญซุกซ่อนอยู่ จอมอสูรอัควานและโบรีการ์ด แวมไพร์ผู้ร้ายกาจ ต่างก็ต้องการของสิ่งนั้น เป็นหน้าที่ของวิกตอเรียกับเหล่านักล่าแวมไพร์ที่ต้องขัดขวาง แมกซิมิเลียน เปซาโร นักล่าแวมไพร์ที่เก่งที่สุดกลับมาช่วย อย่างไรก็ตาม วิกตอเรียยังต้องขอความช่วยเหลือจากเซบาสติยง วิโอเฌต์ คนที่เธอไม่ไว้ใจ สงครามครั้งนี้นำมาซึ่งความสูญเสีย และวิกตอเรียก็ถลำเข้าสู่ด้านมืด...

REVIEW

แมกซ์เดินทางไปหาลิลลิธเพื่อเจรจาเรื่องข้อแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับรอยกัดที่ลิลลิธฝากไว้บนคอของเขา ลิลลิธมอบขี้ผึ้งที่เมื่อแมกซ์ทาแล้วรอยแผลเป็นนี้จะหายไปและเขาจะไม่ผูกพันธ์อยู่กับลิลลิธอีก เพียงแต่ว่าราคาที่ต้องจ่ายนั้นแพงเหลือเกินเพราะเขาต้องสูญเสียความทรงจำของวีเนเตอร์ไปทั้งหมดรวมถึงความสามารถในการล่าแวมไพร์ไปด้วยถ้าหากเขายอมใช้ขี้ผึ้ง

วิกตอเรียเป็นหัวหน้าของเหล่าวีเนเตอร์หลังจากที่หล่อนสูญเสียคุณยายยูสเตเซียไปแล้ว หล่อนออกตามล่าแวมไพร์และได้ค้นพบปริศนาเกี่ยวกับกุญแจทั้งสามดอกของปาลอมบารา อันเป็นที่มาของนักเล่นแร่แปรธาตุ วิกตอเรียไปที่วิลลาปาลอมบารา ที่นั่นเธอและแมกซ์ถูกซาราคู่หมั้นของเขาจับตัวไป และได้พบกับเซบาสติยง วิกตอเรียหาทางหนีออกมาจนได้และทำให้เธอรู้ว่าอัควาน จอมปีศาจได้กลับมาแล้วหลังจากโอเบลิสก์ถูกทำลาย

เซบาสติยงไปโผล่ที่สถานที่ลับของเหล่าวีเนเตอร์ใต้วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปิดซ่อนเอาไว้มาได้หลายสหัสวรรษ วิกตอเรียได้รู้ในท้ายที่สุดว่าแท้จริงแล้วเซบาสติยงเป็นวีเนเตอร์เช่นเดียวกับหล่อนเพียงแต่เขาปิดบังความสามารถมาตลอด ชั่วขณะนั้นเหล่าปีศาจและแวมไพร์บุกทำลายและเกือบจะหาทางเข้าสถานที่ลับพบ แต่เหล่าวีเนเตอร์รวมถึงวิกตอเรียสกัดพวกมันเอาไว้ได้ทัน

วิกตอเรียคลางแคลงว่าเซบาสติยงพาพวกมันมาที่นี่หรือไม่ แต่เขายอมรับว่าเขาไม่มีส่วนในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เซบาสติยงต้องการปกป้องวิกตอเรียมาโดยตลอด และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ล้ำลึกกันอีกครั้งก่อนเซบาสติยงจะผละไป ทิ้งให้วิกตอเรียเดินหน้าทำตามแผนการณ์ของหล่อนในการซ่อนโอเบลิสก์

แมกซ์ตัดสินใจยอมรับการเป็นอิสระจากลิลลิธโดยใช้ยาขี้ผึ้ง เขาสูญเสียความสามารถของวีเนเตอร์จนหมด และลงมือสังหารอัควานตามคำนายได้สำเร็จ วิกตอเรียติดตามเซบาสติยงเนื่องจากเซเวียร์ถูกเขาทำร้าย และหล่อนถูกเลือดแวมไพร์ปนเปื้อนในกระแสเลือดเนื่องจากถูกปู่ทวดของเซบาสติยงครอบงำในท้ายที่สุด เซบาสติยงสังหารปู่ทวดของเขาและพาวิกตอเรียกลับมายังสถานที่ลับของวีเนเตอร์เพื่อตัดสินใจว่ามีทางเลือกใดสำหรับวิกตอเรียบ้าง

