Showing posts with label J.K. Rowling. Show all posts
Showing posts with label J.K. Rowling. Show all posts

Nov 24, 2016

Fantastic Beasts and Where to Find Them: The Original Screenplay



ชื่อเรื่อง Fantastic Beasts and Where to Find Them
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Pottermore

เรื่องย่อ

When Magizoologist Newt Scamander arrives in New York, he intends his stay to be just a brief stopover. However, when his magical case is misplaced and some of Newt's fantastic beasts escape, it spells trouble for everyone…

Fantastic Beasts and Where to Find Them marks the screenwriting debut of J.K. Rowling, author of the beloved and internationally bestselling Harry Potter books. Featuring a cast of remarkable characters, this is epic, adventure-packed storytelling at its very best.

Whether an existing fan or new to the wizarding world, this is a perfect addition to any reader's bookshelf.

REVIEW

นิวท์ สคามันเดอร์เดินทางมายังนิวยอร์ดพร้อมกับกระเป๋าที่ภายในบรรจุด้วยสัตว์มหัศจรรย์หลายชนิด ด้วยความไม่ตั้งใจเขาได้ปล่อยให้ตัวนิฟเฟลอร์หลุดออกไปจากกระเป๋าและเข้าไปขโมยสิ่งของมีค่าในธนาคาร นั่นทำให้เขาได้เจอกับเจคอบโนแมจหรือมักเกิ้ลตามที่พ่อมดแม่มดชาวอังกฤษเรียกกัน ซ้ำร้ายนิวท์ได้สลับกระเป๋ากับเจคอบและทำให้ชายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ปล่อยสัตว์ในกระเป๋าออกมาเป็นขโยง

นิวท์ถูกทีน่าพาตัวไปสืบสวน แต่ถูกละเลยไปอย่างไม่ใยดีเมื่อตอนนี้โลกพ่อมดแม่มดมีเหตุการณ์อื่นที่น่าเป็นห่วงมากกว่าอย่างเช่นการโจมตีของเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ พ่อมดที่ไม่ต้องการหลบอยู่ภายใต้กฎหมายที่ทำให้พวกเขาไม่ต่างจากหนูในท่อระบายน้ำ ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ ทีน่ากับนิวท์ได้เดินทางมายังบ้านของเจคอบซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุและพาเขากลับไปยังที่พักของเธอเอง ที่นั่นเจคอบกับนิวท์ได้พบกับควีนนี่ น้องสาวของทีน่าที่สามารถอ่านใจคนได้

Jul 31, 2016

Harry Potter and the Cursed Child (Harry Potter #8)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Cursed Child
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง  J.K. Rowling, John Tiffany, Jack Thorne
สำนักพิมพ์ Little Brown UK
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี

เรื่องย่อ

Based on an original new story by J.K. Rowling, Jack Thorne and John Tiffany, Harry Potter and the Cursed Child, a new play by Jack Thorne, is the first official Harry Potter story to be presented on stage. It will receive its world premiere in London’s West End on 30th July 2016

It was always difficult being Harry Potter and it isn’t much easier now that he is an overworked employee of the Ministry of Magic, a husband, and father of three school-age children.

While Harry grapples with a past that refuses to stay where it belongs, his youngest son Albus must struggle with the weight of a family legacy he never wanted. As past and present fuse ominously, both father and son learn the uncomfortable truth: sometimes darkness comes from unexpected places.

REVIEW

อัลบัส เซเวอรัส พอตเตอร์ ไม่เคยดีใจเลยที่เขาเกิดมาเป็นลูกชายของพ่อมดผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลกแห่งเวทมนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในวันแรกที่เขาขึ้นรถไฟไปฮอกวอตส์ เด็กชายก็ได้ผูกมิตรกับสกอร์เปียส ลูกชายของเดรโกที่ถูกหาว่าเป็นลูกแท้ๆของโวลเดอมอร์ ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็วแม้ว่าโรส ลูกสาวของเฮอร์ไมโอนี่กับรอนจะไม่เห็นด้วยสักเท่าไร

อัลบัสถูกคัดเข้าสลิธีริน ไม่เหมือนพี่ชายของเขา เจมส์ ที่อยู่กริฟฟินดอร์ กระทั่งวันหนึ่งอัลบัสได้พบกับเพื่อของเซดริกที่มาหาแฮร์รี่ถึงบ้านและถามเกี่ยวกับเครื่องย้อนเวลา แผนการณ์บางอย่างก็ก่อเกิดในหัวของเขาเมื่ออัลบัสได้คุยกับเดลฟี หลานสาวของอมอสที่ต้องการช่วยเซดริกเช่นเดียวกัน แผนการณ์ขโมยเครื่องย้อนเวลาในห้องทำงานของเฮอร์ไมโอนี่จึงเริ่มต้นขึ้น และเมื่อเด็กๆทั้งสาม อัลบัส สกอร์เปียสและเดลฟีได้อุปกรณ์ชิ้นนั้นมา พวกเขาก็เดินทางไปขัดขวางในวันที่เซดริกลงแข่งขันเวทไตรภาคีในรอบแรกและไม่ให้เขาขโมยไข่มังกรได้สำเร็จ

Jul 24, 2015

Harry Potter and the Deathly Hallows (Harry Potter #7)


ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Deathly Hallows
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ


Harry is waiting in Privet Drive. The Order of the Phoenix is coming to escort him safely away without Voldemort and his supporters knowing - if they can. But what will Harry do then? How can he fulfil the momentous and seemingly impossible task that Professor Dumbledore has left him?




REVIEW

ภาคีมาหาแฮร์รี่เพื่อพาตัวเขาไปยังที่หลบภัย บ้านโพรงกระต่ายคือสถานที่นัดพบ และแฮร์รี่ทั้งเจ็ดเป็นเหยื่อล่อที่ทำให้ผู้เสพความตายสับสน เมื่อแฮร์รี่ไปถึงบ้านโพรงกระต่ายอย่างปลอดภัย นั่นทำให้เขาเริ่มวางแผนเพื่อออกตามหาฮอร์ครักซ์ร่วมกับรอนและเฮอร์ไมโอนี่ และเมื่องานแต่งงานของบิลและเฟลอร์ถูกขัดจังหวะจากผู้เสพความตาย แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่จึงหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่บ้านของซีเรียส หลังจากที่พวกเขาทั้งสามคนปลอมตัวเข้าไปในกระทรวงเวทมนตร์เพื่อขโมยล็อกเกตที่แท้จริงออกมาแล้ว พวกเขาก็ต้องหลบหนีซ่อนตัวตามสถานที่ต่างๆ และในขณะที่รอนปลีกแยกออกจากการเดินทางด้วยเหตุผลส่วนตัว แฮร์รี่และเฮอร์ไมโอนี่ได้เดินทางกลับไปยังก็อดดริก ฮอลโลว์ บ้านเกิดของแฮร์รี่นั่นเอง

กวางสาวปราฏตัวขึ้นทำให้แฮร์รี่ค้นพบดาบของกริฟฟินดอร์และทำลายฮอร์ครักซ์ได้สำเร็จ รวมไปถึงการกลับมาของรอน ดังนั้นพวกเขาทั้งสามจึงออกเดินทางกันต่อแต่ก็ถูกจับตัวไปยังคฤหาสน์มัลฟอยด์ ที่นั่นพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากด็อบบี้ให้หลบหนีออกมาได้ แต่นั่นก็ต้องแลกด้วยชีวิตของเอลฟ์ประจำบ้านเช่นเดียวกัน แฮร์รี่วางแผนที่จะปล้นกริงกอตส์หลังจากนั้นเพื่อขโมยถ้วยของฮัฟเฟิลพัฟออกมา

แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่หวนกลับคืนสู่ฮอกวอตส์ที่ซึ่งฮอร์ครักซ์ชิ้นสุดท้ายซ่อนอยู่ ที่นั่นแฮร์รี่ได้ตามหารัดเกล้าของเรเวนคลอร์จนเจอและได้ทำลายมันพร้อมๆกับถ้วยของฮัฟเฟิลพัฟ การตายของสเนปทำให้แฮร์รี่รู้ความจริงว่าวิญญาณส่วนสุดท้ายของโวลเดอมอร์อยู่ในตัวของเขา และทางเดียวที่เขามี ก็คือ...เขาจะต้องตาย... ดังนั้นแฮร์รี่จึงเดินทางออกสู่ป่าต้องห้ามเพื่อเผชิญหน้ากับความตายครั้งสุดท้ายของเขา แต่โชคดีที่เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของโวลเดอมอร์นั้นบรรจุเวทมนตร์ของลิลลี่และปกป้องแฮร์รี่เอาไว้ ทำให้แฮร์รี่ไม่ตายจากเงื้อมือของโวลเดอมอร์

แฮร์รี่โค่นล้มโวลเดอมอร์ได้สำเร็จ และสิบเก้าปีผ่านไป...ลูกๆของเขากับจินนี่ได้เดินทางขึ้นรถไฟเพื่อไปสู่ฮอกวอตส์ ที่นั่นแฮร์รี่ได้พบกับรอนและเฮอร์ไมโอนี่ และแผลเป็นของเขาก็ไม่เคยเจ็บอีกหลายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

.................................................................