เล่มนี้อ่านเหนื่อยมาก คงเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยสนใจแนวทางการดำเนินเรื่องของหนังสือชุดนี้ด้วยอ่ะ มันน่าเบื่อตั้งแต่เล่มสองแล้วด้วยซ้ำตรงที่เนื่อเรื่องเหมือนพายเรือวนไปวนมาในอ่าง ไม่ได้ออกนอกกรอบที่ตีเอาไว้เลย พอเราคุ้นเคยกับประวัติและที่มาของเหล่าตัวละครรวมถึงแนวทางการเล่าเรื่องในเล่มแรกแล้ว พออ่านต่อไปเรื่อยๆมันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ รวมถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่ไม่เคลียร์สักอย่าง อ่านแล้วรู้สึกหงุดหงิด แถมการบรรยายอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครก็ไม่ค่อยละเอียด เน้นไปทางสถานที่เสียมากกว่า เวลา Colleen อธิบายถึงสถานที่และรายละเอียดนะ เนื้อหายาวเหยียดยาวไปครึ่งๆหน้าเลย อ่านแล้วรู้สึกเพลียนะบางครั้ง

โดยเฉพาะเซบาสติยง-วิกตอเรีย-แมกซ์ สามคนนี้เหมือนจะรักสามเศร้าก็ไม่ใช่นะ ในเมื่อวิกตอเรียกับเซบาสติยงปราถนาในตัวกันละกันและมีอะไรกันบ่อย แต่ทั้งคู่ไม่ได้เอ่ยปากว่ารักกัน ส่วนแมกซ์บางครั้งก็ดูเหมือนพยายามจะซ่อนความรู้สึกที่มีต่อวิกตอเรียเอาไว้ บางครั้งก็ดูคล้ายๆกับว่าเขาไม่ได้สนใจอะไรในตัวของหล่อนเลย ยิ่งอ่านยิ่งสับสน

คะแนน 6.5/10

May 20, 2014

ภูตมนตรา - Enchanting The Beast (Relics of Merlin #3)


สำนักพิมพ์ : เกรซ
ผู้เขียน : Kathryne Kennedy
ผู้แปล : กัญชลิกา

เรื่องย่อ

ปราสาทหินกริมสเปลล์ที่ตั้งตระหง่านมืดทะมึนลึกลับดูน่ากลัวเหมือนมีปีศาจสิงสู่ แม้เลดี้ฟิโลมินา...นักล่าผีจะคุ้นเคยกับวิญญาณที่ไม่ยอมพักผ่อน แต่หล่อนพบว่านิสัยเร้นลับน่าเกรงขามของเจ้าของปราสาทดูแล้วน่ากลัวกว่าวิญญาณทั้งหลาย แม้สังคมลอนดอนจะไม่ชอบพวกเปลี่ยนร่างได้อย่างเซอร์นิโคดิมัส วูล์ฟซัน แต่ฟิโลมินาที่ค้างเติ่งอยู่บนคานพึงพอใจเป็นอย่างมากที่บารอนเนต หนุ่มน้อยเกิดความสนใจในตัวหล่อนขึ้นมาอย่างปุบปับ หล่อนพร้อมจะยอมแพ้เขาอย่างราบคาบด้วยซ้ำ ถ้าไม่เป็นเพราะฆาตกรผู้หนึ่งรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายออกมา...สัตว์ร้ายที่อาจเป็นนิโคนั่นเอง