อ่านไปร้องไห้ไป หัวเราะไป ยิ้มทั้งน้ำตาก็มี ... อ่านจบแล้วก็กอดหนังสือไว้แนบอก ในใจคิดว่า...มันจบแล้วสินะ... มันเป็นความรู้สึกที่ตื้นตันที่ได้เดินทางมาไกลขนาดนี้ สำหรับ Deathly Hallows เล่มนี้ บทที่เราชอบมากที่สุดก็คือ The Prince's Tale ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเชือดเฉือนหัวใจเรามากขนาดไหน และตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น เซเวอร์รัส สเนป คำพูดแต่ละคำที่เขาพูดออกมา โดยเฉพาะตอนที่ดัมเบิลดอร์ถามว่า "After all this time?" แล้วสเนปตอบกลับไปว่า "Always" คือเราอยากจะบอกว่า ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ทำให้ใจเรากระตุกมากมายขนาดนี้ ไม่ต้องพล่ามบทบรรยายเยอะๆหรือบิวท์อารมณ์มาหลายเล่ม แค่บทเดียวก็เอาอยู่แล้วสำหรับฝีมือของเจเคโรว์ลิ่ง

...เราโตมาพร้อมกับหนังสือชุดนี้ และยังจำได้ดีว่าการค้างเติ่งในช่วงที่กว่าแต่ละเล่มจะออกเป็นยังไง มีอยู่ครั้งนึงตอนเล่ม 6 ออกใหม่ๆแล้วเรายังไม่ได้อ่าน ไปโรงเรียน...มีเพื่อนคนนึงเดินดุ่มๆเข้ามาหาแล้วบอกเราว่า "ดัมเบิลดอร์ตายนะ" เรานี่อึ้ง ! ตัวชา ยืนเคารพธงชาติด้วยอารมณ์แบบว่า ... นี่มันไม่จริงใช่มั้ย เพื่อนคนนั้นต้องอำเราแน่ๆ ... จนเราได้อ่านเล่ม 6 จริงๆนั่นแหละ มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บ...แต่ก็ต้องยอมรับ เราเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเจเคโรว์ลิ่งว่าที่เธอพยายามกำจัดตัวละครที่คอย support แฮร์รี่เพราะเธอต้องการให้เขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เด็ดเดี่ยวอยู่บนขาสองข้างของตัวเองได้ ถ้าดัมเบิลดอร์และซีเรียสยังอยู่ แฮร์รี่ก็อาจจะไม่ได้เฉียบคมอย่างในเล่มนี้ก็เป็นไปได้

เราโกรธฉบับแปลไทยมากๆ ครั้งแรกที่ได้อ่าน (ตอนนั้นอยู่ม.1ละมั้ง) เราได้อ่านต้นฉบับมาก่อนแล้ว ช่วงนั้นถ้าจำไม่ผิดซีเอ็ดนำ Hardcover เข้ามาขายก่อนที่ฉบับแปลไทยจะออก แล้วเราก็ซื้อมาอ่านสองคนกับเพื่อน แปลออกบ้างไม่ออกบ้างตามประสาเด็กๆ แต่ที่เราโกรธเคืองสนพ.มากๆก็คือเล่มนี้ฉบับแปลไทย...มีจุดบกพร่องเกิดขึ้นมากมาย ไม่รู้ว่าทางผู้แปลรีบหรือสนพ.เร่งที่จะออกหนังสือ ทำให้จุดบกพร่องที่เราเห็นชัดๆก็คือในตอนท้ายเล่มที่เสนปใกล้ตายแล้วบอกแฮร์รี่ว่า "Look at me" ฉบับแปลไทยแปลว่า "ดูฉันด้วย" เรานี่ถึงกับอุทานออกมาว่าอะไรวะ !!! คือมันเป็นช่วงที่สเนปต้องการมองตาแฮร์รี่เพื่อที่จะรู้ว่าเขากำลังจะตายไปพร้อมกับการมองตาของลิลลี่เป็นครั้งสุดท้าย ดังนั้นคำว่า "ดูฉันด้วย" มันคงไม่เหมาะเท่าไร ซึ่งรู้เลยว่าเล่มนี้น่าจะใช้คนแปลหลายคน เพราะภาษาที่ใช้ไปคนละทิศคนละทางมาก

มีจุดหนึ่งเราคาใจเรานิดๆ อ่านจบแล้วต้องเสริจหาข้อมูลเพิ่มเติมในเน็ต เพื่อที่จะขยี้ตรงจุดนั้นให้ชัดเจนและได้รู้ว่า...แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นตอนโวลเดอมอร์เสกคาถาเพื่อฆ่าแฮร์รี่ในป่า ?...

"What exactly happened when Voldemort used the Avada Kedavra curse on Harry in the forest?" 
Again, Voldemort violated deep laws of magic he did not understand, but there is more to it than that. 
Having taken Harry’s blood into himself, Voldemort is keeping alive Lily’s protective power over Harry. So Voldemort himself acts almost like a Horcrux for Harry – except that the power of Lily’s sacrifice is a positive force that not only continues to tether Harry to life, but gives Voldemort himself one last chance (Dumbledore refers to this last hope in chapter 35). Voldemort has unwittingly put a few drops of goodness back inside himself; if he had repented, he could have been healed more deeply than anyone would have supposed. But, of course, he refused to feel remorse.
Voldemort is also using the Elder Wand - the wand that is really Harry’s. It does not work properly against its true owner; no curse Voldemort casts on Harry functions properly; neither the Cruciatus curse nor the Killing Curse. The Avada Kedavra curse, however, is so powerful that it does hurt Harry, and also succeeds in killing the part of him that is not truly him, in other words, the fragment of Voldemort’s own soul still clinging to his. The curse also disables Harry severely enough that he could have succumbed to death if he had chosen that path (again, Dumbledore says he has a choice whether or not to wake up). But Harry does decide to struggle back to consciousness, capitalises on Lily’s ‘escape route’, and pulls himself back to the realm of the living. 
It is important to state that I always saw these kinds of magic (the very deepest life and death issues) as essentially un-scientific; in other words, there is no “Elder Wand + Lily’s Blood = Assured Survival” formula. What count, ultimately, are Harry and Voldemort’s own choices.
They have each been given certain weapons and safeguards, but the power of these objects and past happenings lie in how they are understood, and how they are used or enacted upon. Harry has a deeper and truer understanding of the meaning of the objects and past events, but his greatest powers, those that save him, are free will, courage and moral certainty."
สรุปว่าเล่มนี้เป็นเล่มจบที่ปิดซีรีย์ชุดนี้ได้อย่างเพอร์เฟ็คที่สุด นักอ่าน(อย่างเรา)คงไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว นอกจากมุมสบายๆและเวลาว่างเยอะๆเพื่อที่จะได้กลับไปดื่มด่ำกับแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่ม 1 ใหม่อีกครั้ง ....

คะแนน 10/10


Jul 23, 2015

Very Good Lives: The Fringe Benefits of Failure and the Importance of Imagination


ชื่อเรื่อง Very Good Lives
ผู้แต่ง J.K. Rowling
สำนักพิมพ์ Little, Brown and Company

เรื่องย่อ

In 2008, J.K. Rowling delivered a deeply affecting commencement speech at Harvard University. Now published for the first time in book form, Very Good Lives offers J.K. Rowling’s words of wisdom for anyone at a turning point in life, asking the profound and provocative questions: How can we embrace failure? And how can we use our imagination to better both ourselves and others?

Drawing from stories of her own post-graduate years, the world-famous author addresses some of life’s most important issues with acuity and emotional force.

REVIEW

เป็นหนังสือที่คมมาก ช่วงแรกๆแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน ความล้มเหลว การจินตนาการและจุดพลิกผันของชีวิตที่ใครๆก็คาดไม่ถึง ชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อน บางครั้งคุณอาจควบคุมมันไม่ได้ แต่มนุษย์อย่างเราๆรู้ว่าจะเอาชีวิตรอดจากมันมาได้ยังไง และการหลอกตัวเองว่าเรื่องยุ่งๆจะจบสวยเหมือนกับในนิทาน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น ก็ไม่ได้ช่วยอะไรอีกเช่นเดียวกัน

พอมาถึงในช่วงท้ายก็เริ่มเข้าสู่การกล่าวถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และจากการทำงานของเจเคโรว์ลิ่งทำให้เธอได้เห็นผู้คนมากมายที่ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมา และเธอยังได้พูดอีกว่าเราไม่ได้ต้องการเวทมตร์บนโลกใบนี้หรอก แต่เรามีพลังอยู่ในตัวเราเรียบร้อยแล้ว เรามีพลังที่จะคิดถึงในสิ่งที่ดีกว่า เธอได้ปลูกฝังให้รู้สึกการใช้จินตนาการเพื่อสัมผัสคนอื่น ได้รู้ว่าพวกเขารู้สึกยังไง