REVIEW

เลดี้ฟิโลมินา สาววัยสี่สิบ เป็นนักล่าผีเพราะหล่อนมีความสามารถในการมองเห็นวิญญาณได้ เซอร์นิโคดิมัสเลยจ้องหล่อนเพื่อไปไล่วิญญาณที่คุกคามพี่ชายที่คฤหาสน์ของเขา ที่นั่นทำให้ฟิโลมินาได้รู้จักบารอนเนตหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดคนนี้มากยิ่งขึ้น รวมถึงความลับของเขาที่ว่าคู่หมั้นของเขาถูกสัตว์ป่าทำร้ายจนเสียชีวิตไป นั่นทำให้ชาวบ้านต่างโทษว่าเป็นความผิดของนิโคดิมัส

วิญญาณที่คฤหาสน์ทุกตัวทิ้งปริศนาไว้ให้ฟิโลมินาไปยังชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ ที่นั่นมีอุโมงค์ที่แม้แต่นิโคดิมัสก็ยังหวาดหวั่นที่จะเข้าไป ทั้งสองหนุ่มสาวเกิดแรงปราถนาในตัวของเขากันและกันแม้ว่าจะมีช่องว่างระหว่างอายุขวางทั้งคู่ไว้อยู่ก็ตาม แต่นิโคดิมัสหลงใหลในตัวฟิโลมินาเสียแล้ว

ฟิโลมินาไม่เชื่อว่านิโคดิมัสจะมาหลงรักคนอย่างหล่อน เขาเหมาะกับหญิงสาวที่อายุน้อยกว่า แต่ความสัมพันธ์ก็เลยเถิดไปจนเมื่อนิโคดิมัสพาฟิโลมินาเข้าไปท่องเที่ยวในป่าเวทมนตร์และทั้งคู่ก็มีอะไรกัน หลังจากนั้นนิโคดิมัสจึงขอหล่อนแต่งงาน แต่ฟิโลมินาปฏิเสธ

เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหยื่อเป็นหญิงสาวในรุ่นราวคราวเดียวกับเบียทริซ คู่หมั้นของนิโคดิมัสที่เสียชีวิตไปหลังจากมีปากเสียงกันเนื่องจากหญิงสาวไม่ซื่อสัตย์ต่อนิโคดิมัสจนชายหนุ่มขอถอนหมั้น นิโคดิมัสกลายมาเป็นผู้ต้องสงสัยอีกครั้ง

ฟิโลมินายังมีปัญหาระหว่างช่วงอายุของเธอกับนิโคดิมัส นั่นทำให้ดูเหมือนว่านิโคดิมัสจะเหมาะกับเจน หมาป่าในฝูงของเขามากกว่าฟิโลมินามากมายนัก แต่เมื่อเจนเชิญหล่อนไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้าน ฟิโลมินาก็ถูกโจมตีโดยมหาป่าขนสีเทาที่เป็นฆาตกรฆ่าเบียทริซ นิโคดิมัสมาช่วยเอาไว้ได้ทันและตอนนั้นเขาจึงตระหนักได้ว่าหมาป่าตัวสีดำนั้นอาจจะเป็นเจนจริงๆก็ได้ เขาโกรธมาก และแจ้งข้อหาเจนว่าหล่อนเป็นฆาตกร

ย้อนกลับไปทีคฤหาสน์ บรรดาภูติผีนำทางฟิโลมิน่าไปที่อุโมงค์ใต้ดิน ทำให้หล่อนหาหินอาคมโบราณจนพบและที่นั่นทำให้ฟิโลมิน่าได้ล่วงรู้ความลับของบาร์เกสต์ สุนัขปีศาจตัวสีดำที่สิงสู่ร่างพี่สะใภ้ของเซอร์นิโคดิมัส วิธีเดียวที่จะกำจัดมันได้คือต้องใช้หินอาคมโบราณ แต่ในเมื่อปีศาจกำลังจะเปลี่ยนเป้าหมายโดยใช้ร่างนิโคดิมัสเป็นที่สิงสู้แทนที่พี่สะใภ้ ฟิโลมินาจึงต้องใช้ความรักและศรัทธาทั้งหมดเหนี่ยวรั้งความเป็นมนุษย์ในตัวของนิโคดิมัสเอาไว้ให้ได้