ยิ่งอ่านยิ่งชอบ จนต้องกลับไปอ่านซ้ำใหม่ คำพูดของเธอไม่ได้เรียบเป็นเส้นตรงและมันมี volume ที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองสามารถรับมือกับความล้มเหลวได้ดีขึ้นหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว นอกจากนี้...เรายังรู้สึกชอบคำพูดของเจเคโรว์ลิ่ง ตรงที่เธอไม่ได้เริ่มต้นประโยคว่า 'พวกคุณต้อง...' อย่างที่บางคนนิยมใช้คำพูดพวกนี้ในกล่าวเปิดงานต่างๆ ซึ่งเราคิดว่ามันคล้ายกับการตีกรอบอนาคตไปในตัว 'พวกคุณต้องเป็นคนดีของประเทศชาติ' ใช่ ! คุณพูดถูกต้อง แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่กลวง ผ่านไปสองสามวันก็ลืมหมดแล้ว แต่ถ้ามองในแง่กลับกันว่า...หากลองใช้คำพูดที่ทิ้งแง่คิด คำพูดธรรมดาๆนี่แหละ ที่ทำให้เราเริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองหลังฟังจบว่า 'เออ มันก็จริงนี่นา !?' เราว่ามันจะดีกว่าเยอะเลย

เจเคโรว์ลิ่งเธอมีความสามารถที่จะขัดเกลาคำพูดธรรมดาๆให้ออกมาไม่ธรรมดา บทความไม่กี่หน้าแต่ทำให้เรารู้สึกได้อะไรมากกว่านั้น สุดยอดจริงๆ ... อ่านไปก็ขำกิ๊กๆตรงมุกแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เธอยิงมาได้ถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะตอนท้ายนี่เราขำก๊ากเลย
"They are my children's godparents, the people to whom I've been able to turn in times of trouble, people who have been kind enough not to sue me when I took their names for Death Eaters."
ที่จริงหนังสือเล่มนี้คือ Commencement ตั้งแต่ปี 2008 โน่นแน่ะ แต่สนพ.เพิ่งจะเอามาตีพิมพ์ปีนี้ เห็นบอกว่ารายได้ทั้งหมดจะเข้ามูลนิธิ Lumos เพื่อช่วยเหลือเด็กๆที่ประสบความยากจน บกพร่อง ตามประเทศต่างๆ (ตามที่กล่าวไว้ท้ายเล่ม)
คะแนน 8.5/10

Jul 7, 2015

Harry Potter and the Half-Blood Prince (Harry Potter #6)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Half-Blood Prince
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ


The war against Voldemort is not going well; even Muggle governments are noticing. Ron scans the obituary pages of the Daily Prophet, looking for familiar names. Dumbledore is absent from Hogwarts for long stretches of time, and the Order of the Phoenix has already suffered losses.
And yet…

As in all wars, life goes on. Sixth-year students learn to Apparate — and lose a few eyebrows in the process. The Weasley twins expand their business. Teenagers flirt and fight and fall in love. Classes are never straightforward, though Harry receives some extraordinary help from the mysterious Half-Blood Prince.

So it’s the home front that takes center stage in the multilayered sixth installment of the story of Harry Potter. Here at Hogwarts, Harry will search for the full and complex story of the boy who became Lord Voldemort — and thereby find what may be his only vulnerability.

REVIEW

การเรียนในชั้นปีที่หกของแฮร์รี่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่เรื่องที่แฮร์รี่ถูกเรียกว่าผู้ถูกเลือก และข่าวการกลับมาของโวลเดอมอร์ที่ทำให้เกิดความหวาดผวาไปทั่วทุกหนแห่ง ศาสตราจารย์สลักฮอร์นเป็นผู้สอนวิชาปรุงยาในฮอกวอตส์ปีนี้ ส่วนสเนปเป็นผู้สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดแทนอัมบริดจ์ที่ออกไปเมื่อปีที่แล้ว ทั้งแฮร์รี่ยังต้องไปพบกับดัมเบิลดอร์ตามเวลานัดเพื่อเรียนรู้จากความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดผ่านอ่างเพนซิฟ

ความทรงจำที่ดัมเบิลดอร์แสดงให้แฮร์รี่ดูคือจุดเริ่มต้นของทอม ริดเดิ้ล กระทั่งเขากลายมาเป็นโวลเดอมอร์ในปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้ว...แฮร์รี่ยังกุมความลับเกี่ยวกับหนังสือของเจ้าชายเลือดผสมที่เขาค้นพบโดยบังเอิญ รวมถึงคาถาและทริคการปรุงยาต่างๆมากมายในนั้น สิ่งที่คาใจแฮร์รี่อยู่ตลอดเวลาก็คือพฤติกรรมลับๆล่อๆการมัลฟอยและการสุมหัวกับสเนปที่แฮร์รี่คิดว่าทั้งคู่ต้องกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ แต่ไม่มีใครเชื่อเขาเพราะสเนปคือคนที่ดัมเบิลดอร์ไว้ใจ

การตามหาความทรงจำที่ขาดหายไปของซลักฮอร์นทำให้แฮร์รี่ต้องใช้เล่ห์กลเพื่อนำความทรงจำที่แท้จริงของศาสตราจารย์กลับมาให้ได้ และเขาได้มาแล้ว...มันคือการปลดล็อคจิ๊กซอว์ส่วนสุดท้ายที่ชี้ไปยังส่วนที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เมื่อโวลเดอมอร์อาศัยความรู้ที่เขาได้จากซลักฮอร์นในการสร้างฮอว์ครักซ์ขึ้นมา เขาไม่ได้แค่ตัดแบ่งวิญญาณของเขาออกเป็นสองส่วน แต่โวลเดอมอร์ฉีกกระชากวิญญาณของเขาออกเป็นทั้งหมดเจ็ดส่วนด้วยกัน และแต่ละครั้งต้องแลกมาด้วยการสังเวยชีวิตของเหยื่อ

และนั่นคือภารกิจใหม่ของแฮร์รี่และดัมเบิลดอร์ในการตามหาฮอว์ครักซ์ทั้งหกชิ้นให้พบ เมื่อชิ้นที่เจ็ดคือตัวของโวลเดอมอร์เองที่ต้องถูกกำจัดเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งก่อนหน้านั้นฮอว์ครักซ์ทั้งสองชิ้นก็ถูกทำลายไปแล้ว ก็คือ...สมุดบันทึกของริดเดิ้ลและแหวนประจำตระกูล ดัมเบิลดอร์พาแฮร์รี่ไปยังถ้ำที่ซ่อนฮอว์ครักซ์ชิ้นที่สามอยู่ ที่นั่นดัมเบิลดอร์ต้องดื่มยาพิษเพื่อนำล็อกเก็ตออกมา เมื่อแฮร์รี่พาดัมเบิลดอร์กลับมายังฮอกวอตส์ ตรามารถูกเสกขึ้นบนท้องฟ้า ดัมเบิลดอร์และแฮร์รี่ติดอยู่บนหอคอยที่ผู้เสพความตายกำลังบุกทะลวงขึ้นมา และนั่นคือหนทางที่นำไปสู่การตายของดัมเบิลดอร์ด้วยน้ำมือของเจ้าชายเลือดผสม ซึ่งก็คือสเนปนั่นเอง

หลังจากพิธีฝังศพดัมเบิลดอร์ แฮร์รี่ตัดสินใจที่จะทำเป้าหมายของเขาให้สำเร็จ เขาจะตามหาฮอว์ครักซ์ทั้งสี่ชิ้นให้พบ เพราะล็อกเก็ตที่เขาไปเอามาปรากฏว่าเป็นของปลอม และแฮร์รี่ก็พบว่าเพื่อนสนิททั้งสองคนของเขา รอนและเฮอร์ไมโอนี่ ยินดีที่จะร่วมเดินไปพบถนนสายนี้กับเขาไม่ว่าจะมีอะไรรออยู่เบื้องหน้าก็ตาม...

..............................................

จำได้ว่าอ่านแล้วเล่มนี้ตอนป.6 แล้วไม่กล้าหยิบมาอ่านอีกเลย เพราะเป็นเล่มที่อ่านถึงตอนจบแล้วรู้สึกเศร้า รู้สึกว่ามันเป็นการสูญเสียที่เปล่าประโยชน์ ทั้งนั้นเรายังไม่เข้าใจแรงจูงใจของตัวละครอย่างโวลเดอมอร์ อะไรทำให้เขาต้องทำถึงขนาดนั้น ความเชื่อมโยงในอดีตอันแสนซับซ้อนของเขามันจำเป็นด้วยหรือที่เจเคจะต้องเล่าออกมาหมดในเล่มนี้ ตอนนั้น(ด้วยความที่ยังเด็ก)เลยไม่เข้าใจอะไรพวกนี้ เพราะอยากจะอ่านแต่ฉากต่อสู้ การเสกคาถาใส่กัน ซึ่งในเล่มนี้มันโดนความดาร์คกลบไปจนเกลี้ยงเลยจริงๆ

และความดาร์คในเล่มนี้นี่แหละที่พอโตขึ้นแล้วเรากลายเป็นชอบมากๆ พอเราโต มุมมองในการมองโลกก็เริ่มแตกต่างออกไป เราเข้าใจโวลเดอมอร์ เห็นเหตุจูงใจและความชิงชังต่อตระกูลที่ทำให้เขากลายเป็นเลือดผสม ปมด้อยที่คาใจเขามาโดยตลอด การถูกแม่ทิ้งไว้ในบ้านเด็กกำพร้า มันมากพอที่จะทำให้เด็กคนนึงเกิดความสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบและตัดสินใจที่จะแสวงหาคำตอบนั้นด้วยตัวเอง ความทะเยอทะยานที่มากเกินพอดีนำไปสู่เส้นทางที่ผิดพลาด และทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ส่งผลมาถึงแฮร์รี่ ... พอเราอ่านมาถึงจุดนี้และดึงประเด็นนี้ออกมานั่งมอง มันทำให้เรานับถือเจเคจริงๆที่เธอวางปมเหล่านี้มาอย่างแยบยลตั้งแต่เล่มแรกๆ และมันเป็นการวางพลอตเรื่องที่เรารู้สึกว่าเรียบรื่น ไม่รู้สึกเหมือนเพิ่งแต่งขึ้นมาสดๆร้อนๆเพื่อกลบช่องโหว่ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินเรื่อง

ไม่รู้จะเขียนอะไรนอกจาก...การใช้เวลาไปกับแฮร์รี่มันเป็นช่วงที่เราคิดว่าคุ้มค่ามากที่สุดแล้ว และคิดว่าเมื่อเราอ่านเล่มหน้า(ซึ่งเป็นเล่มจบ)จบแล้ว เราคงจะต้องหยิบเล่มแรกขึ้นมาอ่านใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อยๆ...

...แอบคิดว่าตอนเล่ม 5 ต้องมีคนบ่นให้เจเคฟังแน่ๆว่าเธอดำเนินเรื่องช้าไปหน่อย พอมาถึงเล่มนี้เราก็รู้สึกว่าจังหวะในการเล่าเรื่องเริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่เอื่อยเหมือนเล่มที่แล้ว...

คะแนน 9.5/10


Jun 23, 2015

Harry Potter and the Order of the Phoenix (Harry Potter #5)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Order of the Phoenix
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ


There is a door at the end of a silent corridor. And it’s haunting Harry Potter’s dreams. Why else would he be waking in the middle of the night, screaming in terror?

Here are just a few things on Harry’s mind:
• A Defense Against the Dark Arts teacher with a personality like poisoned honey
• A venomous, disgruntled house-elf
• Ron as keeper of the Gryffindor Quidditch team
• The looming terror of the end-of-term Ordinary Wizarding Level exams

…and of course, the growing threat of He-Who-Must-Not-Be-Named. In the richest installment yet of J. K. Rowling’s seven-part story, Harry Potter is faced with the unreliability of the very government of the magical world and the impotence of the authorities at Hogwarts.

Despite this (or perhaps because of it), he finds depth and strength in his friends, beyond what even he knew; boundless loyalty; and unbearable sacrifice.

Though thick runs the plot (as well as the spine), readers will race through these pages and leave Hogwarts, like Harry, wishing only for the next train back.

REVIEW

ในฤดูร้อนแฮร์รี่ถูกผู้คุมวิญญาณโจมตีและทำให้เขาต้องใช้คาถาผู้พิทักษ์ต่อหน้าดัดลีย์ แฮร์รี่ต้องรอฟังคำพิพากษาจากกระทรวงที่กำลังมาถึง ในระหว่างนั้น ภาคีนกฟินิกซ์ได้มารับเขาให้ไปอาศัยอยู่กับซิเรียส แบล็ค ที่นั่นแฮร์รี่ถึงรู้ว่าคนรู้จักของเขาได้สร้างสมาคมลับๆขึ้นเพื่อรับมือกับการกลับมาของโวลเดอมอร์ เพื่อวันตัดสินมาถึงและแฮร์รี่พ้นข้อกล่าวหาภายใต้ความช่วยเหลือจากดัมเบิลดอร์ แฮร์รี่จึงกลับไปเรียนที่ฮอกวอตส์ได้ตามปกติ ซึ่งปีนี้โรงเรียนได้การเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยแฮกริดหายตัวไป พร้อมกับการปรากฏตัวของยัยคางคกแก่อัมบริดจ์ที่ทำให้แฮร์รี่โดนลงโทษหลายต่อหลายครั้งและโดนสั่งแบนไม่ให้เขาเล่นควิดดิชตลอดระยะเวลาการศึกษา

การสอบ O.W.L กำลังจะมาถึงและนั่นทำให้อัมบริดจ์เข้มงวดกับโรงเรียนมากขึ้น แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือหล่อนต้องการใช้อำนาจของกระทรวงในการควบคุมความเคลื่อนไหวภายในโรงเรียน ฟัดจ์ปฏิเสธความจริงต่อหน้าหนังสือพิมพ์ว่าคนที่คนก็รู้ว่าใครได้หวนกลับมาเพื่อที่รัฐมนตรีจะได้ไม่สูญเสียอำนาจของเขาไปจากความผิดพลาดครั้งนี้ รวมถึงบิดเบียนข่าวการแหกคุกของนักโทษอัซคาบัน อัมบริดจ์ใช้สิทธิพิเศษของเธอทำให้ทั้งโรงเรียนปั่นป่วน ในระหว่างที่แฮร์รี่ทนทุกข์กับความฝันครั้งแล้วครั้งเล่า เขารู้สึกว่าในนั้นเขาเป็นส่วนหนึ่งของโวลเดอมอร์อย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังจากนั้นสเนปจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแฮร์รี่โดยสอนการสกัดใจให้กับเขา

แฮร์รี่ค้นพบความจริงอันน่าละอายเกี่ยวกับตัวตนของเจมส์ พอตเตอร์ในอดีต ซึ่งก่อให้เกิดคำถามมากมายว่าแท้จริงแล้วพ่อของเขาทำตัวร้ายกาจกับสเนปมาตลอดจริงหรือ ? นำไปสู่สถานการณ์ที่แฮร์รี่ต้องสืบหาความจริงจากซิเรียส อัมบริดจ์รู้ทันแผนการณ์ทั้งหมดและพยายามจะจับแฮร์รี่ให้ได้ จนกระทั่งกองทัพดัมเบิลดอร์ที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นมาถูกเปิดโปง และดัมเบิลดอร์ถูกอัมบริดจ์ยึดอำนาจการเป็นอาจารย์ใหญ่ แฮกริดถูกตามล่า และเมื่อความฝันมาเยือนแฮร์รี่อีกครั้งว่าซีเรียสตกอยู่ในอันตรายจากโวลเดอมอร์ ทำให้เขาต้องเร่งเดินทางไปยังกระทรวงเวทมนตร์ให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยชีวิตพ่อทูนหัวของเขาเอาไว้ให้ได้

และนั่นก็เป็นแผนลวงที่โวลเดอมอร์ได้วางเอาไว้เพื่อล่อให้แฮร์รี่มาติดกับและหยิบลูกแก้วพยากรณ์ไปจากชั้นวาง ซึ่งในนั้นบรรจุคำพยากรณ์เกี่ยวกับตัวเขาเอาไว้ การต่อสู้ระหว่างแฮร์รี่ รอน เฮอร์ไมโอนี่ จินนี่ เนวิลล์และลูน่ากับเหล่าผู้เสพความตายจึงปะทุขึ้นท่ามกลางกองปริศนา เมื่อภาคีนกฟินิกซ์ปรากฏตัวและช่วยชีวิตแฮร์รี่เอาไว้ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นทำให้ซีเรียสพลาดท่าเบลลาทริกซ์และถูกฆ่าตายต่อหน้าแฮร์รี่ ในไม่ช้า...ดัมเบิลดอร์ก็มาถึงและต่อสู้กับโวลเดอมอร์อย่างสูสี

โวลเดอมอร์พยายามจะเข้าสิงร่างแฮร์รี่อีกครั้งภายหลังการต่อสู้สิ้นสุดลง และแฮร์รี่สามารถขจัดเขาออกไปจากใจได้สำเร็จในคราวนี้ ฟัดจ์และเหล่าพ่อมดแม่มดเดินทางมาถึงยังกระทรวงเพื่อที่จะพบถึงหลักฐานว่าโวลเดอมอร์ได้หวนกลับมาแล้ว เมื่อแฮร์รี่ปลอดภัยอยู่ในฮอกวอตส์ ดัมเบิลดอร์ได้เล่าความจริงเกี่ยวกับความพยากรณ์ที่หายไปให้แฮร์รี่ฟังว่าเขาเกิดมาเพื่อโค่นล้มเจ้าแห่งศาสตร์มืด และจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะอยู่รอด จะไม่มีทางที่สองคนนี้อยู่ร่วมกันได้ และเมื่อโวลเดอมอร์สร้างสัญลักษณ์บนตัวของเขา นั่นจะทำให้พวกเขามีพลังเท่าเทียมกันในท้ายที่สุด...

......................................................................

เล่มนี้อ่านแล้วจะรู้สึกได้ว่าอารมณ์ตัวละครเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาตลอด โดยเฉพาะแฮร์รี่ที่เริ่มโกรธคนรอบข้างและมีการใส่อารมณ์ไปในความพูดบ้างบางครั้ง แต่เจเคทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ได้แก่เกินวัยสักเท่าไร ด้วยอายุที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น จึงไม่แปลกที่ตัวละครจะอารมณ์รุนแรง รักแรงเกลียดแรง และนั่นคือจุดเด่นของนิยายเล่มนี้...