เล่มนี้เนื้อเรื่องหลักสนุก กระชับ ซับซ้อนดี ทำให้คนอ่านเดาตัวฆาตกรผิดตั้งแต่ตอนต้นและไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถโยงเรื่องการฆาตกรรมเข้ากับหินอาคมโบราณได้ ส่วนความสัมพันธ์ของตัวละครก็น่าสนใจด้วยช่วงอายุที่ห่างกันของพระนาง ทำให้นางเอกมีอุปสรรคในการเชื่อมความสัมพันธ์กับพระเอกมาตั้งแต่ต้น แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็เอาชนะจุดนั้นไปได้

หนังสือชุดนี้ยิ่งอ่านยิ่งสนุกเหมือนเนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนเล่มที่ออก เสียดายที่ฉบับแปลไทยบอกว่าเล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายแล้ว แต่เมืองนอกเพิ่งออกเล่มต่อจากเล่มนี้มาเมื่อปีที่แล้วเองชื่อ Everlasting Enchantment

คะแนน 8.5/10

May 19, 2014

ทวิมนตรา - Double Enchantment (Relics of Merlin #2)


สำนักพิมพ์ : เกรซ
ผู้เขียน : Kathryne Kennedy
ผู้แปล : กัญชลิกา

เรื่องย่อ

เลดี้จัสมีนาอยู่ในโลกของปัญหา คาถาธรรมดาของหล่อนกลายเป็นความหายนะ และเวลานี้มีผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนหล่อนกำลังสนุกซุกซนไปทั่วลอนดอน...ผู้หญิงที่ไม่มีจิตใจรับรู้เรื่องคุณธรรมความถูกต้องอะไรทั้งนั้น ทั้งสังคมกำลังซุบซิบ และบารอนเนตผู้หนึ่งที่หล่อนไม่เคยพบหน้าทำตัวเหมือนเขารู้จักกับหล่อนอย่างดี แบบสนิทสนมใกล้ชิดด้วย ทั้งสองต้องทำงานร่วมกันเพื่อตามหาภาพลวงตาที่หล่อนสร้างขึ้นมา และทำให้ชีวิตกลับเป็นเหมือนเดิม...สองหนุ่มสาวต้องผจญภัยบนถนนที่เต็มไปด้วยม่านหมอก ต่อสู้กับกลุ่มคนลึกลับที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มภราดรภาพ และอารมณ์เร่าร้อนที่รุนแรงยิ่งกว่าเวทย์มนตร์ใดๆ

REVIEW
เลดี้จัสมีนาร่ายเวทมนตร์สร้างร่างฝาแฝดขึ้นมาเพื่อนำเครื่องประดับที่คุณแม่หัวขโมยของหล่อนฉกมาจากบรรดาผู้ดีมีตระกูลไปคืนตามบ้านในยามค่ำคืน แต่ครั้งนี้ ... เวทมนตร์กลับทำงานผิดพลาดเมื่อฝาแฝดของหล่อนไม่ยอมหายไปหลังเสร็จภารกิจ แต่กลับไปปรากฏตัวในงานเต้นรำแล้วไปลงเอยอยู่บนเตียงกับเซอร์สเตอร์ลิง บารอนเนตรูปงามที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นม้าได้

หลังค่ำคืนอันแสนหวานระหว่างสองหนุ่มสาว สเตอร์ลิงได้พบหน้ากับจัสมีนาอีกครั้งในยามที่หล่อนไปขอความช่วยเหลือ แต่จัสมินาคนที่สเตอร์ลิงพบไม่ใช่คนเดียวกับที่เขามีอะไรด้วยเมื่อคืนเสียหน่อย แถมเขายังโดนจัสมินาตบหน้าฉาดใหญ่เสียอีกเมื่อเขาพยายามจะจูบหล่อนต่อหน้าเจ้าชาย

จัสมินาต้องตามหาคู่แฝดของหล่อนและร่ายมนตร์คาถาย้อนกลับให้ได้เมื่อฝีมือของคู่แฝดสร้างความเสียหายมากมายแก่ชื่อเสียงของจัสมินา หล่อนต้องร่วมมือกับสเตอร์ลิงแม้ว่าหล่อนจะรู้ว่าสเตอร์ลิงรักคู่แฝดของหล่อน ไม่ได้รักตัวที่หล่อนเป็นจริงๆ