เนื้อเรื่องในเล่ม the Order of the Phoenix มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ปูพื้นไปสำหรับ 2 เล่มสุดท้ายค่อนข้างชัดเจน เราจะเห็นได้จากคำพยากรณ์ตอนท้ายที่กรุยทางอย่างสวยงามให้กับเล่มต่อๆไป คนอ่านจะเดาได้ว่าการปราบโวลเดอมอร์มันต้องไม่ง่ายแน่นอน และมันน่าจะมีอะไรมากกว่าการเปิดศึกกันตรงๆ พออ่านเล่มนี้จบแล้วจะรู้สึกลุ้นว่าเนื้อเรื่องเล่มต่อไปจะถูกกระแทกไปในทิศทางไหน และจะจบลงยังไง แต่เจเคก็ได้พิสูจน์แล้วว่าความคิดของเธออยู่เหนือจินตนาการของคนอ่านหลายล้านคนจริงๆ ไม่มีใครคาดเดาตอนจบได้ว่าเธอจะผูกเอาตำนานของสามพี่น้องเพฟเวอเรลล์เข้ามามีส่วนร่วมมากขนาดนี้ (ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้เราขนลุกตอนอ่าน the Deathly Hallows มารอบนึงแล้ว)

จุดที่เราไม่ค่อยชอบก็คือ...การดำเนินเรื่องค่อนข้างอืดและช้า ถ้าเทียบสี่เล่มก่อนหน้า มีจังหวะที่รู้สึกหน่วงๆ ง่วงๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะอ่านต่อจนต้องหยิบหนังสือเล่มอื่นมาอ่านคั่น เราเลยคิดว่าเล่มนี้ไม่ได้รู้สึกว๊าวอะไรมากมายเท่าสี่เล่มก่อนหน้านี้เท่าไร แต่ถ้าคิดในแง่ที่ว่ามันคงไม่ยุติธรรมที่จะเอ่ยปากมาว่า...'เล่มนี้สนุกน้อยที่สุด' เรากลับคิดว่า...ถ้าไม่มีเล่มนี้ นิยายชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็คงไม่สมบูรณ์ เพราะ the Order of the Phoenix คือสะพานแขวนเส้นใหญ่ที่จะทอดต่อไปยังบทสรุปส่งท้ายในอีกสองเล่มต่อไป

ตัวละครที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คงเป็น...โดโลเรส อัมบริดจ์ เรามีความรู้สึกที่ว่า...ทำไมเธอช่างน่าเกลียดและทุเรศขนาดนี้ เรานี่อยากจะเข้าไปบีบคอเธอจริงๆตลอดที่อ่านทั้งเล่ม เจเคดีไซน์คาแรคเตอร์ของโดโลเรสไม่ให้เลวร้ายจากสันดานและทะเยอทะยานเหมือนโวลเดอมอร์ แต่เธอทำให้โดโลเรสกลายเป็นหญิงแก่ที่แสดงกิริยาที่น่าหมั่นไส้ออกมา และสามารถที่จะเข้าถึงความรู้สึกของนักอ่านส่วนมากได้ เพราะคนแบบโดโลเรสนี่แหละ ที่เราสามารถพบเจอในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน มันเป็นนิสัยคนใกล้ตัวที่เราล้วนแต่ชิงชัง จึงไม่น่าแปลกใจที่นักอ่านหลายคน(รวมทั้งเรา)จะซ้อนทับภาพของโดโลเรสกับคนในชีวิตจริงที่มีนิสัยใกล้เคียงกับเธอและก่อให้เกิดความเกลียดชังนักหนา

การสูญเสียในเล่มนี้ เจเคทำให้เรารู้สึกว่ามันคือการสูญเสียจริงๆ ไม่ใช่การเสียสละละทิ้งตัวละครเพื่อสร้าง impact ให้แก่นิยายตัวเอง หรือทำให้นิยายดูมีอะไรๆขึ้นมา เรารู้เลยว่าในช่วง time gap ระหว่างเล่ม 4 และเล่ม 5 เจเคต้องแอบไปซุ่มวางแผนการเล่าเรื่องใหม่แน่ๆ เพราะเราสัมผัสได้ว่าเล่มนี้เนื้อเรื่องมันละเอียดยิบดีจริงๆ

ปล.เราว่าฉากในกระทรวงเวทมนตร์ตอนท้ายเป็นฉากเดียวที่พีคที่สุดในหนังสือเล่มนี้ละนะ

คะแนน 9/10


Jun 17, 2015

Harry Potter and the Goblet of Fire (Harry Potter #4)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ

Harry Potter and the Goblet of Fire is the pivotal fourth novel in the seven-part tale of Harry Potter’s training as a wizard and his coming of age. Harry wants to get away from the pernicious Dursleys and go to the International Quidditch Cup with Hermione, Ron, and the Weasleys. He wants to dream about Cho Chang, his crush (and maybe do more than dream). He wants to find out about the mysterious event involving two other rival schools of magic, and a competition that hasn’t happened for a hundred years. He wants to be a normal, fourteen-year-old wizard. Unfortunately for Harry Potter, he’s not normal — even by wizarding standards.

And in this case, different can be deadly.

REVIEW

การแข่งขันควิดดิชเวิร์ลคัพกลายเป็นบ่อเกิดของความยุ่งเหยิง ตรามารปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าและผู้เสพความตายปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่ต้องกลับไปเรียนฮอกวอตส์ในชั้นปีที่สี่ คราวนี้โรงเรียนกลายเป็นสถานที่จัดการประลองเวทไตรภาคี ถ้วยอัคนีที่ตั้งเอาไว้ในห้องโถงคือเครื่องมือที่ใช้เลือกผู้เข้าแข่งขันทั้งสามที่จะมาชิงชัยในเกมครั้งนี้ แต่เมื่อถึงเวลา...ไม่มีใครคาดฝันมาก่อนหลังจากที่ได้ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามเรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ เซดริก ครัมและเฟลอร์ กระดาษแผ่นที่สี่กลับลอยออกมาจากถ้วยพร้อมกับชื่อของ 'แฮร์รี่ พอตเตอร์'

การตกเป็นผู้เข้าแข่งขันคนที่สี่ของแฮร์รี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย รอนเมินใส่เขา และเมื่อภารกิจแรกมาถึง แฮร์รี่ต้องต่อสู้กับมังกรพันธุ์ฮังการีหางหนามและเอาไข่ทองคำเพื่อแก้ปริศนาที่ซ่อนอยู่ข้างใน เสียงร้องของชาวเงือกที่แว่วมาจากไข่บอกว่าของสำคัญจะถูกขโมยไปจากผู้เข้าแข่งขัน และแต่ละคนมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเพื่อเอาของสำคัญกลับคืนมา และนั่นคือภารกิจที่สอง แฮร์รี่ต้องดำดิ่งสู่ใต้น้ำเพื่อช่วยรอน เขาไม่ได้เพียงแต่ช่วยรอนไว้ได้เท่านั้น เขายังช่วยน้องของเฟลอร์ และนั่นทำให้แฮร์รี่ได้รับคะแนนพิเศษไป

การหายตัวของบาร์ตี้ เคร้าช์สร้างความพิศวงให้แก่แฮร์รี่ เมื่อเขากลับมาด้วยอาการวิกลจริต แฮร์รี่จึงได้รู้ว่าเคร้าช์ผู้ไม่เคยปราณีใครเคยจับลูกชายตัวเองส่งให้ผู้คุมวิญญาณภายใต้ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับผู้เสพความตาย และจากหลักฐานทั้งหมดรวมถึงคาคารอฟที่บอกว่าโวลเดอมอร์กำลังจะกลับมาทำให้แฮร์รี่โยงเรื่องทุกอย่างเข้ากับอาการเจ็บแปลบของแผลเป็นบนหน้าผากของเขา เมื่อภารกิจที่สามมาถึง...แฮร์รี่ต้องบุกเข้าไปในเขาวงกตเพื่อเอาถ้วยรางวัลที่ซ่อนอยู่ข้างในให้ได้ ผลสุดท้ายก็คือทั้งแฮร์รี่และเซดริกแตะถ้วยรางวัลพร้อมกัน ความเลวร้ายจึงมาเยือนเมื่อสถานที่ที่กุญแจนำทางพาพวกเขาไป ไม่ใช่ฮอกวอตส์ แต่เป็นสุสานของริดเดิ้ล ที่นั่นชีวิตของเซดริกได้จบลง และโวลเดอมอร์ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

ฟัดจ์ไม่เชื่อในคำสารภาพของแฮร์รี่เรื่องโวลเดอมอร์ แม้ว่าหลักฐานเรื่องที่บาร์ตี้คนลูกใช้น้ำยาสรรพรสในการปลอมตัวเป็นแมดอาย มู้ดดี้อยู่ตรงหน้าของเขาก็ตาม ดังนั้นดัมเบิลดอร์จึงตัดสินใจที่ยืนฝั่งตรงข้ามกับฟัดจ์ การตายของเซดริกก่อให้เกิดความโศกเศร้าทั่วทั้งฮอกวอตส์และดัมเบิลดอร์ตัดสินใจที่จะบอกความจริงเพื่อเคารพความทรงจำของเซดริดว่าแท้จริงแล้วเขาถูกโวลเดอมอร์ฆ่าตาย

.............................................................