ความใกล้ชิดสนิทสนมมากขึ้นร่วมกับภารกิจและกฏระเบียบสังคมที่ทำให้ทั้งหนุ่มสาวเกิดความปราถนาในตัวกันและกัน สเตอร์ลิงชักไม่แน่ใจแล้วว่าเขารักภาพลวงตาของจัสมินนาจริงหรือไม่ เพราะเขาก็หลงรักจัสมินาตัวจริงอีกเหมือนกัน

เมื่อจัสมีนาตามหาภาพลวงตาของหล่อนพบและจัดการร่ายมนตร์ย้อนกลับได้สำเร็จ ร่างของคู่แฝดก็หลอมรวมเข้ากับร่างของเธอ เพราะอันที่จริงแล้วคู่แฝดที่เลดี้จัสมีนาสร้างขึ้นมาจากส่วนหนึ่งของตัวเธอเช่นกัน

เรื่องนี้สนุกและดูมีมิติมากกว่าเล่มที่แล้ว แถมโนมสองตัวก็ยังช่วยสร้างสีสันให้กับเล่มนี้อีกด้วย เนื้อเรื่องไหลลื่น กระชับ แม้ว่าจะอ่านแล้วรู้สึกขัดๆระหว่างแจ๊ซกับจัสมีนาไปบ้างก็เหอะ เหมือนเซอร์สเตอร์ลิงรักผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกันง่ะ

เป็นหนังสืออ่านเพลินๆอีกเล่ม ...

คะแนน 8.5/10

May 18, 2014

แวมไพร์ปลุกวิญญาณ - Rises The Night (The Gardella Vampire Chronicles #2)



สำนักพิมพ์ :
แก้วกานต์

ผู้เขียน : Colleen Gleason

ผู้แปล : เฟิร์น

เรื่องย่อ

เลดี้วิกตอเรีย การ์เดลลา แกรนท์เวิร์ธ เดอ เลซี เป็นนักล่าแวมไพร์มากว่าหนึ่งปีแล้ว การช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นภัยปิศาจร้ายดูดเลือดทำให้เธอต้องพบกับความสูญเสีย แต่เธอก็ยังมุ่มั่นที่จะปราบแวมไพร์ต่อไป

ที่อิตาลี เนดัส แวมไพร์ผู้ทรงอำนาจกำลังรวบรวมพลังเพื่อควบคุมวิญญาณคนตาย หากเขาทำสำเร็จก็จะสร้างกองทัพปิศาจขึ้นมาครองโลก ยูสเตเซียกับวิกตอเรียจึงมุ่งหน้าไปอิตาลีเพื่อยับยั้งแผนการร้าย

วิกตอเรียต้องพึ่งพาเซบาสติยง วิโอเฌต์ให้ช่วยเหลือ แต่เขาเป็นคนไม่น่าไว้ใจ ไม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน อย่างไรก็ตาม เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ เพราะนับจากนี้ไป เธอจะได้เป็นอิลลา การ์เดลลา ผู้นำของนักล่าแวมไพร์...

REVIEW

หลังจากการสูญเสียของวิกตอเรีย นักล่าแวมไพร์ก็ใช้เวลาไปกับการไว้ทุกข์ให้กับสามีของเธอ หนึ่งปีผ่านไป ... วิกตอเรียตามล่าแวมไพร์เหมือนกันอย่างที่หล่อนเคยทำ และนั่นทำให้หล่อนได้เบาะแสของสมาคมมนุษย์ที่บูชาเทิดทูนเหล่าแวมไพร์ จนโยงไปถึงเรื่องราวของเนดัส แวมไพร์ชั่วร้ายที่วางแผนจะสร้างกองทัพวิญญาณคนตายขึ้นมาเพื่อครองโลก