#ทีม krumione (Viktor Krum & Hermione Granger) ก่อนอื่น...อยากจะบอกว่า ในหนังนี่เราเฉยๆกับครัมมากนะ แต่หนังสือนี่มันมุ๊งมิ๊งก๊าวใจวัยรุ่นมากมาย ชอบมากช่วงที่วิกเตอร์เรียกชื่อเฮอร์ไมโอนี่ไม่ชัดว่า Herm-Own-Ninny แล้วก็ตอนที่บอกว่า...เขาไม่เคยรู้สึกกับใครเหมือนกับที่รู้สึกกับเฮอร์ไมโอนี่ แล้วก็ที่มาห้องสมุดทุกวันนี่ก็เพื่อมาดักรอเฮอร์ไมโอนี่โดยเฉพาะเลย ไอ้เรานี่ก็นั่งฟินเหมือนได้อ่านนิยายโรมานซ์ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยิ้มกรุมกริ่มขนาดกินข้าวก็ยังยิ้มเพราะคิดถึงโมเมนต์พวกนี้ เอาล่ะ...เข้าเรื่องดีกว่า...

Goblet of Fire เป็นหนังสือที่อ่านแล้วลืมเวลา ลืมทุกอย่างรอบข้าง ต้องบอกเลยว่าสไตล์การเขียนของโรว์ลิ่งเจ๋งขึ้นกว่าสามเล่มก่อนหน้ามากๆ มีการเล่นคำ การเล่นเสียงที่ทำให้ภาพรวมของหนังสือออกมาดีขึ้นกว่าเดิม

เล่มนี้อ่านจบบอกเลยประทับใจมาก อิ่มเอิบกับทุกบทบาททุกรายละเอียด และการผูกเรื่องราวที่เราคิดว่าเนี๊ยบมากๆ มิตรภาพระหว่างแฮร์รี่ รอน เฮอร์ไมโอนี่ที่มันมาถึงคำว่า 'มองตากันก็เข้าใจ' รวมถึงเกมการแข่งขันที่ดีไซน์ออกมาได้สวยและลงตัวมากๆ เนื้อเรื่องมาถึงจุดที่ต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นและตัวละครก็โตเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะยอมรับมันและพร้อมจะเผชิญหน้ากับปัญหา ตอนจบทิ้งท้ายไว้สวย รู้สึกเต็มอิ่มกับทุกรายละเอียดที่อ่านเข้าไปตลอดทั้งเล่ม ถ้าเปรียบเทียบกับ 3 เล่มแรกที่ได้อ่านมา กลายเป็นว่าตอนนี้เราชอบเล่มนี้มากที่สุดไปแล้ว 555

พอถึงจุดนี้ อยากจะบอกว่า ... เจ เค โรว์ลิ่ง คุณเป็นนักเขียนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

คะแนน 10/10


Jun 11, 2015

Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (Harry Potter #3)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ

For twelve long years, the dread fortress of Azkaban held an infamous prisoner named Sirius Black. Convicted of killing thirteen people with a single curse, he was said to be the heir apparent to the Dark Lord, Voldemort.

Now he has escaped, leaving only two clues as to where he might be headed: Harry Potter’s defeat of You-Know-Who was Black’s downfall as well. And the Azkaban guards heard Black muttering in his sleep, “He’s at Hogwarts… he’s at Hogwarts.”

Harry Potter isn’t safe, not even within the walls of his magical school, surrounded by his friends. Because on top of it all, there may be a traitor in their midst.

REVIEW

นักโทษแหกคุกอย่าง ซีเรียส แบล็ค กลายเป็นอันตรายอันดับหนึ่งของแฮร์รี่ พอตเตอร์ หลังจากที่เขาต้องกลับเข้าเรียนในฮอกวอตส์อีกครั้งภายใต้มาตรการเข้มงวดที่ป้องกันโรงเรียนจากแบล็ค โดยมีผู้คุมวิญญาณรายล้อมอยู่รอบนอกคอยสังเกตการณ์และเฝ้าระวัง แฮร์รี่มีประสบการณ์อันเลวร้ายกับผู้คุมวิญญาณบนรถไฟนั่นจึงกลายเป็นความหวาดกลัวอันหนึ่งของเขาไปในตอนนี้ อาจารย์สอนป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่คือลูปิน ผู้ซึ่งสอนให้แฮร์รี่รู้จักการเสกคาถาผู้พิทักษ์และสามารถที่จะเผชิญหน้ากับผู้คุมวิญญาณ

การแข่งขันควิดดิชลุล่วงไปด้วยดีหลังจากที่แฮร์รี่พ่ายแพ้ในครั้งแรกเพราะผู้คุมวิญญาณที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของโรงเรียน แต่สองนัดหลังจากนั้นแฮร์รี่ก็สามารถตีเสมอสลิธีรินและเอาชนะได้ในที่สุด ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กริฟฟินดอร์ได้ครองถ้วยควิดดิช สิ่งที่คาใจสำหรับแฮร์รี่คือ...กริม... ลางร้ายในคาบทำนายโชคชะตาของทรีลอว์นีย์ เขาเห็นมันเพ่นพ่านอยู่ในบริเวณโรงเรียนในคราบของสุนัขสีดำตัวใหญ่ แล้วไหนจะเรื่องที่แบล็คสามารถบุกปราการเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นกริฟฟินดอร์ได้อีก สิ่งเหล่านี้ทำให้อาจารย์ในโรงเรียนต่างเพิ่มมาตรการป้องกันขึ้นกว่าเดิม

เมื่อฮิปโปกริฟฟ์ของแฮกริดถูกโทษประหาร เย็นวันนั้นแฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่เดินทางเพื่อไปพบแฮกริด ระหว่างขากลับเขาได้หมาสีดำตัวใหญ่ที่ลากรอนเข้าโพรงของต้นวิลโลว์ เมื่อแฮร์รี่และเฮอร์ไมโอนี่ตามไปช่วย พวกเขาจึงพบว่าหมาตัวนั้นคือซีเรียส แบล็คนั่นเอง แฮร์รี่ได้ฟังความจริงจากแบล็ค พ่อทูนหัวของเขา เขาจึงรู้ว่าในคืนที่พ่อแม่ของเขาถูกฆ่า เพ็ตติกรูว์ได้ทรยศหักหลังพ่อแม่ของเขาในฐานะผู้รักษาความลับ หลังจากที่แบล็คตามไล่ล่าเพ็ตติกรูว์นั้น เพ็ตติกรูว์ได้กลายร่างเป็นหนูแล้วทิ้งนิ้วไว้ให้คนอื่นเชื่อว่าเขาได้ตายไปแล้ว ซึ่งหนูตัวนั้นก็คือสแคบเบอร์ สัตว์เลี้ยงของรอนนั่นเอง การโยนของผิดไปให้แบล็คของเพ็ตติกรูว์นั้นทำให้แบล็คต้องติดคุกอัซคาบันเป็นเวลาหลายปี

ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดีเมื่อแบล็คกับลูปินร่วมมือกันจนจับเพ็ตติกรูว์ไว้ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะวันนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงที่ทำให้ลูปินต้องกลายเป็นมนุษย์หมาป่า ซีเรียส แฮร์รี่และเฮอร์ไมโอนี่ถูกผู้คุมวิญญาณโจมตีจนหมดสติไปและสเนปก็จับได้แบล็คส่งให้ทางการได้สำเร็จ แฮร์รี่และเฮอร์ไมโอนี่จึงหาทางเพื่อที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขเหตุการณ์ทั้งหมดใหม่อีกครั้งผ่านทางสร้อยคอของเฮอร์ไมโอนี่ที่เธอได้รับมาตอนต้นเทอม คราวนี้พวกเขาจึงช่วยทั้งบัคบีคและแบล็คให้รอดพ้นจากการถูกฆ่าได้สำเร็จ

..........................................................................

เล่มนี้แค่อ่านเฉพาะการแข่งควิดดิชก็สนุกจนจะเป็นบ้าแล้ว จำได้ว่าภาพยนตร์ตัดฉากควิดดิชออกไปสองฉาก เหลืออยู่ฉากเดียวตอนที่แฮร์รี่ร่วงลงมาจากไม้กวาดนั่นแหละ แต่ในหนังสือนี่จัดเต็ม โดยเฉพาะรอบชิง อ่านไปจิกเท้าไป ลุ้นมาก สนุกมาก ประหนึ่งขี่ไฟร์โบลต์ลงสนามซะเอง 555 เรามีความรู้สึกว่า Prisoner of Azkaban ลดความแฟนตาซีล้ำๆออกไปจากสองเล่มที่แล้วอย่างชัดเจน และใส่ความดาร์คเข้ามานิดหน่อยให้เนื้อเรื่องมันแลดูทะมึน ไม่ได้สดใสเหมือนกับสองเล่มก่อนหน้ามากนัก อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในเล่มนี้คือบรรยากาศที่ดูชื้นแฉะตลอดทั้งเรื่อง อ่านไปนี่ก็รู้สึกเย็นๆดีเพราะในหนังสือฝนตกบ่อยมากๆ

พูดเลยว่า Prisoner of Azkaban คือการกระโดดจาก Childrens มาเป็น Young Adult จะเห็นได้ก็ตรงที่ตัวละครไม่ได้โบกไม้กายสิทธิ์เพื่อร่ายเวทมนตร์ตลอดเวลาเหมือนกับสองเล่มแรกแล้ว แต่เล่มนี้เริ่มมีการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเข้ามาด้วย ความรัก ความโกรธ และมิตรภาพ ดังนั้นใครที่ติดใจกับสองเล่มแรกที่เสกคาถา ทำควิซ แก้ปริศนา เป็นอัศวินขี่ม้าขาวเพื่อไปช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก ก็อาจจะผิดหวังกับเล่มนี้ ขนาดเราอ่านจบมาหลายรอบ โดยเฉพาะรอบนี้ที่อ่านจบแล้วต้องนั่งกระพริบตารัวๆ รู้สึกแปลกๆว่าทำไมอารมณ์ตอนอ่านจบมันไม่ได้เห็นจะเหมือนกับสองเล่มที่แล้วหว่า? เราเลยนั่งนึกตั้งนานถึงรู้ว่าปัญหาของเราอยู่ตรงไหน...

แล้วเราก็รู้ว่าปัญหาของเราตลอดที่อ่านเล่มนี้คือการเทียบแต่ละฉากในหนังสือกับภาพยนตร์แบบฉากต่อฉากในหัว ซึ่งถ้าทำแบบนั้นแล้ว ทุกอย่างในหนังสือจะดูเบาไปหมดเลยทันที จำได้ว่าเราดูหนังภาคนี้ในโรง ตอนเดินออกมานี่เรารู้เลยว่านี่จะเป็นแฮร์รี่ภาคที่เราประทับใจที่สุด เพราะทุกอย่างมันแรง มันเข้มข้น ผู้กำกับอย่าง Alfonso Cuarón เราว่าเค้าเก่งเรื่องกระชากอารมณ์คนดู และใส่ลำดับเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่ามันพอดีลงตัวไปหมด ไม่มีตรงไหนขาดหรือเกินเลย น่าเสียดายที่ผกก.คนนี้กำกับแฮร์รี่ภาคนี้แค่ภาคเดียว (ใครพอจะนึกอารมณ์ของภาพยนตร์ไม่ออก เราแนะนำให้ลองไปดู Gravity แล้วจะรู้สึกว่าหนังอวกาศธรรมดา แต่ทำออกมาได้เข้มข้นเร้าใจมากๆ แม้ว่าเราจะชอบความล้ำของ Interstellar มากกว่าหน่อยก็เถอะ แต่ยกให้โนแลนเค้าไปเนอะ ผกก.ขึ้นหิ้งละคนนั้น  555)

คาแรคเตอร์ที่เราชอบมากที่สุดคือ ซีเรียส แบล็ค ... ผู้ชายธรรมดาที่ถูกใส่ร้าย โรว์ลิ่งเขียนบทออกมาได้ซาบซึ้งมากๆในจดหมายบทสุดท้ายที่แบล็คบอกกับแฮร์รี่ว่าเขาตามไปดูแฮร์รี่แข่งควิดดิชนะ เรานี่น้ำตาจะไหล ก็คอยจะนึกไปถึงภาคห้าอยู่เรื่อย ตอนที่นังเบลลาทริกซ์เสกอะวาดา-เค-ดาฟรา ตอนดูในโรงนี่แทบจะปาถังป็อปคอร์นใส่จอหนัง 555 แววตาของแบล็คตอนลมหายใจเฮือกสุดท้าย นี่มันแบบ ไม่นะ !!! ม่ายยยยยยยยยยย นี่ถ้าสามารถเลือกตัวละครที่ถูกฆ่าตายไปแล้วให้คืนชีพได้นะ เราจะเลือกซีเรียส แบล็คนี่แหละ ดัมเบิลดอร์แก่แล้วไม่เป็นไร อีกไม่นานก็ซี้แหงเนอะ 555 แต่คือ..แบล็คนี่เราอยากให้มาอยู่เป็นพ่อทูนหัวของแฮร์รี่ไปตลอดเลยจริงๆ #ร้องไห้แป๊บ #อินมาก

คะแนน 10/10


Jun 10, 2015

Harry Potter and the Chamber of Secrets (Harry Potter #2)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ


The Dursleys were so mean and hideous that summer that all Harry Potter wanted was to get back to the Hogwarts School for Witchcraft and Wizardry. But just as he’s packing his bags, Harry receives a warning from a strange, impish creature named Dobby who says that if Harry Potter returns to Hogwarts, disaster will strike.

And strike it does. For in Harry’s second year at Hogwarts, fresh torments and horrors arise, including an outrageously stuck-up new professor, Gilderoy Lockhart, a spirit named Moaning Myrtle who haunts the girls’ bathroom, and the unwanted attentions of Ron Weasley’s younger sister, Ginny.

But each of these seem minor annoyances when the real trouble begins, and someone — or something — starts turning Hogwarts students to stone. Could it be Draco Malfoy, a more poisonous rival than ever? Could it possibly be Hagrid, whose mysterious past is finally told? Or could it be the one everyone at Hogwarts most suspects… Harry Potter himself!

REVIEW

แฮร์รี่ พอตเตอร์ต้องเผชิญหน้ากับเอลฟ์ประจำบ้านที่บุกมาหาเขาถึงบ้านเดรอสลีย์เพื่อเตือนไม่ให้เขากลับไปยังฮอกวอร์ต ไหนจะเรื่องที่ประตูชานชาลาเก้าเศษส่วนสี่ปิดลงและขัดขวางไม่ให้เขากับรอนขึ้นรถไฟไปยังฮอกวอร์ตได้อีกล่ะ แฮร์รี่กับรอนจึงต้องขับรถบินได้มาถลาลงที่ต้นวิลโลว์อันเก่าแก่ของโรงเรียน โชคดีที่พวกเขาไม่ถูกไล่ออก ก่อนที่แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโมนี่จะค้นพบปริศนาใหม่ที่คนภายในโรงเรียนถูกสาปให้กลายเป็นหิน ! พร้อมกับตัวอักษรสีแดงบนผนังว่า 'ห้องแห่งความลับได้ถูกเปิดออกแล้ว'

แฮร์รี่สามารถพูดพาร์เซลเมาท์ได้ นั่นทำให้เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นทายาทแห่งสลิธีรีนผู้ชั่วร้ายที่เป็นผู้เปิดห้องแห่งความลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อแฮร์รี่พบกับสมุดบันทึกของทอม ริดเดิ้ลในห้องน้ำ เขาก็รู้ว่าเมื่อห้าสิบปีก่อน ห้องแห่งความลับถูกเปิดออกมาโดยฝีมือของแฮกริดและได้ปลดปล่อยสัตว์ร้ายน่ากลัวออกมาทำร้ายผู้คนในปราสาท แต่ทุกอย่างดูไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นแฮร์รี่จึงไปพบกับอาราก็อก แมงมุมที่แฮร์รี่ฟูมฟักเอาไว้ในปราสาทและถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์ร้ายที่สาปทุกคนให้กลายเป็นหิน แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนั่นไม่ใช่ฝีมือของอาราก็อกเลย แต่เป็นฝีมือของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากมายนัก แม้ว่ากระทั่งแมงมุมก็ไม่กล้าเอ่ยถึง

เบาะแสชิ้นสำคัญที่แฮร์รี่คิดได้หลังจากเฮอร์ไมโอนี่ถูกสาปเป็นหิน คือเมอร์เทิลคือเหยื่อสังเวยเมื่อห้องแห่งความลับถูกเปิดออกในคราที่แล้ว หลังจากนั้นจินนี่ก็ถูกลักพาตัวไปพร้อมกับคำขู่ว่ากระดูกของเธอจะอยู่ในห้องแห่งความลับชั่วนิรันดร์ แฮร์รี่จึงต้องรีบค้นพบทางเข้าห้องความลับ ที่นั่นเขาได้พบกับทอม ริดเดิ้ล แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวจากความทรงจำที่อยู่ในสมุดบันทึก ริดเดิ้ลสูบพลังชีวิตไปจากจินนี่ผ่านการพูดคุยทางบันทึก เพราะเขาคือตัวตนในอดีตของโวลเดอมอร์ เขาสงสัยว่าทำไมแฮร์รี่จึงมีชีวิตรอดมาจากคืนที่ถูกโวลเดอมอร์สังหารได้ ดังนั้นริดเดิ้ลจึงท้าทายแฮร์รี่อีกครั้งโดยการปลดปล่อยบาซิลิสก์ออกมา แฮร์รี่ต่อสู้กับบาซิลิสก์และสามารถเอาชนะได้ในที่สุดภายใต้ความช่วยเหลือจากฟอกซ์ นกฟินิกซ์ของดัมเบิลดอร์ และดาบจากก็อดดริก กริฟฟินดอร์

.............................................................................