วิกตอเรียเดินทางไปอิตาลีเพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ หล่อนทำงานคนเดียวที่นั่น และเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำ เมื่อเซบาสติยงยื่นมือมาช่วยหล่อน ความสัมพันธ์ที่ครุมเครือระหว่างสองคนก็บังเกิดขึ้น แม้ว่าวิกตอเรียจะยังอาลัยฟิลลิปอยู่ แต่ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ชิดกับเซบาสเตียน ความปราถนาระหว่างคนทั้งคู่ก็เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้

แม็กซ์หายตัวไปไร้การติดต่อเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว ล่าสุดมีคนบอกว่าเห็นเขาอยู่ที่อิตาลี เมื่อภารกิจนำพาให้วิกตอเรียได้พบกับแม็กซ์อีกครั้ง คราวนี้เขาเปลี่ยนไป เย็นชา และไม่สนใจหล่อนเช่นเคย วิกตอเรียคิดว่าต้องมีสาเหตุเปลี่ยนเขาให้เป็นเช่นนี้ แม็กซ์บอกความจริงกับวิกตอเรียว่าที่เขาทำแบบนี้ก็เพราะว่าเขาทำข้อตกลงกับลิลลิธให้ปล่อยเขาจากการครอบงำถ้าเขาเข้าร่วมกับทูเทลลา(กลุ่มมนุษย์ที่สนับสนุนและปกป้องแวมไพร์)

เมื่อเนดัสวางแผนที่จะใช้โอเบลิสก์สร้างกองทัพปิศาจของเขาขึ้นมาจากวิญญาณคนตาย วิกตอเรียจึงต้องเข้าไปขัดขวางโดยมีเซบาสติยงเป็นกองหนุน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก้าวหน้าจนกระทั่งวิกตอเรียตัดสินใจมีอะไรกับเขา เมื่อหล่อนเข้าไปถึงโรงโอเปร่า สถานที่ที่ใช้ในการปลุกวิญญาณตาย วิกตอเรียพบแม็กซ์ และเขาสังหารคุณยายยูสเตเซียของเธอ แม็กซ์หักหล่อนหล่อน ! แต่ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลให้เขาทำแบบนั้นใช่หรือเปล่า

แม็กซ์แฝงตัวเข้ามาในทูเทลลาโดยหวังที่จะทำลายโอเบลิสก์ และเขาก็ทำได้ในที่สุดโดยอาศัยการเสียสละของคนที่เขารักและไว้ใจ คุณยายยูสเตเซีย นั่นทำให้เขาตัดสินใจจบชีวิตลง แต่วิกตอเรียกลับช่วยชีวิตของแม็กซ์ออกมาได้สำเร็จในตอนท้าย เขาจึงตัดสินใจหายตัวไป และวิกตอเรียได้ขึ้นเป็นผู้นำของนักล่าแวมไพร์ในที่สุด .. เล่มนี้ปวดตับมาก ครึ่งเล่มแรกไม่ค่อยมีประเด็นรักๆใคร่ๆนอกจากเซบาสติยงที่ดูเหมือนไม่มีจุดประสงค์ชัดเจนว่าต้องการอะไรในตัววิกตอเรีย เนื้อเรื่องต่อยอดจากเล่มที่แล้วโดยลิลลิธยังไม่ถูกกำจัดและเล่มนี้มีศัตรูใหม่เพิ่มเข้ามา ซึ่งทำให้รู้สึกว่าการเป็นนักล่าแวมไพร์นี่มันช่างท้อแท้เหลือเกิน ฝ่ายศัตรูมีเป็นกองทัพ แต่ฝ่ายนางเอกขาดแคลนคน แถมนางเอกยังเป็นเด็กใหม่เสียอีก พาลเอาคนอ่านรู้สึกท้อตามและไม่อยากอ่านเอาง่ายๆ ตอนจบที่คุณคุณยายยูสเตเซียเสียสละตัวเองเพื่อให้แม็กซ์ได้รับความไว้วางใจพอที่จะเข้าร่วมกับเดนัสและมีโอกาสทำลายโอเบลิสก์อีก โอ๊ย ! ไม่ได้ซึ้งกับการเสียสละของตัวละครเลยนะ แต่ระเหี่ยใจมากกว่าว่า ทำเพื่อ ?

คะแนน 6.5/10