แปลกใจตัวเองว่าทั้งๆที่เคยอ่านแล้ว ดูหนังแล้ว รู้เนื้อเรื่องทั้งหมดแล้ว ... แต่ทำไมถึงยังอ่านได้สนุกอยู่ เราชอบการไขปริศนาในเล่มนี้ที่ไม่ได้แบนราบเหมือนในเล่มที่แล้ว สำหรับแฮร์รี่ในเล่มนี้ไม่ได้เก่งกาจเหมือนในหนัง โดยเฉพาะตอนท้าย...ฉากที่แฮร์รี่สู้กับบาซิลิสก์ จะรู้เลยว่าในใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และนั่นแหละที่เราคิดว่ามันดูเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะเด็กๆอายุเท่านี้ไปต่อสู้กับงูยักษ์ได้นี่ต้องเจ๋งมากๆนะ ! (ถ้าเป็นเราน่ะหรอ !? หึ ! กรีดร้องวิ่งหนีไปตั้งแต่ปากอุโมงค์แล้วจ้า 555)

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ธรรมดาก็คือ ... สมุดบันทึกของริดเดิ้ลคือฮอร์ครักซ์ชิ้นแรก(ถ้าใครอ่านเล่ม 6 มาแล้วจะจำได้) แต่โรว์ลิงสามารถสร้างเรื่องออกมาให้คนอ่านไม่รู้ตัวเลยว่านี่คือคีย์สำคัญที่จะนำไปสู่การทำลายโวลเดอมอร์ บอกตรงๆเลยว่าสำหรับภาคนี้ดูหนังแล้วไม่เคลียร์เป็นบางประเด็น แต่มาอ่านหนังสือคือทุกอย่างเคลียร์มาก มีเรื่องที่ว่าบาซิลิสก์กลัวไก่ !!! ริดเดิ้ลก็เลยสั่งจินนี่ไปฆ่าไก่ให้หมด (ซึ่งในหนังไม่ได้กล่าวเอาไว้)

ชอบอ่ะ ยิ่งอ่านยิ่งชอบ ... ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกออกมายังไง อ่านกี่รอบก็รู้สึกอิ่ม ไม่เบื่อ ยิ่งอ่านครั้งหลังๆนี่เก็บรายละเอียดทุกบรรทัด ทุกคำพูด พยายามตีความหมายโดยนัยจากรูปประโยค(แต่จริงๆแล้วไม่น่าจะมีอะไรหรอก) อ่านจบแล้วรู้สึกทึ่งว่าคนๆนึงสามารถเขียนเรื่องออกมาได้น่าสนใจขนาดนี้ได้ แถมไม่มีตรงส่วนไหนของหนังสือที่เราจะกล้าพูดว่า 'ดรอป' เลยจริงๆ พีคหมด...พีคแม้กระทั่งฉากลอร์คฮาร์ดแต่งชุดสีชมพูวันวาเลนไทน์ 555 คือลอร์คฮาร์ดในหนังสือคาแรคเตอร์จะดูเป็นคนตลก หลงตัวเอง เจ้าเล่ห์นิดๆ แต่เรารู้สึกในว่าในหนังดูไม่ค่อยตลกยังไงก็ไม่รู้ แต่ส่วนที่เหลือก็ทำได้ดีนะ

คะแนน 10/10


Jun 7, 2015

Harry Potter and the Sorcerer's Stone (Harry Potter #1)



ชื่อเรื่อง Harry Potter and the Sorcerer's Stone
จากชุด Harry Potter
ผู้แต่ง J.K. Rowling
วรรณกรรมเยาวชน แฟนตาซี
สำนักพิมพ์ Scholastic

เรื่องย่อ


Harry Potter has never played a sport while flying on a broomstick. He's never worn a Cloak of Invisibility, befriended a giant, or helped hatch a dragon. All Harry knows is a miserable life with the Dursleys, his horrible aunt and uncle, and their abominable son, Dudley. Harry's room is a tiny cupboard under the stairs, and he hasn't had a birthday party in ten years.

But all that is about to change when a mysterious letter arrives by owl messenger: a letter with an invitation to a wonderful place he never dreamed existed. There he finds not only friends, aerial sports, and magic around every corner, but a great destiny that's been waiting for him... if Harry can survive the encounter.

REVIEW

แฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาจะเป็นพ่อมด จนกระทั่งวันที่แฮกริดมาหาเขาถึงหน้าประตู หลังจากนั้นชีวิตของแฮร์รี่ก็เปลี่ยนไปเมื่อเขารู้ว่าพ่อแม่ของเขาตายเพราะถูกโวลเดอร์มอร์ฆ่า เปิดเทอมใหม่นี้แฮร์รี่ต้องเดินเข้าสู่ประตูโรงเรียนฮอกวอร์ตและได้รู้จักเพื่อนใหม่อย่างรอน วีสลีย์และเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ เมื่อแฮร์รี่ถูกเล็งเห็นว่าเขามีฝีมือในการขี่ไม้กวาด นั่นทำให้เขาถูกชักชวนเข้าแข่งขันควิชดิชในตำแหน่งซีกเกอร์

ควีเรลล์คือผู้สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด และความจงเกลียดจงชังจากสเนปทำให้แฮร์รี่คิดว่าเขามีแผนชั่วร้ายบางอย่างอยู่ เมื่อแฮร์รี่ทราบข่าวว่ากริงก็อสต์ถูกปล้นในวันที่แฮร์รี่ไปถึงแต่ไม่มีอะไรสูญหาย นั่นทำให้แฮร์รี่เริ่มตระหนักกว่าสิ่งที่กำลังจะถูกขโมยนั้นคือศิลาของนิโคลัส แฟลมเมล ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ แฮร์รี่รู้ว่าสเนปต้องอยู่หลังเหตุการณ์ครั้งนี้แน่ๆ ทั้งเขา รอนและเฮอร์ไมโอนี่จึงต้องรีบหยุดสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

เมื่อแฮร์รี่ต้องผ่านประตูกลโดยมีฟลัฟฟี่เฝ้าอยู่ ไปจนถึงกับดักมาร การไล่จับกุญแจบินได้ เมื่อถึงสนามหมากรุกที่รอนต้องใช้ความสามารถของเขาและการเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อทำให้แฮร์รี่กับเฮอร์ไมโอนี่ผ่านไปยังห้องที่ต้องดื่มยาพิษและผ่านกำแพงไฟไปให้ได้ จนถึงด่านสุดท้ายที่แฮร์รี่ต้องผจญกับคนที่เขาคาดไม่ถึงมาก่อน นั่นก็คือ...ควีเรลล์ซึ่งกำลังจับจ้องไปยังกระจกเงาแอริเซดเพื่อเอาศิลาออกมา ภายใต้ผ้าโพกหัวนั้นคืออีกใบหน้าหนึ่งของโวลเดอร์มอร์ แฮร์รี่ต่อสู้สุดตัวจนหมดสติ หลังจากนั้นเขาจึงพบว่าดัมเบิลดอร์มาช่วยเขาไว้และศิลาของนิโคลัสนั้นได้ถูกทำลายลงไปแล้ว...

............................................................

จะมีหนังสือสักกี่เล่มที่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นสิบๆปี พอย้อนกลับมาอ่านใหม่แล้วความสนุกยังเท่าเดิม(หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ) สำหรับแฮร์รี่ พอตเตอร์ในความคิดของเราคือนิยายคลาสสิคมากๆ และแฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ฉบับแปลไทยของนานมีบุ๊คส์นี่แหละ คือหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่เราหยิบขึ้นมาอ่าน (ตอนนั้นจำได้ว่า 6 ขวบมั้ง แล้วก็อ่านช้ามากๆ เพราะภาษาไทยยังไม่แตกฉาน 555)

ผ่านไป 15 ปี กับปกใหม่ฝีมือของ Kazu Kibuishi เราเห็นครั้งแรกก็ตกหลุมรักแล้ว (ปกเก่าเราก็ชอบนะ ให้อารมณ์ First impression ไปแล้วเวลาหนังสือแต่ละเล่มออกวางขาย) แต่เราไม่อยากจะเชื่อว่าพอเห็นหน้าปกครบรอบ 15 ปีนี้จะทำให้เราอยากหยิบแฮร์รี่ขึ้นมาอ่านอีกครั้งได้สำเร็จ คราวนี้เราเลยตัดสินใจซื้อต้นฉบับของสำนักพิมพ์ Scholastic มาอ่าน และพบว่า...อืม ! อารมณ์มันต่างจากฉบับแปลไทยจริงๆอย่างที่หลายคนเค้าว่ากันนั่นแหละ

ไม่อยากจะรีวิวอะไรมาก รู้สึกว่าตัวเองมิอาจเอื้อมที่จะไปชำแหละวรรณกรรมดีๆแบบนี้ 555... ทุกอย่างดีเลิศ เพอร์เฟ็ค ตั้งประโยคแรก "Mr and Mrs Dursley, of number four, Privet Drive, were proud to say that they were perfectly normal, thank you very much " ที่รู้สึกว่ามันมีมนต์ขลังอยู่ในตัว

นี่เป็นหนังสือนี่เอามาอ่านใหม่แล้วก็ยังปลื้มมากๆ เรียกได้ว่าเราเติบโตมาพร้อมกับหนังสือชุดนี้จริงๆ ขอบคุณเจเคโรว์ลิ่งที่ทำให้วัยเด็กของเราเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากๆ เด็กรุ่นหลังคงไม่ได้มาสัมผัสอารมณ์การรอคอยหนังสือแต่ละเล่มเวลาจะออกวางขาย รู้ว่ามันตื่นเต้นมากขนาดไหน พอได้มานี่แทบจะเปิดอ่านซะตรงหน้าร้านหนังสือเลย ยิ่งตอนที่ได้เล่ม Deathly Hallows มาเนี่ย เรายืนร้องไห้หน้าร้านหนังสือประหนึ่งว่าชนะการแข่งขันเวทไตรภาคีเลยนะ 555

คะแนน 10/10